Member Login
Lost your password?

เปิดปากคำ “จนท.AIS” ในคดีฉีกบัตรประชามติ หลังนำข้อมูลผู้ใช้บริการมาเปิดเผยโดยไม่มีหมายศาล

17/06/2017
By

ศาลจังหวัดพระโขนงได้ทำการสืบพยานโจทก์ในคดีฉีกบัตรประชามติ โดยหนึ่งในพยานที่ฝ่ายโจทก์ได้นำเข้าเบิกความในศาล เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์จากบริษัท AIS ซึ่งเข้าให้การถึงการตรวจสอบการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยทั้งสาม พร้อมนำเอกสารระบุการใช้งานโทรศัพท์ตั้งแต่วันที่1 ส.ค. ถึง 18 ส.ค. 59 อย่างละเอียดเข้ามาเบิกความ ในส่วนการสืบพยานจำเลย ศาลให้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 13 ก.ค.60

 

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (13-16 มิ.ย. 60) ศาลจังหวัดพระโขนงได้ทำการสืบพยานในคดีที่นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” จำเลยที่ 1 ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเห็นว่าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยไม่เป็นธรรม จึงได้ทำการฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ พร้อมกับตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ภายในหน่วยลงคะแนนเสียงในสำนักงานเขตบางนา เมื่อวันที่ 7 ส.ค.59 ทำให้เขาถูกจับกุมดำเนินคดี ใน 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาทำลายบัตรออกเสียง และก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแแนน ตามพ.ร.บ.ประชามติ, ข้อหาทำลายเอกสารราชการ และข้อหาทำให้ทรัพย์สินสาธารณะเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่นายจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ จำเลยที่ 2 และนายทรงธรรมแก้ว พันธุ์พฤกษ์ จำเลยที่3  ซึ่งได้ติดตามถ่ายวีดีโอขณะที่นายปิยรัฐทำการฉีกบัตร ก็ได้ถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนนด้วย

ระหว่างการสืบพยาน ในวันที่สองของการสืบ (14 มิ.ย.) ฝ่ายโจทก์ได้มีการนำพยานปากหนึ่ง ได้แก่ นายศรัณย์ ปรีชา ผู้ชำนาญการฝ่ายกฎหมายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ขึ้นเบิกความ โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ใช้บริการของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือดังกล่าวอยู่ พยานปากนี้ได้เบิกความถึงการตรวจสอบการใช้งานหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยทั้งสาม พร้อมกับเอกสารการตรวจสอบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหนังสือเรียกพยานหลักฐานส่งไปยังบริษัท เพื่อยืนยันในประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสามคนได้มีการรู้จัก และติดต่อกันมาโดยตลอด เป็นพฤติการณ์ที่ทำร่วมกัน

ผู้ชำนาญการฝ่ายกฎหมายของเอไอเอสได้เบิกความว่า ภายหลังจากที่ได้รับหนังสือเรียกพยานเอกสารเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์ทั้งหมด 3 หมายเลขจากพนักงานสอบสวนในคดีนี้ พยานจึงได้ทำการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ทั้งสาม จากการตรวจสอบพบว่าเป็นหมายเลขที่จดทะเบียนการใช้งานในชื่อของนายปิยรัฐ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1, นายจิรวัฒน์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และนายทรงธรรม ซึ่งเป็นจำเลยที่3 ตามลำดับ จากนั้นจึงได้รวบรวมการใช้งานโทรศัพท์ทั้ง 3 หมายเลข ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ถึงวันที่ 18 ส.ค. 59 ตามหนังสือที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งมา จัดทำเป็นเอกสาร แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากเอกสารที่พยานโจทก์ปากดังกล่าว ได้ส่งเข้ามาปรากฏว่าเป็นการตรวจสอบการใช้งานโทรเข้า-ออกระหว่างหมายเลขโทรศัพท์ทั้ง 3 จากหมายเลขใดไปสู่หมายเลขใด มีการใช้พูดคุยสายแต่ละครั้งเป็นเวลากี่วินาที และตัวเลขการยืนยันว่ามีการรับสายการติดต่อเป็นเวลาเท่าใด ซึ่งตรงกันระหว่างหมายเลข ทั้งยังมีข้อมูลการรับ-ส่งข้อความ SMS รายการธุรกรรมการเงินที่หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยทำไว้กับ mobile bank และรายการระบุพิกัดตำแหน่งของหมายเลขทั้ง 3 จากเสาสัญญาณของผู้ให้บริการ ว่าอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดอย่างละเอียด ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ส.ค. ถึงวันที่ 18 ส.ค.59 โดยพยานยังได้เบิกความอธิบายความหมายของตัวเลขและข้อความที่ปรากฎในเอกสารดังกล่าวความยาวกว่า 10 หน้า เพื่อให้ศาลเข้าใจความหมาย

จากนั้น ทนายจำเลยจึงได้ทำการถามค้านพยานปากนี้ว่าพยานทราบหรือไม่ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนตัว และมีกฎหมายให้ความคุ้มครองไว้ พยานระบุว่าทราบดี เพราะพยานก็จบกฎหมาย รวมทั้งทำงานในฝ่ายกฎหมาย ทนายความจำเลยจึงสอบถามอีกว่าการจะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจกระทำได้เป็นการเฉพาะ ไม่สามารถให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกรายใช่หรือไม่ พยานโจทก์ได้ตอบว่าเข้าใจ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหนังสือให้ส่งหลักฐานดังกล่าวไปให้มีอำนาจ จึงได้ปฏิบัติตาม  ทนายความจึงถามเพิ่มเติมว่าการจะกระทำดังกล่าวจะต้องมีการขอออกหมายศาลด้วยใช่หรือไม่ พยานโจทก์ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนในคดีมีอำนาจกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

(ภาพจำเลยทั้ง 3 ในคดี)

หลังการสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าวแล้วเสร็จ นายปิยรัฐ หนึ่งในจำเลย ได้ระบุว่ารู้สึกเสียใจมากที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าส่งให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นการกระทำโดยมิชอบทางกฎหมาย โดยในกรณีนี้ไม่ได้มีคำสั่งศาล มีแต่เพียงหนังสือแจ้งขอข้อมูลที่ส่งจากพนักงานสอบสวนในคดี อีกทั้งข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยและส่งให้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีฉีกบัตรนี้เลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ คดีนี้เดิมมีนัดหมายการสืบพยานแบ่งออกเป็นสืบพยานโจทก์ 2 นัด และสืบพยานจำเลย 2 นัด แต่เนื่องจากการสืบพยานโจทก์ใช้ระยะเวลานาน และพยานโจทก์มีจำนวนมาก จึงใช้เวลาในการสืบพยานโจทก์ไปทั้ง 4 วัน ศาลจึงให้เลื่อนนัดหมายสืบพยานจำเลยออกไปเป็นวันที่ 13 ก.ค.60 ต่อไป

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ แต่ “ผู้ต้องหาประชามติ” กว่า 104 ราย ยังถูกดำเนินคดี

ศาลนัดสืบพยานคดีฉีกบัตรประชามติมิถุนายนนี้ ‘โตโต้’ ให้การภาคเสธข้อหาฉีกบัตร

ตร.เร่งเรียกสอบเพิ่ม‘โตโต้กับพวก’ กรณีฉีกบัตรประชามติ ระบุเป็น‘คดีความมั่นคง’-ผู้บังคับบัญชาเร่งมา

ประมวลเหตุการณ์การคุกคามและการดำเนินคดีกับบุคคลในวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

Tags: , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน