Member Login
Lost your password?

คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ: ควบคุมตัวเด็ก 14 ในค่ายทหาร และการควบคุมตัวมิชอบที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

21/06/2017
By

กรณีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดขอนแก่นเริ่มปรากฏเป็นข่าวเมื่อสื่อมวลชนรายงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค.60 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในอำเภอบ้านไผ่ และอำเภอชนบท ได้ 4 ราย จากผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 6 ราย โดยหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวเป็นเด็กอายุ 14 ปี ตามรายงานข่าวระบุว่า ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กรุงเทพมหานคร

ข่าวนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่รับรู้ เนื่องจากมีการควบคุมตัวเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าค่ายทหาร  ซึ่งนับเป็นกรณีแรก ที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาล คสช. ทหารอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า กระทําความผิดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงไว้ในค่ายทหาร เป็นระยะเวลา ไม่เกิน 7 วัน  โดยผู้ถูกควบคุมตัวไม่สามารถติดต่อญาติ หรือทนายความ และส่วนใหญ่ไม่แจ้งหรือเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว อันเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ ซึ่งขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีข้อมูลยังไม่เคยมีการควบคุมตัวเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี หรือแม้แต่เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มาก่อน

นอกจากนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังได้รับการแจ้งเหตุว่า ภรรยานายปรีชา ผู้ต้องสงสัยจ้างวานเด็กและวัยรุ่นให้ก่อเหตุก็ถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหารในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีการเรียกบุคคลบางคนที่ติดต่อสัมพันธ์ทางธุรกิจกับครอบครัวนายปรีชาไปสอบในค่ายทหารอีกด้วย

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 60 พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจและดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้วทั้งหมด 9 คน ซึ่งรับจ้างลงมือวางเพลิงเท่านั้น ขณะนี้ได้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว ตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงและร่วมกันเป็นอั้งยี่ มั่วสุมและซ่องโจร ส่วนผู้จ้างวาน 2 คน ซึ่งถูกออกหมายจับแล้ว ยังคงหลบหนี

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ติดตามสถานการณ์ในคดีนี้ พบว่า โดยภาพรวมผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมตาม ICCPR  ซึ่งรัฐมีหน้าที่ไม่ละเมิดและต้องประกันสิทธิเสรีภาพดังกล่าว  ทั้งนี้ ในระหว่างการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้ให้คำแนะนำแก่ประเทศไทย ให้ปรับปรุงมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับ ICCPR ซึ่งรวมถึงการรับประกันการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมด้วย

ภาพการแถลงข่าวการจับกุมของตำรวจ (ภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์)

 

ลำดับเหตุการณ์จับกุม/ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์เผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ

17 พ.ค.60 เช้าตรู่ เจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 50 นาย นำโดย พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี ผู้บังคับการกองร้อยรักษาความสงบ
กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจค้นบ้านของนายปรีชา และโรงงานผลิตยาสมุนไพร โดยอ้าง ม.44 แต่ไม่ได้แจ้งสาเหตุที่เข้าตรวจค้น ขณะนั้นมีเพียงภรรยา และลูกชายของนายปรีชาอยู่ที่บ้าน  หลังการตรวจค้นราว 3 ชม. ทหารได้ยึดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และเอกสารจำนวนหนึ่งไป พร้อมทั้งควบคุมตัวภรรยาของปรีชา แจ้งว่า จะพาตัวไปสอบ 2-3 วัน โดยไม่แจ้งสถานที่

ช่วงบ่าย ทหารและตำรวจเข้าจับกุมตัวเด็กและวัยรุ่นในตำบลบ้านแท่น อ.ชนบท รวม 7 คน โดย 3 คน เจ้าหน้าที่ยกกำลังไปควบคุมตัวมาจากสถานศึกษานำตัวไป สภ.ชนบท โดยที่ญาติไม่สามารถเข้าเยี่ยม/จัดส่งอาหาร หรืออยู่ร่วมขณะสอบปากคำ ต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมชายวัย 25 และ 50 ปี จากอำเภอโนนศิลา มาที่ สภ.ชนบท อีก จากนั้น ทั้งหมดถูกส่งตัวไป มทบ.23 ในตอนกลางดึก พร้อมภรรยาของปรีชาที่ถูกควบคุมตัวมาจาก มทบ. 23 ในช่วงค่ำเพื่อมาสอบปากคำที่ สภ.ชนบท

18 พ.ค. 60 เด็ก-กลุ่มวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ ที่ถูกจับกุม-ควบคุมตัว ถูกนำตัวขึ้นรถตู้ออกเดินทางจาก มทบ.23 โดยไม่แจ้งจุดหมายปลายทาง รถตู้วิ่งเข้ากรุงเทพฯ และนำบุคคลทั้งหมดไปส่งยังค่ายทหาร โดยมีการปิดตาช่วงก่อนที่รถผ่านเข้าค่าย ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็น มทบ. 11

ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหารทั้ง 2 แห่ง ญาติไม่สามารถติดต่อได้ หรือได้รับการแจ้งว่าถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน ผู้ถูกควบคุมตัวก็ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้แม้แต่กับคนที่ถูกควบคุมตัวมาพร้อมกัน

20 พ.ค. 60 ศาลจังหวัดพลออกหมายจับที่ 49-54/2560 ให้จับกุมบุคคลอายุ 18-20 ปี รวม 6 คน ในข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร

22 พ.ค. 60 ภรรยาของปรีชา พร้อมทั้งกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก ถูกส่งตัวกลับมาที่ สภ.ชนบท ตำรวจทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นส่งตัวเด็กไปฝากขังที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ก่อนศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น ขณะที่วัยรุ่น 6 คน ถูกขังอยู่ สภ.ชนบท แต่ตำรวจยังไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม

ส่วนภรรยาปรีชา หลังลงชื่อในบันทึกข้อตกลงเงื่อนไขในการปล่อยตัวของทหาร ก็ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน โดยตำรวจไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา

23 พ.ค.60 ตำรวจนำผู้ต้องหาวัยรุ่น 6 คน  ไปฝากขังระหว่างสอบสวนที่ศาลจังหวัดพล  โดยไม่ให้ญาติติดตามไปด้วย ก่อนที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังครั้งแรก  มีกำหนด 12 วัน  และเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งหกคนไปขังที่เรือนจำอำเภอพล จ.ขอนแก่น

24 พ.ค.60 ตำรวจยื่นคำร้องขอฝากขังในระหว่างสอบสวน นายฉัตรชัย และนายหนูพิน ต่อศาลจังหวัดพล จากนั้น
เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขังที่เรือนจำอำเภอพลเช่นเดียวกัน

ภาพจาก เว็บไซต์เรือนจำอำเภอพล

 

จับกุม-ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยโดยพลการ ปฏิเสธสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

ขั้นตอนการเข้าจับกุมตัวจนถึงดำเนินคดีผู้ต้องหาในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจใช้อำนาจตามอำเภอใจ ควบคุมตัวโดยพลการในค่ายทหาร และดำเนินคดีโดยไม่คำนึงถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่ผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องหาทุกคนต้องเข้าถึง เพื่อเป็นหลักประกันว่า บุคคลเหล่านั้นจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

  • ตำรวจใช้อำนาจร่วมกับทหารเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย โดยไม่ใช้ขั้นตอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) ซึ่งต้องมีหมายจับหากไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า และไม่ใช่อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 หรือ 13/2559 ซึ่งให้อำนาจทหารในการจับกุมบุคคลซึ่งกระทำความผิดซึ่งหน้า (ในบางฐานความผิด) หรือเรียกบุคคลซึ่งต้องสงสัยว่ากระทำความผิดมาสอบถามข้อมูล
  • มีการนำตัวผู้ถูกจับกุมไปสอบที่สถานีตำรวจ โดยไม่เปิดโอกาสให้ญาติได้เยี่ยม และแน่นอนว่า ไม่มีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับกุมตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 7/1 อันได้แก่ สิทธิในการปรึกษาทนายความ สิทธิในการติดต่อญาติ เสมือนบุคคลเหล่านั้น ยังไม่ได้เป็นผู้ถูกจับกุมตาม ป.วิ.อาญา ก่อนจะส่งทั้งหมดไปควบคุมตัวในค่ายทหาร
  • ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในค่ายทหาร 2 แห่ง รวม 6 วัน  อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 หรือ 13/2559  โดยผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับแจ้งว่า อยู่ที่ไหน ไม่สามารถติดต่อญาติ รวมทั้งญาติก็ไม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ถึงสถานที่ควบคุมตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ผู้ต้องสงสัยถูกซ้อมทรมาน หรือบังคับให้สูญหาย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้แม้ยังไม่มีการร้องเรียนถึงการซ้อมทรมาน หรือข่มขู่ให้รับสารภาพ แต่การควบคุมตัวโดยผู้ต้องสงสัยถูกตัดขาดการติดต่อกับผู้อื่น แม้แต่กับผู้ที่ถูกควบคุมตัวมาพร้อมกัน ก็ถือเป็นการข่มขู่โดยสภาพ โดยการสอบสวนในค่ายทหารได้นำไปสู่การออกหมายจับในที่สุด
  • หลังจากทหารปล่อยตัวออกจากค่ายทหาร ได้ส่งตัวผู้ถูกจับกุมไปที่สถานีตำรวจ ตามหมายจับศาลจังหวัดพล ซึ่งอนุมัติหมายจับขณะผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร จำนวน 7 คน (วัยรุ่น 6 คน และเด็ก 1 คน) และข้อหา ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น จำนวน 2 คน พร้อมทั้งสอบคำให้การ ซึ่งทั้งหมดให้การรับสารภาพ แต่กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปฏิเสธให้ผู้ต้องหาได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติ (ตั้งแต่ถูกควบคุมตัว)  และให้ทนายความหรือผู้ซึ่งผู้ต้องหาไว้ใจเข้าฟังการสอบปากคำ  ตาม ป.วิ.อาญา 134/4 ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ว่าเขาจะกระทำผิดจริงหรือไม่

การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสอบสวนในค่ายทหารก่อนออกหมายจับ ไม่ได้เกิดกับกรณีนี้เป็นกรณีแรก ก่อนหน้านี้ มีกรณีการจับกุมผู้ต้องสงสัยวางระเบิดภาคใต้ 17 คน ก่อนออกหมายจับในคดีอั้งยี่ (ดูรายงานข่าวประชาไท และศูนย์ทนายฯ) หรือกรณีการควบคุมตัว 8 แอดมินเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” (ดูรายงานข่าวประชาไท) ล่าสุด กรณีควบคุมตัว “ลุงวัฒนา” ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎฯ เป็นต้น ซึ่งถือทหารว่าใช้อำนาจเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในชั้นต้น หรือในกรณีนี้ ตำรวจร่วมกับทหารดำเนินการนอกกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกจับ ผู้ต้องหา และจำเลย

 

ใช้อำนาจตาม 3/58 กับเด็กอายุ 14 ปี

ดังที่กล่าวไปข้างต้น กรณีนี้นับเป็นกรณีแรกที่มีการควบคุมตัวเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าสอบสวนในค่ายทหาร โดยที่เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่พึงได้รับการพัฒนาและปกป้องคุ้มครอง ในทางสากลจึงกำหนดความคุ้มครองเป็นพิเศษสำหรับบุคคลทุกคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) รับรองว่า “จะไม่มีเด็กคนใดถูกริดรอนเสรีภาพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยพลการ การจับกุมหรือคุมขังจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ใช้เป็นมาตรการสุดท้ายและในระยะเวลาที่สั้นที่สุด” “เด็กทุกคนที่ถูกริดรอนเสรีภาพจะมีสิทธิได้รับการเยี่ยมเยียน”  และ “หากเด็กถูกตั้งข้อหาว่าได้ฝ่าฝืนกฎหมายอาญา  จะได้รับแจ้งข้อหาทันทีและโดยตรง และในกรณีที่เหมาะสมโดยผ่านบิดามารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย และจะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือทางอื่นที่เหมาะสม เพื่อการตระเตรียมและการสู้คดีของเด็ก”

แม้แต่กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ การดำเนินคดีบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี กำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งมาตรา 66 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้จับกุมเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิด เว้นแต่เด็กนั้นได้กระทํา ความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับหรือคําสั่งของศาล” มาตรา 68 “เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้ควบคุม คุมขัง กักขัง คุมความประพฤติ หรือใช้มาตรการอื่นใดอันมีลักษณะเป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชน ซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิดหรือเป็นจําเลย เว้นแต่มีหมายหรือคําสั่งของศาล”

ดังนั้น การที่ทหารเข้าควบคุมตัวเด็กอายุ 14 ปี จากสถานศึกษา โดยไม่มีหมายจับ ควบคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลา 6 วัน โดยไม่รับการเยี่ยมเยียนจากญาติ เป็นการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎหมายพิเศษดำเนินการกับเด็กเช่นเดียวกับผู้ใหญ่  โดยไม่ได้คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็ก วิธีการที่ระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนต่อจิตใจ หรือมาตรการที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ ในวันที่ 20 พ.ค.60 ขอให้ชี้แจงกรณีการควบคุมตัวเยาวชนอายุ 14 ปี และยุติการควบคุมตัวบุคคลภายในค่ายทหาร เช่นเดียวกับที่ Human Rights Watch เผยแพร่ถ้อยแถลงของ แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ที่เรียกร้องให้ “รัฐบาลไทยควรทำให้เราคลายความกังวลที่จริงจังต่อความปลอดภัยของเด็กชาย… โดยให้ปล่อยตัวเขาไปพบกับครอบครัวโดยทันที ให้เขาสามารถเข้าถึงทนายความ และเอาตัวเขาออกจากที่คุมขังของทหาร”

นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวนของตำรวจก็เป็นที่น่ากังวลว่า เด็กจะได้รับการประกันสิทธิขั้นต้นของผู้ต้องหาหรือไม่ ทั้งนี้ ตามวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (มาตรา 71 ประกอบ ป.วิ.อาญามาตรา 134) ระบุไว้ว่า การสอบสวนเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กไว้ใจ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวน ยกเว้นในกรณีเร่งด่วนอย่างยิ่ง ให้มีเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่ร่วมก็ได้  รวมทั้งต้องให้ทนายความเข้าร่วมด้วย ยกเว้นในกรณีเร่งด่วนเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าพนักงานสอบสวนจะอาศัยช่องที่กฎหมายยกเว้นไว้ดังกล่าว

 

ตั้งข้อหาหนัก อั้งยี่ และซ่องโจร – ไม่ได้ประกัน

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาวัยรุ่น 6 คน โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 90, 209, 210, 217 และ 358 จากพฤติการณ์ก่อเหตุวางเพลิงที่ริมถนนแจ้งสนิท (บ้านไผ่-บรบือ) ขณะที่สถานีตำรวจภูธรชนบทก็ได้แจ้งข้อกล่าวหา วัยรุ่นกลุ่มเดียวกันนี้ 4 คน พร้อมทั้งเด็กอีก 1 คน ในข้อหาเดียวกันนี้ จากพฤติการณ์ก่อเหตุวางเพลิงในเขต อ.ชนบท 2 จุด ส่วนนายฉัตรชัย และนายหนูพิน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ร่วมกันตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น จากพฤติการณ์เตรียมก่อเหตุวางเพลิงในเขต อ.เปือยน้อย แต่เมื่อไปถึงแล้วเปลี่ยนใจไม่ลงมือ

แม่ของต้อม (นามสมมติ) หนึ่งในวัยรุ่นที่ตกเป็นผู้ต้องหาระบายความในใจว่า “ตำรวจเขียนสำนวนมากเกินไป อั้งยี่ ซ่องโจรนั่นน่ะ แม่คิดว่าไม่เป็นธรรม อยากให้แก้สำนวน เด็กมันแค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้เป็นแก๊งอั้งยี่ หรืออันธพาล ที่เขาทำเพราะคนที่จ้างก็รู้จักกัน ปกติเขาก็รับจ้างซ่อมรถ หาเงินช่วยแม่ เพราะอยู่กับแม่แค่ 2 คน พ่อตายตั้งแต่เขาอยู่ ป.5 ส่วนแม่ก็ทำนา กับรับจ้าง เลี้ยงลูกมาจนจบ ปวช.”

เช่นเดียวกับแม่ของฟิลม์ (นามสมมติ) ที่เห็นว่าตำรวจแจ้งข้อหาหนักไป “เด็กพวกนี้ไม่ใช่เด็กดื้อจนเอาไม่อยู่ เขาแค่อยากได้ตังค์  ได้ค่าจ้างแค่ 200 บาท ลูกแม่ไม่เคยคุยกับปรีชาเลย รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของโรงงาน แต่ไม่เคยคุยกัน ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร เด็กยังไม่รู้เลยว่าอะไร ยังไม่เข้าใจ แม่เองก็ไม่เข้าใจ เคยได้ยินแต่ในหนัง ถ้าอั้งยี่หมายถึงต้องเป็นแก๊งที่ตั้งมาเพื่อทำผิดกฎหมาย พวกเขาไม่ใช่ ปรีชาแค่มาจ้างไปทำเฉยๆ”

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ในมาตรา 209 ระบุว่า “ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดําเนินการและมีความมุ่งหมาย เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทําความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสน 4 หมื่นบาท”

ส่วนความผิดฐานเป็นซ่องโจรในมาตรา 210 ระบุว่า “ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทําความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 (ของประมวลกฎหมายอาญา) และความผิดนั้นมีกําหนดโทษจําคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทําความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทําความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 4 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท”

หากพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย และรายงานข่าวตามที่รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 แถลง ซึ่งระบุว่า “จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีหน้าที่รับจ้างในการลงมือวางเพลิงเท่านั้น”  อาจกล่าวได้ว่า พฤติการณ์ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นและเด็กถูกกล่าวหาว่าลงมือก่อเหตุวางเพลิงนั้นไม่ได้ถึงขั้นเป็นสมาชิกของคณะบุคคลหรือขบวนการผิดกฎหมาย ดังนั้นการออกหมายจับและตั้งข้อหาในคดีอั้งยี่จึงอาจเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่เกินกว่าพฤติการณ์ในคดีที่เกิดขึ้นจริง

แม้ว่า รอง ผบ.ช.ภ. 4 จะออกมาแถลงปฏิเสธว่า คดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เป็นการวางเพลิงธรรมดา โดยเชื่อว่าสาเหตุที่ลงมือทำนั้นน่าจะเกิดจากปมขัดแย้งเรื่องส่วนตัวและผลประโยชน์ในพื้นที่ แต่ทว่าขัดแย้งกับพฤติการณ์ของทหารที่เข้ามาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมโดยการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปควบคุมตัวในค่ายทหารก่อนออกหมายจับ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งระบุว่า ผู้ก่อเหตุวางเพลิงครั้งนี้ มีผู้จ้างวานอยู่เบื้องหลัง และผู้จ้างวานอาจเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่นอกประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว มาจากเหตุที่เจ้าหน้าที่พยายามเชื่อมโยงถึงฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง

ทั้งนี้ หลังรัฐประหาร ปรากฏการดำเนินคดีฝ่ายที่เห็นต่างด้วยข้อหาเป็นอั้งยี่ และเป็นซ่องโจร ในหลายคดี เช่น คดีขอนแก่นโมเดล ซึ่งจำเลยทั้ง 26 คน ส่วนใหญ่ถูกจับกุมหลังรัฐประหารเพียง 1 วัน โดยถูกกล่าวหาว่า สมคบกันวางแผนเตรียมการต่อต้านรัฐประหาร (ข้อหาก่อการร้าย เป็นซ่องโจร และอื่นๆ) ในปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มทบ.23 โดยจำเลยได้รับการประกันตัว,  คดี 17 แกนนำคนเสื้อแดง ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันจัดตั้งพรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ข้อหาเป็นอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.) ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา อัยการฝ่ายศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง,  คดีที่นักศึกษาอายุ 19 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง (ข้อหาเป็นอั้งยี่ และอื่นๆ) ปัจจุบันคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอาญา โดยจำเลยได้รับการประกันตัวหลังถูกขังเกือบ 1 เดือน

ผลประการแรกในทันทีของข้อหาที่หนักก็คือ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมักไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวโดยง่าย เช่นเดียวกับในคดีนี้ วันที่ 25 พ.ค.60 ญาติผู้ต้องหา 4 คน ยื่นประกันโดยวางหลักทรัพย์คนละ 1 และ 2 แสนบาท ศาลจังหวัดพลมีคำสั่งไม่ให้ประกัน เนื่องจากพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี ทำให้ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอพล และสถานพินิจฯ จ.ขอนแก่น ทั้งที่ 3 คน อยู่ในระหว่างศึกษา

 

ควบคุมตัวภรรยาผู้ต้องสงสัยในค่ายทหารโดยมิชอบ

กรณีการควบคุมตัวภรรยาของปรีชา ผู้ต้องสงสัยจ้างวานให้กลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุวางเพลิงฯ ไปสอบในค่ายทหารเป็นเวลา 6 วันนั้น ลงท้ายด้วยการปล่อยตัวโดยไม่มีการดำเนินคดี หากแต่เจ้าหน้าที่โดย พ.ท.พิทักษ์พล ให้ลงชื่อในเงื่อนไขการปล่อยตัว ซึ่งระบุว่า จะให้ความร่วมมือกับทางราชการ, ไม่กระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และประกาศ/คำสั่ง คสช./หัวหน้า คสช., ไม่ดำเนินกิจกรรมหรือยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มการเมือง, เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ ในเงื่อนไขการปล่อยตัวดังกล่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย จ.ขอนแก่น ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557, คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 3, 4 และ 6 เชิญตัวมาให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกับบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิด แต่เนื่องจากสอบถามยังไม่แล้วเสร็จจึงได้ควบคุมตัวไว้ที่ มทบ.23

แต่หากเปิดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 จะพบในข้อ 6 ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด (ตามข้อ 3) ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจเรียกตัวบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูล หรือให้ถ้อยคําอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดําเนินการตามข้อ 3 และในกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จ จะควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้ก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน” นั่นคือ คำสั่ง 3/2558 ให้อำนาจทหารเรียกผู้ที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด (ใน 4 ฐานความผิด) มาสอบและควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน แต่ไม่ได้ให้อำนาจไปควบคุมตัวครอบครัวของผู้ต้องสงสัย หรือบุคคลใดก็ได้มาสอบในค่ายทหาร

กรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารจึงปฏิบัติการเกินเลยจากที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ให้อำนาจไว้ ถือเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างน่าหวั่นวิตก

ก่อนหน้านี้ กรณีการใช้อำนาจเข้าควบคุมตัวครอบครัวของบุคคลเป้าหมายที่เห็นต่างจาก คสช. หรือผู้ต้องสงสัย โดยมิชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกันนี้ มีปรากฏให้เห็นเป็นจำนวนหลายราย ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมรายงานไว้ โดยพบว่า ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อข่มขู่บังคับให้บุคคลเป้าหมายเข้ามารายงานตัว หรือเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัย รวมถึงเป็นการใช้ความปลอดภัยของครอบครัวเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ

 

 

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน