Member Login
Lost your password?

เรียกผิดตัว-บิดเบือนข้อเท็จจริง: ความไร้ประสิทธิภาพของงานข่าว และปฏิบัติการข่าวสารทหาร?

19/07/2017
By

จากกรณีที่นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ทำหนังสือโทรสารในราชการกรมปกครอง รายงานต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่องความเคลื่อนไหวในงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยรายงานว่าเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ได้มีนักวิชาการ นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางสังคม จำนวน 6 คน ทราบชื่อแล้ว 3 ราย คือ ประจักษ์ ก้องกีรติ, ภัควดี วีระภาสพงษ์ และชัยพงษ์ สำเนียง ได้เดินทางมาชูป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” โดยใช้สถานที่ภายในห้องประชุมสัมมนาและด้านหน้าห้องประชุมเป็นสถานที่ถ่ายภาพ พร้อมกับระบุว่าทางจังหวัดเชียงใหม่ โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จะเชิญนักวิชาการทั้ง 3 คนดังกล่าวเข้ามาพบเพื่อชี้แจง และขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป (กกล.รส.จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นผู้บัญชาการโดยตำแหน่ง)

ขณะเดียวกัน หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า “กลุ่มนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง หรือ คนส.” ที่มี ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นแกนนำและมักเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านทหารและการรัฐประหาร รวมทั้งเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก และจะอาศัยจังหวะและโอกาสที่มีการจัดประชุม เสวนา หรือจัดเวทีนานาชาติเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เสมอมา

ถ้อยความดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นอกจากประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การใช้อำนาจโดยมิชอบและการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากประเด็นหนึ่ง คือข้อเท็จจริงในเอกสาร โดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชูป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด และไม่ได้เป็นแกนนำในการทำกิจกรรมของคนส. รวมทั้งนักวิชาการ-นักกิจกรรมที่ถูกเอ่ยชื่อทั้งสามคนก็เป็นผู้เข้าร่วมในงานประชุมไทยศึกษา ทำการลงทะเบียนร่วมงานและร่วมนำเสนอบทความ ไม่ได้ “อาศัยจังหวะที่มีการจัดการประชุมมาเคลื่อนไหวตามงานต่างๆ” ตามที่เอกสารระบุ

ทางคนส. เองก็ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าข้อความในเอกสารราชการดังกล่าวเป็นเท็จ เนื่องจาก ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามวันเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด และยังเป็นที่ทราบกันอย่างเปิดเผยผ่านสื่อสาธารณะอยู่แล้วว่า คนส. ได้ดำเนินกิจกรรมเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคัดค้านรัฐประหารในวาระโอกาสต่างๆ เป็นปกติจริง มิได้เป็นการฉวยโอกาสตามที่เอกสารกล่าวหาแต่อย่างใด

การระบุบุคคลผิดตัว และการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยงานข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะดังกล่าวนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดสามปีเศษหลังการรัฐประหารครั้งนี้ ซึ่งทำให้ผู้ถูกเรียกตัวหรือผู้ถูกกล่าวหาได้รับผลกระทบในมิติต่างๆ มาแล้วหลายราย ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นทั้งความไร้ประสิทธิภาพของงานข่าวของรัฐ และการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในยุคของคสช.

 

คดีมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร: ออกหมายเรียกนักวิชาการมารับทราบข้อกล่าวหาผิดคน

กรณีที่ชัดเจนกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เช่นเดียวกัน ได้แก่ กรณีกลุ่มนักวิชาการในนาม “เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่แถลงข่าว “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” ที่โรงแรมไอบิส จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2558 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าแจ้งความที่สภ.ช้างเผือก ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีการระบุว่านักวิชาการที่ร่วมแถลงข่าวรายหนึ่ง ได้แก่ คงกฤช ไตรยวงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการออกหมายเรียกให้คงกฤชมารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกับนักวิชาการรายอื่นๆ ด้วย

ปรากฏว่าตามข้อเท็จจริง คงกฤชไม่ได้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่มีการแถลงข่าวแต่อย่างใด และมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว พนักงานสอบสวนระบุว่าหมายเรียกดังกล่าวเกิดจาก “การเข้าใจผิด” ของเจ้าหน้าที่ทหารที่มาแจ้งความ และแจ้งให้คงกฤชไม่ต้องเดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนแล้ว ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารก็ไม่เคยมีคำชี้แจงและความรับผิดชอบใดๆ ต่อ “ความผิดพลาด” ดังกล่าวหลังจากนั้น

 

กรณีวัดพระธรรมกาย: ออกคำสั่งเรียกตัว สายชล กาแก้วเพราะเจอคนหน้าคล้ายในพื้นที่

คล้ายกับสองกรณีข้างต้น ขณะที่ คสช. กำหนดให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 สายชล กาแก้ว ได้รับได้รับหมายเรียกในวันที่ 28 ก.พ. 2560 อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทําลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้ไปรายงานตัวต่อ พ.ท.เพื่อชาติ อุไรเลิศ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เนื่องจากมีสายข่าวทหารแจ้งมาว่า พบคนที่ลักษณะคล้ายนายสายชลอยู่ในบริเวณที่ชุมนุมใกล้วัดพระธรรมกาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสายชลไปพบ พ.ท.เพื่อชาติ ตามหมายเรียก พ.ท.เพื่อชาติ สอบถามเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายว่า สายชลเคยไป หรือสนับสนุนการชุมนุมบริเวณวัดพระธรรมกายหรือไม่ แต่สายชลยืนยันว่าไม่ได้ศรัทธาและไม่เคยไปวัดธรรมกายมาก่อน ไม่ทราบว่าวัดอยู่ที่ไหน ประกอบกับทหารมาทราบภายหลังว่าบุคคลที่สายข่าวทหารแจ้งมานั้น เป็นคนละคนกับนายสายชล จึงปล่อยนายสายชลกลับโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา แต่ชื่อ ภาพ และที่อยู่ของสายชลถูกรายงานผ่านข่าวไปแล้วว่าอาจมีส่วนกับการตระเตรียมก่อความรุนแรงบริเวณวัดพระธรรมกาย

อีกทั้ง การอ้างกฎหมายเพื่อใช้เรียกรายงานตัวในกรณีสายชลก็เป็นการอ้างกฎหมายผิดฉบับ เนื่องจากกรณีวัดพระธรรมกายขณะนั้น ต้องใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 การอ้างคำสั่งผิดฉบับเช่นนี้ยิ่งสร้างความตระหนกให้ผู้ถูกเรียกรายงานตัวมากยิ่งขึ้น เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เป็นคำสั่งที่มักถูกนำมาใช้จัดการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล

 

ออกคำสั่งเรียกตัว ดวงใจ พวงแก้วทำให้มีคนชื่อเหมือนกัน 4 คน เข้ารายงานตัว

ตัวอย่าง “ความผิดพลาด” อีกลักษณะหนึ่ง ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรณีการออกคำสั่งคสช.เรียกตัวบุคคลเข้ารายงานตัวในช่วงแรกหลังรัฐประหาร ที่ปรากฏกรณีที่มีบุคคลชื่อซ้ำซ้อนกันต้องเข้าไปรายงานตัว โดยที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าคำสั่งคสช.นั้นๆ ต้องการเรียกตัวบุคคลใด

ดังเช่นกรณีบุคคลชื่อ ‘ดวงใจ พวงแก้ว‘ ที่ถูกประกาศเรียกตัวตามคำสั่ง คสช.ที่ 58/2557 แต่ในวันที่ 11 มิ.ย. 2557 ซึ่งคำสั่งกำหนดให้มารายงานตัว กลับมีบุคคลชื่อดังกล่าวถึง 4 คน ต้องเดินทางไปที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวพร้อมกับสอบถามว่าเป็นคนใดที่ “ต้องการ” ตัว จึงค่อยปล่อยอีก 3 รายให้เดินทางกลับไปได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดต่อการเดินทางมาของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านั้น

 

คดีตั้งพรรคนปป.: แจ้งข้อหาหนักแถลงข่าวใหญ่ แต่สุดท้ายอัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง

นอกจาก “ความผิดพลาด” ของงานข่าวในลักษณะข้างต้นแล้ว ยังปรากฏกรณีการควบคุมตัวหรือดำเนินคดีบุคคล พร้อมกับมีการแถลงข่าวหรือนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ข้อกล่าวหาและเรื่องราวของกรณีนั้นๆ ดู “ใหญ่โต” หรือ “ร้ายแรง” เกินกว่าที่เป็นจริง เพื่อทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดี ทำให้สังคมเข้าใจผิด

กลุ่มผู้ต้องหาคดีนปป. (ภาพจากวิญญัติ ชาติมนตรี)

กรณีสำคัญคือคดี 15 ผู้ต้องหา ร่วมกันก่อตั้งพรรคแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย หรือนปป. กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่รัฐมีการควบคุมตัวกลุ่มบุคคลเข้าไปยังมณฑลทหารบกที่ 11 เป็นเวลา 7 วัน โดยในขณะควบคุมตัวก็ไม่มีความแน่ชัดจากเจ้าหน้าที่ทหารว่าควบคุมตัวไปเพราะสาเหตุใด แต่ก็มีการนำเสนอข่าวจากเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่ว่ากลุ่มบุคคลที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการกรณีการระเบิดใน 7 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยฝ่ายความมั่นคงอ้างว่าพบความเชื่อมโยงกับขบวนการก่อความไม่สงบ

ในระหว่างการควบคุมตัวบุคคลในค่ายทหารนั้น ฝ่ายกฎหมายของคสช.ก็เข้าไปแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มบุคคลเหล่านี้ กับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 และมีการไปขอให้ศาลทหารออกหมายจับ ก่อนมีการให้สัมภาษณ์จากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในภาคใต้แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง มีแนวคิดต่อต้านทางการเมือง ต่อต้านการปกครองของรัฐบาล ขณะที่บางรายมีพฤติการณ์สะสมอาวุธ และบางรายจะมีความผิดตามมาตรา 112

หลังจากนั้นจึงมีการนำตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารเหล่านั้นมามอบต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับจัดแถลงข่าว โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของการตั้งพรรคชื่อนปป. เคลื่อนไหวโดยมีแนวคิดทางการเมืองที่ต่อต้านและล้มล้างการปกครองของรัฐบาล ใช้แนวความคิดแบบคอมมิวนิสต์ โดยมีการประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นตามสถานที่ต่างๆ ทั้งบางรายยังมีการตรวจพบอาวุธสงคราม โดยเจ้าหน้าที่ยังจะมีการขอขยายผลความเชื่อมโยงถึงกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองต่อไป

ผู้ต้องหาทั้งหมดนอกจากจะถูกควบคุมตัวในค่ายทหารแล้ว ยังถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา 5 วัน ก่อนศาลทหารจะให้ประกันตัว หากแต่ในท้ายที่สุดกรณีนี้ มีการกล่าวหาดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 กับบุคคล 15 ราย โดยไม่มีข้อหาอื่นๆ ทั้งต่อมา เมื่อวันที่ 24 พ.ค.60 อัยการศาลทหารกรุงเทพก็มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีทั้ง 15 คน ด้วยเหตุว่าคดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง

 

ความไร้ประสิทธิภาพของงานข่าว และการนำปฏิบัติการข่าวสารมาใช้กับประชาชน?

ในด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานข่าวของหน่วยงานของรัฐ ที่นำไปสู่การเรียกตัว หรือการออกหมายเรียกบุคคลที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้รับผลกระทบ ทั้งในเรื่องการเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และการถูกกล่าวหาในเรื่องที่ตนไม่ได้กระทำ (โดยที่ผู้ที่ทำกิจกรรม และใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองในการแสดงออกเอง ก็ไม่ควรต้องถูกเรียกตัวใดๆ ด้วยตั้งแต่แรก)

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และนำเสนอต่อสาธารณะในลักษณะที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์ของผู้แสดงออกทางการเมือง ทั้งในกรณีของการกล่าวหาเครือข่ายนักวิชาการคนส. หรือกรณีกล่าวหาเรื่องการตั้งพรรคนปป. ยังอาจสะท้อนได้ถึงการดำเนินงานปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations: IO) ต่อประชาชนของตนเอง

โดยปกติ IO เป็นยุทธการทางทหารที่ใช้ต่อข้าศึกศัตรู โดยเป็น “ปฏิบัติการที่มุ่งสร้างผลกระทบหรืออิทธิพลต่อกระบวนการตกลงใจ ข่าวสาร ระบบสารสนเทศ ของฝ่ายตรงข้าม หรือกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ รวมไปถึงปฏิบัติการเพื่อป้องกันข่าวสารและระบบสารสนเทศของฝ่ายเรา” โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ “ฝ่ายเรา” อยู่ในสถานะที่ “เหนือกว่า” ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้มีทั้งการให้ข้อมูลลวง การปฏิบัติการทางจิตวิทยา สงครามอิเล็กทรอนิกส์ การทำสงครามข่าวสาร เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมในจุลสารความมั่นคงศึกษา โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติ)

หากปฏิบัติการดังกล่าวที่มีลักษณะเป็นการดำเนินการยุทธการทางทหารในสงครามหรือการรบ ถูกนำมาใช้กับประชาชนพลเมืองในประเทศของตัวเอง ส่งผลไปถึงการมองพลเมืองเป็น “ข้าศึกศัตรู” หรือ “ฝ่ายตรงข้าม” ที่กองทัพต้องทำสงครามหรือต่อสู้ทางข่าวสารด้วยแล้ว อาจยิ่งตอกย้ำภาพที่ว่า ทหารคือหนึ่งในคู่ขัดแย้งสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคมการเมืองไทยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

Tags: , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน