Member Login
Lost your password?

รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ แต่ “ผู้ต้องหาประชามติ” กว่า 104 ราย ยังถูกดำเนินคดี

07/04/2017
By

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะถูกประกาศใช้ในวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์การดำเนินคดีต่อประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น หรือรณรงค์โดยสงบต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในช่วงของการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2559 ยังคงอยู่และดำเนินต่อไป แม้การลงประชามติดังกล่าวจะผ่านพ้นไปกว่า 8 เดือนแล้วก็ตาม

สถานการณ์การดำเนินคดีดังกล่าว พอกล่าวได้ว่าเป็นภาพสะท้อนถึง “รอยด่างพร้อย” ตั้งแต่ที่ “จุดเริ่มต้น” ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการการออกเสียงประชามติที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม เต็มไปด้วยการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก และการใช้“กฎหมาย” ตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อปิดกั้นกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ของประชาชน อีกทั้ง “รอยด่างพร้อย” ที่จุดเริ่มต้นดังกล่าว อาจยังส่งผลไปถึง “ระหว่างทาง” และกระทั่ง “ปลายทาง” ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปในอนาคตก็เป็นได้

ต่อไปนี้เป็นสรุปภาพรวมการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด พร้อมกับสะท้อนความคิดเห็นที่ผ่านมาทั้งของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่มีต่อการดำเนินคดีประชาชนในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยต่างย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ทางการไทยยุติการดำเนินคดีต่อ “ผู้ต้องหาประชามติ” ทั้งหมด

ผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กว่า 212 ราย

จากการติดตามสถานการณ์ประชามติของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าทั้งก่อนและหลังที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเนื่องมาจากการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ต้องหาประชามติ” เป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากกรณีเกี่ยวเนื่องกับประชามติอย่างน้อย 212 คน

ผู้ต้องหาประชามติดังกล่าว ถูกกล่าวหาในข้อหาต่างๆ กัน ทั้งข้อหาเรื่องการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558, ข้อหาตามพ.ร.บ.ประชามติ รวมทั้งข้อหาฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยผู้ถูกดำเนินคดีบางส่วนที่ถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ได้ยินยอมเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามข้อ 12 วรรคสอง ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับดังกล่าว ทำให้คดีบางส่วนยุติลง โดยพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องคดี

ในจำนวนผู้ต้องหาประชามติ 212 คน ดังกล่าว สามารถจัดแบ่งรายละเอียดผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาได้ดังนี้ (ข้อมูลถึงวันที่ 4 เม.ย. 2560)

กรณีแจกใบปลิวและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ (36 ราย)

  1. ตะโกนเชิญชวนให้ประชาชนโนโหวตจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี โดยกำหนดนัดสืบพยานระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคม 2560
  2. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดขอนแก่น 1 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  3. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดสงขลา 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  4. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดอุบลราชธานี 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  5. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดบุรีรัมย์ 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  6. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดกระบี่ 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  7. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจังหวัดพัทลุง 1 คน อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี
  8. แปะใบปลิวโหวตโนจังหวัดเชียงใหม่ 1 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 สืบพยานในชั้นศาลเสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 24 เม.ย.2560
  9. ติดป้ายไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติจังหวัดปราจีนบุรี 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  10. แจกใบปลิวโหวตโนจังหวัดสมุทรปราการ 13 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 ฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพแล้ว 4 คน อีก 9 คนอยู่ระหว่างอัยการทหารทำความเห็นในคดี
  11. นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์แจกเอกสารรณรงค์ประชามติ 7 คน ถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นสอบสวน ของสน.บางเขน
  12. แจกสติ๊กเกอร์โหวตโนจังหวัดราชบุรี 5 คน ถูกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในระหว่างการสืบพยานที่ศาลจังหวัดราชบุรี
  13. แจกใบปลิวโหวตโนจังหวัดชัยภูมิ 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 อยู่ในการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเขียว และศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากศาลจังหวัดขอนแก่นไม่อนุญาตให้ส่งตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หนึ่งในจำเลย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่จากข้อหามาตรา 112 มาศาลในคดีนี้

กรณีเผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ (20 ราย)

  1. จังหวัดเชียงใหม่ 15 คน แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานความผิดอั้่งยี่และซ่องโจร, ความผิดตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.ประชามติ อัยการทหารสั่งฟ้องคดีต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 33 คดีอยู่ในระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล
  2. จังหวัดลำพูน 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด
  3. จังหวัดลำปาง 4 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด

กรณีจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ (147 ราย)

  1. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดแพร่ 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม ทำให้คดีสิ้นสุดลงทั้งหมด
  2. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดราชบุรี 27 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน
  3. ศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพมหานคร 19 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารกรุงเทพ
  4. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดหนองบัวลำภู 15 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุด 12 คน อีก 3 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้ลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ปรับ 2,500 บาท จำเลยทั้งหมดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุก มีกำหนด 1 ปี
  5. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดอุดรธานี 23 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุดจำนวน 19 คน ขณะที่อีก 4 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกเช่นเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติหนองบัวลำภู
  6. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสุรินทร์ 17 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ผู้ต้องหายอมรับการอบรม ทำให้คดีสิ้นสุดลงทั้งหมด
  7. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดสกลนคร 22 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  ผู้ต้องหายอมรับการอบรมคดีสิ้นสุดจำนวน 2 คน ขณะที่อีก 20 คน ให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกเช่นเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติหนองบัวลำภู โดยหนึ่งใน 20 ราย เป็นรายเดียวกับคดีศูนย์ปราบโกงประชามติกรุงเทพมหานครด้วย
  8. ศูนย์ปราบโกงประชามติจังหวัดนครพนม 1 คน ไม่ทราบสถานะทางคดีแน่ชัด

กรณีฉีกบัตรออกเสียงประชามติ (3 ราย)

  1. กรณีฉีกบัตรในวันออกเสียงประชามติ 3 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 60 อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดพระโขนง โดยกำหนดนัดสืบพยานในระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2560

กรณีจัดกิจกรรมเสวนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ (11 ราย)

  1. จัดกิจกรรมเสวนา “พูดเพื่อเสรีภาพ”ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น 11 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน

สรุปแล้ว ยังคงเหลือผู้ต้องหาประชามติที่ถูกดำเนินการทาง “กฎหมาย” อยู่อีกอย่างน้อย 104 ราย (ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ถูกดำเนินคดีในศาลพลเรือนจำนวน 12 ราย และศาลทหารจำนวน 92 ราย) คดีสิ้นสุดไปแล้วอย่างน้อย 101 ราย และยังมีผู้ต้องหาประชามติที่ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดอีกอย่างน้อย 12 ราย โดยมี 5 รายที่ถูกดำเนินคดี 2 คดี ทำให้รวมแล้วมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดอย่างน้อย 212 ราย

การดำเนินคดี “ผู้ต้องหาประชามติ” ต่อไป ยิ่งตอกย้ำความอยุติธรรมของการใช้อำนาจ

ภายหลังการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยังได้จัดทำความเห็นทางกฎหมายต่อการดำเนินคดี “ผู้ต้องหาประชามติ” (เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2559) โดยมีความเห็นในสามประเด็นหลัก ได้แก่

1. กฎหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือรัฐได้นำมาบังคับใช้กับประชาชนที่แสดงออกเกี่ยวกับการลงประชามติ ทั้งคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3 /58 และมาตรา 61 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2559 นั้น ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และสิทธิในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง แม้เสรีภาพดังกล่าวรัฐจะสามารถออกกฎหมายมาจำกัดได้ในบางกรณี แต่การจำกัดเสรีภาพนั้นจะบัญญัติให้กระทบกระเทือนสาระสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ ในขณะที่กฎหมายทั้งสองฉบับนั้นกลับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงประชามติซึ่งเป็นห้วงเวลาอันสำคัญที่ประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลและสามารถตัดสินใจได้ ประชาชนก็ต้องสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงความเห็น ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวยังมีถ้อยคำที่มีลักษณะครอบคลุมความหมายอย่างกว้างขวางและไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจได้ ประกอบกับการบังคับใช้ที่เจ้าหน้าที่ตีความแบบขยายความจนเกินกว่าความหมายของตัวบท อาทิเช่นกรณีการครอบครองเอกสารคดีประชามติที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีนั้น ไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้การครอบครองเป็นความผิด แต่เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีอยู่

คดี 5 ผู้ต้องหาครอบครองเอกสารประชามติที่จังหวัดราชบุรี ข้อหาตามพ.ร.บ.ประชามติ ยังอยู่ในระหว่างสืบพยานในชั้นศาล

2. การแสดงออกและเผยแพร่ความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยสงบสันติต้องได้รับความคุ้มครอง ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีกรณีใดใน 212 รายนั้น แสดงออกโดยใช้ความรุนแรงหรืออาวุธ จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรใดที่เจ้าหน้าที่รัฐจะทำการจับกุม คุมขัง และลิดรอนสิทธิของบุคคลคนหนึ่งให้สูญสิ้นไปด้วยความผิดทางอาญา การกระทำของผู้ต้องหาประชามตินั้นก็มิใช่การกระทำที่เป็นความผิดร้ายแรงอยู่ในตัวเอง (mala in se) อย่างเช่นการฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นที่กฎหมายอาญามีเป้าประสงค์ลงโทษ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำเช่นนั้น หากแต่เป็นการกระทำที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองและก็เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองเพียงเท่านั้น

3. การดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งหลายเกี่ยวกับการทำประชามติที่ผ่านพ้นไปด้วยความสงบ และทราบผลอย่างเป็นทางการแล้วนั้น จะไม่เป็นการก่อประโยชน์ใดๆ ให้แก่สาธารณะ กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม ทั้งในแง่ที่อารยประเทศจะตั้งข้อสังเกตเรื่องความน่าเชื่อถือด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพประชาชนชาวไทย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจในการสร้างความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งยังไม่เป็นการสร้าง “ความยุติธรรม” และ “ความปรองดอง” ที่มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นภายในสังคม หากการดำเนินคดีต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปแล้ว จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความอยุติธรรมของการใช้อำนาจจนเกินขอบเขตไปกว่าเพื่อความสงบเรียบร้อย และเป็นการทำลายบรรยากาศ “ความปรองดอง” ให้ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน UN เสนอยุติการดำเนินคดี “ผู้ต้องหาประชามติ” ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังได้จัดทำข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observations) เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 ภายหลังการประชุมทบทวนการปฏิบัติตามพันธกรณีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ตามวาระฉบับที่สองของประเทศไทย โดยคณะกรรมการฯ ได้แสดงความกังวลต่อการจำกัดอย่างรุนแรงและโดยพลการต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งรวมไปถึงการขัดขวางการอภิปราย การรณรงค์ และการตั้งข้อหาอาญาต่อบุคคลในช่วงก่อนจะมีการออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญในปี 2559

คณะกรรการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังยืนยันว่ารัฐภาคีของกติกา ICCPR ควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อประกันให้บุคคลมีเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออกในทุกรูปแบบ สอดคล้องกับข้อ 19 ของกติกานี้ การจำกัดใด ๆ ควรสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดตามข้อ 19 (3) และตามคำอธิบายเพิ่มเติมในความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 34 (2554) รวมทั้งบททดสอบที่เข้มงวดว่าด้วยความจำเป็นและความได้สัดส่วน ทั้งยังเสนอให้รัฐไทยควรใช้มาตรการทั้งปวงเพื่อยุติการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่าใช้เสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในระหว่างการออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ

ภาพการประชุมทบทวนการปฏิบัติตามกติกา ICCPR รอบของประเทศไทย ที่นครเจนีวา ระหว่างวันที ่13-14 มี.ค.60 โดยข้อเสนอหนึ่งของคณะกรรการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คือขอให้ไทยยุติการดำเนินคดีต่อผู้ใช้เสรีภาพในการแสดงออกในการระหว่างการออกเสียงประชามติ

“รอยด่าง” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนั้น ควรบันทึกไว้ด้วยว่าองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอีกหลายองค์กรที่ติดตามสถานการณ์ในประเทศไทย ล้วนมีความเห็นว่าการลงประชามติที่นำไปสู่การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งประกาศใช้นี้ ดำเนินไปโดยขัดแย้งกับหลักการสากล โดยมีความไม่เสรีและไม่เป็นธรรมหลายประการ

อาทิเช่น สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) ออกรายงานระบุว่าทางรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามประกาศคำสั่งของคสช.และกฎหมายอื่นๆ เพื่อทำการปิดกั้นประชาชนจากการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญในหลายรูปแบบ ทั้งการถูกคุกคาม ควบคุมตัว และดำเนินคดีต่อผู้วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ, การเข้าร่วมและสอดส่องในการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสั่งให้ยกเลิกการจัดสัมมนาและอภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในหลายกรณี ขณะเดียวกัน คสช.กลับใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อรณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ การรณรงค์เพื่อเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปอย่างขาดความสมดุลทางการเมือง

ทางด้านเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรืออันเฟรล (ANFREL) ได้ออกแถลงการณ์สรุปการติดตามสถานการณ์การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการลงประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับหลักสากลว่าด้วยการลงประชามติหรือการเลือกตั้ง โดยข้อห้ามที่เข้มงวดในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐบาลทหารกำหนดสำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลของผู้มีสิทธิลงคะแนนอย่างมาก ทำให้เกิดภายใต้บรรยากาศที่ผู้ลงคะแนนถูกปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการที่เป็นอิสระและไม่ต้องกลัวต่อการลงโทษ รวมทั้งทำให้เกิดบรรยากาศของการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นสภาพที่ฝ่าฝืนอย่างชัดแจ้งต่อหลักการระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และการรวมตัวทางการเมือง

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ก็แถลงเช่นเดียวกันว่าการลงประชามติครั้งนี้ขาดปัจจัยที่เป็นไปตามหลักสากลว่าด้วยการลงประชามติที่เป็นธรรมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการรวมตัวทางการเมืองอย่างสันติ รัฐบาลทหารได้ใช้กฎหมายอย่างรุนแรงในการจำกัดสิทธิเหล่านี้ โดยการปิดกั้นอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทหารต่อผู้ที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการยืนยันว่าการลงประชามติไม่เป็นธรรม

ทางสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ณ กรุงลอนดอน เองก็ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีของไทย แสดงความกังวลต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนช่วงก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าในการลงประชามติ ประชาชนควรสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างสงบและเสรี สามารถรับและเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างเสรี สามารถเข้าร่วมการอภิปรายสาธารณะและการรณรงค์ที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐบาลได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกคุกคาม จับกุม หรือดำเนินคดี

ทางเลขาธิการใหญ่แอมเนสตี้ยังเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกการดำเนินคดีต่อประชาชนที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือการรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

คดีผู้ต้องหา 27 รายถ่ายภาพกับป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี ยังดำเนินอยู่ โดยคดียังอยู่ในชั้นสอบสวน (ภาพจากประชาไท)

สรุปแนวทางการยุติการดำเนินคดี “ประชามติ” โดยกระบวนการทางกฎหมายปกติ

ในการยุติการดำเนินคดีประชามติทั้งหมดนั้น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เคยจัดทำข้อเสนอ โดยเรียกร้องให้ผู้ดำเนินการใน “กระบวนการยุติธรรม” ทั้งหมด ใช้กระบวนการทางกฎหมายตามปกติ เพื่อยุติการดำเนินคดีของผู้ต้องหาประชามติทั้งหลาย ที่กำลังถูกดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ได้แก่

  1. คดีที่ยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีที่เกิดจากการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชนในช่วงที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
  2. คดีที่อยู่ในชั้นพนักงานอัยการหรือชั้นศาลแล้ว ให้พนักงานอัยการอาศัยหลักแห่งความเป็นภาวะวิสัยปราศจากทัศนคติทางการเมือง มีความอิสระและเป็นกลางจากอำนาจทางการเมืองใดๆ ทั้งนี้ไม่ว่าอัยการพลเรือนและอัยการทหาร สามารถมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีตลอดจนถอนฟ้องได้ที่เกิดจากการแสดงออกของประชาชนโดยสงบสันติ ในช่วงที่มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เหตุเพราะการดำเนินคดีต่อไป ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยพนักงานอัยการสามารถอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ได้

ถึงปัจจุบัน (เมษายน 2560) ผ่านไปกว่า 8 เดือนหลังการลงประชามติ พร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ถูกประกาศใช้ แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องใน “กระบวนการยุติธรรม” ทั้งหมด ต่อข้อคิดเห็น ข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่างๆ ข้างต้น

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความเห็นทางกฎหมายต่อการดำเนินคดี “ผู้ต้องหาประชามติ”

Tags: , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน