Member Login
Lost your password?

ความเห็นทางกฎหมายต่อการดำเนินคดี “ผู้ต้องหาประชามติ”

11/12/2016
By

TH_update-referendum-cases

           10 ธันวาคม 2475 เป็นวันที่รัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกให้แก่ประชาชนชาวไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทำให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีนับเป็นวันรัฐธรรมนูญของประเทศไทย อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับต่อมาหลังมีเกิดการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก 13 ครั้ง

เมื่อกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

ภายหลังการทำรัฐประหารครั้งที่ 13  ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ควบคุมการแสดงออกของประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรและประกาศคสช.ที่ 7/57 เพื่อห้ามการชุมนุมทางการเมืองจนถึงวันที่ 1 เม.ย.58 ได้มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกและประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 แทนที่ซึ่งยังคงห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและยังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน  แม้ต่อมาในช่วงเวลาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 คสช.นั้นก็ไม่ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการแสดงออกของประชาชน ในทางตรงกันข้ามสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559  ซึ่งบทบัญญัติในมาตรา 61[1] กลายเป็นเครื่องมือสำคัญอีกเครื่องมือของรัฐในการควบคุมการแสดงออกของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวเนื่องจากมีการกำหนดโทษจำคุกสำหรับผู้ฝ่าฝืนสูงถึงสิบปีรวมไปถึงการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการจัดทำร่างอันขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างมาก  ประกอบกับเนื้อหาภายในร่างรัฐธรรมนูญนั้นลดทอนอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ความสอดคล้องกับอุดมการณ์รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนต้องการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง แต่ห้วงเวลาก่อนลงประชามติประชาชนกลับถูกปิดกั้นการรับรู้ข่าวสาร และไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีและเสมอภาคอันจะนำไปสู่การตัดสินใจลงคะแนนในทางใดทางหนึ่งได้ ทั้งที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีสถานะสูงสุดของประเทศ เกี่ยวพันกับการวางกรอบการใช้อำนาจของรัฐและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัฒนธรรม และมีผลบังคับใช้ต่อประชาชนทุกคน

ในทางตรงกันข้ามกับหลักการออกเสียงประชามติที่ประชาชนควรรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสามารถแสดงออกซึ่งข้อสนับสนุนและข้อคัดค้านในการลงประชามติ เพื่อให้การลงประชามตินั้นเป็นไปโดยอิสระและเป็นธรรม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่ากลไกของรัฐได้ใช้ “กฎหมาย” เข้าควบคุมการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในทางวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำการลงประชามติอย่างกว้างขวาง ทั้งคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 ขึ้นไป , มาตรา 60 และมาตรา 61พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2559 (พ.ร.บ.ประชามติ) และ มาตรา 116  มาตรา 209 และมาตรา 210 ประมวลกฎหมายอาญา โดยในช่วงก่อนการลงประชามติผู้จัดกิจกรรมสาธารณะ เสวนาวิชาการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ การทำการรณรงค์ วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่มาของรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการต่างๆ และการออกมาแสดงจุดยืนในทางคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ได้ถูกทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและกลไกฝ่ายปกครองเข้าแทรกแซงหรือยุติการจัดกิจกรรมจำนวนมากโดยอาศัยอำนาจตาม “กฎหมาย” ดังกล่าว ในบางกรณีรวมไปถึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ที่จัดกิจกรรม ซึ่งการใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.และกฎหมายที่อยู่ในหมวดความมั่นคง มาดำเนินการต่อประชาชนที่แสดงออกโดยสงบ เป็นเหตุให้บางคดีต้องเข้าสู่การพิจารณาในศาลทหารอีกด้วย ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะส่งผลต่อผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้วยังส่งผลต่อการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของคนอื่นๆ ในสังคมโดยรวม มิใช่เพียงบุคคลที่ถูกปิดกั้นกิจกรรมหรือถูกดำเนินคดีเท่านั้น

จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกช่วงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

จากการติดตามสถานการณ์ประชามติของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าทั้งก่อนและหลังที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ต้องหาประชามติ” เป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากกรณีเกี่ยวเนื่องกับประชามติอย่างน้อย 207 คน  อย่างไรก็ตามผู้ถูกดำเนินคดีบางส่วนซึ่งถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ยอมเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามข้อ 12 วรรคสอง[2] ทำให้คดีบางส่วนยุติลง โดยสามารถแบ่งรายละเอียดผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้ดังนี้ (ข้อมูลวันที่ 9 ธ.ค. 2559)

กรณีแจกใบปลิวและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ (36 ราย)

  1. ตะโกนเชิญชวนให้ประชาชนโนโหวตจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี
  2. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดขอนแก่น 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  3. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดสงขลา 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  4. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  5. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดบุรีรัมย์ 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  6. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดกระบี่ 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  7. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดพัทลุง 1 คน อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี
  8. แปะใบปลิวโหวตโนจังหวัดเชียงใหม่ 1 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดเชียงใหม่
  9. ติดป้ายไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติจังหวัดปราจีนบุรี 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  10. แจกใบปลิวโหวตโนจังหวัดสมุทรปราการ 13 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพแล้ว 1 คน อีก 12 คนอยู่ระหว่างอัยการทหารทำความเห็นในคดี
  11. ครอบครองเอกสารประชามติกรุงเทพมหานคร 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นสอบสวน สน.บางเขน
  12. แจกสติ๊กเกอร์โหวตโน 5 คน ถูกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดราชบุรี
  13. แจกใบปลิวโหวตโนจังหวัดชัยภูมิ 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเขียว

กรณีเผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ (19 ราย)

  1. จังหวัดเชียงใหม่ 14 คน แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานความผิดอั้่งยี่ซ่องโจร, ความผิดตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.ประชามติ อยู่ในขั้นตอนของอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 33 ทำความเห็นในคดี
  2. จังหวัดลำพูน 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  3. จังหวัดลำปาง 4 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด

กรณีจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ (143 ราย)

  1. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดแพร่ 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม ทำให้คดีสิ้นสุดลงทั้งหมด
  2. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดราชบุรี 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน
  3. ศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพมหานคร 19 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในขั้นตอนของอัยการศาลทหารกรุงเทพทำความเห็นในคดี
  4. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดหนองบัวลำภู 15 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุด 12 คน อีก 3 คน ขอต่อสู้คดี อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 24
  5. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดอุดรธานี 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุดจำนวน 19 คน อีก 4 คนขอต่อสู้คดี อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 24
  6. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสุรินทร์ 17 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน
  7. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสกลนคร 22 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุดจำนวน 2 คน อีก 20 คน ขอต่อสู้คดี อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 24 หนึ่งใน 20 ราย เป็นรายเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพมหานครด้วย
  8. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดนครพนม 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด

กรณีฉีกบัตรออกเสียงประชามติ (3 ราย)

  1. กรณีฉีกบัตรในวันออกเสียงประชามติ 3 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 60 อยู่ในชั้นของพนักงานอัยการทำความเห็นในคดี

กรณีจัดกิจกรรมเสวนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ (11 ราย)

  1. จัดกิจกรรมเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ”ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น 11 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน

โดยสรุปแล้ว ยังคงเหลือผู้ต้องหาประชามติที่ถูกดำเนินการทางกฎหมายอยู่อีกอย่างน้อย 143ราย คดีสิ้นสุดแล้วอย่างน้อย 57 คน และยังมีผู้ต้องหาประชามติที่ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดอีก อย่างน้อย 12 ราย โดยมี 5 รายที่ถูกดำเนินคดี 2 คดี รวมมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด 207 ราย

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1.เสรีภาพในการแสดงออก

การลงประชามติเป็นมาตรการหนึ่งทางกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่รัฐต้องตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยคือสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านในประเด็นที่มีการลงประชามติ และสามารถตัดสินตัดสินใจได้โดยอิสระ

1.1 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกไว้ในข้อที่ 19 ว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง โดยไม่จำกัดว่าจะแสดงความคิดเห็นนั้นด้วยวิธีการและผ่านสื่อใดๆ ก็ตาม” ซึ่งตามความเห็นทั่วไปฉบับที่ 34 ข้อ 5 ระบุว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกนั้นไม่ใช่สิทธิที่จำเป็นที่รัฐสามารถหลีกเลี่ยงพันธกรณีไม่ปฏิบัติตามในกรณีประเทศตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินตามข้อ 4 ของอนุสัญญาได้[3]

1.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ยังได้รับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในมาตรา 4 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”  ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมาโดยตลอดรวมถึงในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 45 ที่รับรองว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น และ มาตรา 63 ซึ่งรับรองว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ดังนั้นแม้รัฐธรรมนูญซึ่งบังคับใช้ในปัจจุบันจะไม่ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมไว้โดยตรงแต่หลักการดังกล่าวรวมถึงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนก็ถูกรับรองโดยผลของมาตรา 4 ซึ่งหน่วยงานรัฐมีความผูกพันที่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพดังกล่าว

1.3 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติพ.ศ.2559

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติพ.ศ. 2559 มาตรา 7 ได้รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นประชาชนไว้เป็นหลักทั่วไปกล่าวคือ บุคคลในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมายไว้ด้วย

2.หลักการไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย

กฎหมายอาญามีเป้าหมายหลักสองประการ ประการแรกคือ รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยการกำหนดห้ามการกระทำบางอย่างหรือบังคับให้กระทำการบางอย่าง  และมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 กำหนดให้การฆ่าคนเป็นความผิดอาญาและมีอัตราโทษสูง ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องการปล่อยให้มีการฆ่ากันไป ฆ่ากันมาในสังคม ประการที่สองคือ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐ โดยการกำหนดเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาว่า กฎหมายอาญาต้องมีความชัดเจนแน่นอน ต้องตีความอย่างเคร่งครัด รัฐไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการหรือศาล ไม่สามารถเอาผิดและลงโทษพลเมืองได้ หากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นความผิดและได้กำหนดโทษไว้ตามภาษิตลาตินที่ว่า Nullum crimen nulla poena sine หรือหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหลักการดังกล่าวประมวลกฎหมายอาญาของไทยรับรองหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 2 วรรคแรกที่บัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย”[4]

3.การฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

หลักการดำเนินคดีของพนักงานอัยการคือ “หลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลพินิจ” กล่าวคือ พนักงานอัยการของไทยเรามีดุลพินิจที่จะสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาได้  อำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการตามหลักการดำเนินคดีอาญาตามดุลพินิจนั้น นอกจากจะเป็นไปในทิศทางของการที่จะช่วยลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลหรือเป็นเรื่องของการเบี่ยงเบนคดี (Diversion) แล้ว หากยังเป็นอำนาจหน้าที่ที่พนักงานอัยการเคยใช้ช่วยแก้ไขปัญหาของชาติในทางการเมืองและในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้[5]

ทั้งนี้ ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ได้รับรองอำนาจดุลพินิจในการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นว่าการดำเนินคดีไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะพนักงานอัยการก็สามารถสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา 21 ซึ่งระบุว่า “พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนหรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ ให้เสนอต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ ทั้งนี้ตามระเบียบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดโดยความเห็นชอบของก.อ.

ให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับกับกรณีที่พนักงานอัยการไม่ยื่นคำร้องไม่อุทธรณ์ไม่ฎีกา ถอนฟ้องถอนคำร้องถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาด้วยโดยอนุโลม”

นอกจากนี้ศาตราจารย์ คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และอดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559[6] ในประเด็นที่ได้มีข้อเสนอให้ยกฟ้องคนที่ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ว่า ในช่วงเวลานี้ การทำให้บ้านเมืองสงบก่อนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การปล่อยตัวคนเหล่านี้จะช่วยลดอารมณ์ความโกรธเกลียดระหว่างกันลง และตอนนี้ร่างรัฐธรรมนูญก็ผ่านไปแล้ว จึงควรเป็นช่วงเวลาของการให้อภัยกันและการดูแลทุกฝ่ายให้ดี แต่การลงโทษในขณะนี้จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ซึ่งอัยการเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดขึ้นได้ เพียงแต่อัยการต้องอาศัยความกล้าหาญในการทำสิ่งเหล่านี้

“เขาทำได้เลย อัยการสั่งไม่ฟ้องใครก็ได้ ถ้าไม่มีประโยชน์สาธารณะ กฎหมายเขียนไว้เลย การทำให้บ้านเมืองสงบทำไมไม่ทำ การเลือกตั้งก็ผ่านไปแล้ว คนที่โดนคดีไปฉีกบัตรเขาเรียกว่าเป็นอาชญากรความคิดเห็น ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน ถ้าเราสั่งไม่ฟ้องให้หมด หรือที่ฟ้องไปแล้วอัยการก็ถอนฟ้องได้ เขามีอำนาจ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อสังคม”

ศ.คณิตกล่าวว่า โดยทั่วไปเมื่อเกิดเป็นคดีขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอัยการ ซึ่งหากอัยการสูงสุดออกแนวปฏิบัติให้อัยการดำเนินตามแนวทางนี้ก็สามารถทำได้ หรือแม้เป็นคดีในศาลทหาร อัยการในศาลทหารก็สามารถใช้แนวทางนี้ในการพิจารณาได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอัยการว่าจะทำหรือไม่

ในส่วนของรัฐบาล ศ.คณิตเห็นว่า แม้รัฐจะบอกว่าเป็นบุคคลเหล่านี้อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง จึงต้องจับกุมมาดำเนินคดี แต่รัฐก็ควรจะมีข้อมูลและแยกแยะให้ชัดว่าใครเกี่ยวข้องแค่ไหน หรือเพียงแค่มีความเห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด

ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

จากหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นดังต่อไปนี้

  1. กฎหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือรัฐได้นำมาบังคับใช้กับประชาชนที่แสดงออกเกี่ยวกับการลงประชามตินั้น ทั้งคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 /58 และมาตรา 61 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติพ.ศ.2559 นั้น ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และสิทธิในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แม้เสรีภาพดังกล่าวรัฐจะสามารถออกกฎหมายมาจำกัดได้ในบางกรณี แต่การจำกัดเสรีภาพนั้นจะบัญญัติให้กระทบกระเทือนสาระสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ ในขณะที่กฎหมายทั้งสองฉบับนั้นกลับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงประชามติซึ่งเป็นห้วงเวลาอันสำคัญที่ประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูล และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลและสามารถตัดสินใจได้ ประชาชนก็ต้องสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออก ในการแสดงความเห็น ตลอดจนการชุมนุมโดยสงบได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวยังมีถ้อยคำที่มีลักษณะครอบคลุมความหมายอย่างกว้างขวางและไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจได้ ประกอบกับการบังคับใช้ที่เจ้าหน้าที่ตีความแบบขยายความจนเกินกว่าความหมายของตัวบท อาทิเช่นกรณีการครอบครองเอกสารคดีประชามติที่อ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีนั้นไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้การครอบครองเป็นความผิดแต่เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีอยู่

  1. การแสดงออกและเผยแพร่ความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยสงบสันติต้องได้รับความคุ้มครอง ซึ่งไม่ปรากฎว่ามีกรณีใดใน 207 รายนั้นใช้ความรุนแรงหรืออาวุธเลย จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรใดที่เจ้าหน้าที่รัฐจะทำการจับกุม คุมขัง และลิดรอนสิทธิของบุคคลคนหนึ่งให้สูญสิ้นไปด้วยความผิดทางอาญา การกระทำของผู้ต้องหาประชามตินั้นก็มิใช่การกระทำที่เป็นความผิดร้ายแรงอยู่ในตัวเอง(mala in se) อย่างเช่นการฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นที่กฎหมายอาญามีเป้าประสงค์ลงโทษ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำเช่นนั้น หากแต่เป็นการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและก็เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองเพียงเท่านั้น
  2. การดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งหลายเกี่ยวกับการทำประชามติที่ผ่านพ้นไปด้วยความสงบและทราบผลอย่างเป็นทางการแล้วนั้น จะไม่เป็นการก่อประโยชน์ใดๆให้แก่สาธารณะ กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม ทั้งในแง่ที่อารยประเทศจะตั้งข้อสังเกตเรื่องความน่าเชื่อถือด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพประชาชนชาวไทย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจในการสร้างความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งยังไม่เป็นการสร้าง “ความยุติธรรม” และ “ความปรองดอง” ที่มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นภายในสังคม  หากการดำเนินคดีต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปแล้ว จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอยุติธรรมของการใช้อำนาจจนเกินไปกว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยและเป็นการทำลายบรรยากาศความปรองดองให้ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้อเสนอศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเสนอให้ผู้ดำเนินการใน “กระบวนการยุติธรรม” ทั้งหมด ได้อาศัยหลักกฎหมายและความเห็นทางกฎหมายดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  เพื่อยุติการดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาประชามติทั้งหลาย ที่กำลังถูกดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. ในชั้นพนักงานสอบสวน ขอเสนอให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีที่เกิดจากการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนในช่วงที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
  2. ในชั้นพนักงานอัยการขอเสนอให้พนักงานอัยการ อาศัยหลักแห่งความเป็นภาวะวิสัยปราศจากทัศนคติทางการเมือง มีความอิสระและเป็นกลางจากอำนาจทางการเมืองใดๆ ทั้งนี้ไม่ว่าอัยการพลเรือนและอัยการทหาร สามารถมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีตลอดจนถอนฟ้องได้ที่เกิดจากการแสดงออกของประชาชนโดยสงบสันติ ในช่วงที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เหตุเพราะการดำเนินคดีต่อไป ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยพนักงานอัยการสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ได้

ด้วยความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

[1] มาตรา 61 ผู้ใดกระทําการดังต่อไปนี้

(1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(2) ให้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

(3) หลอกลวงบังคับขู่เข็ญหรือใช้อิทธิพลคุกคามเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงหรือเพื่อให้สําคัญผิดในวันเวลาที่ออกเสียงหรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง

(4) เปิดทําลายทําให้เสียหายทําให้เปลี่ยนสภาพทําให้สูญหายทําให้ไร้ประโยชน์นําไปหรือขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียงเว้นแต่เป็นการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย

(5) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆอันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

(6) เรียกรับหรือยอมจะรับเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

(7) ขายจําหน่ายจ่ายแจกหรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตออกเสียงระหว่างเวลา๑๘.๐๐นาฬิกาของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง

ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความภาพเสียงในสื่อหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรงก้าวร้าวหยาบคายปลุกระดมหรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้ใดกระทําการตาม(1)(2)(3)(4)(5)หรือ(6)ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาททั้งนี้ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

ในกรณีการกระทําความผิดตาม(1)(2)(3)(4)(5)หรือ(6))เป็นการกระทําความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดสิบปี

ผู้ใดกระทําการตาม(7)ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

ในกรณีที่ผู้กระทําการตาม(6)เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นถ้าได้แจ้งถึงการกระทําดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

[2] ข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองณที่ใดๆที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับเว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นระยะเวลาไม่เกินเจ็ดวันและเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขตามข้อ๑๑วรรคสองให้ถือว่าคดีเลิกกันตามมาตรา 37 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  (ฉบับที่16)  พ.ศ.  2529

[3]Human  Rights  Committee, International Covenant on Civil and Political Rights, General Comment No.34, 12 September 2011, http://www2.ohchr.org/english/bodies/hrc/docs/gc34.pdf

[4]สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์.2559.ความเห็นทางกฎหมาย การจับกุมนักกิจกรรมที่บ้านโป่ง กับ ความผิดอาญามาตรา 157.(ออนไลน์).แหล่งที่มา http://prachatai.com/journal/2016/07/66828

[5] ดู คณิต ณ นคร,ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสะท้อนทิศทางกระบวนพิจารณาทิศทางไทย,พิมพ์ครั้งที่2,สำนักพิมพ์วิญญูชน,ตุลาคม 2557.หน้า 21

[6] คณิต ณ นคร.2559. “คณิต” แนะอัยการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้อง ลดขัดแย้ง-ปรองดอง “คดีประชามติ”.(ออนไลน์).แหล่งที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/254806

Tags: , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน