Member Login
Lost your password?

ประมวลผล 3 คำพิพากษา “คดีป่าไม้” ผลพวงตามนโยบายทวงคืนผืนป่าในเชียงใหม่

27/07/2017
By

ในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีนัดหมายฟังคำพิพากษาของชาวบ้านใน 3 พื้นที่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นจำเลยในคดีบุกรุกป่าภายหลังจากที่มีการประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่าจาก คสช. โดยเฉพาะการดำเนินการตามคำสั่งคสช.ที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตป่าในหลายพื้นที่

คดีเหล่านี้สาเหตุจากปากคำของจำเลย มาจากการดำเนินกิจกรรมที่สัมพันธ์กับการอยู่และใช้ทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน อาทิเช่น การเข้าไปตรวจสอบน้ำประปาภูเขา การทำแนวกันไฟเข้าหมู่บ้าน หรือการทำโฮมสเตย์ภายใต้การส่งเสริมของรัฐในช่วงที่ผ่านมา ต่อไปนี้คือประมวลผลการพิพากษาโดยสรุปอันอาจช่วยสะท้อนสถานการณ์ความขัดแย้งบางส่วนภายใต้นโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐบาลทหารที่ยังดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ คดีเหล่านี้มีทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อชาวบ้านทั้ง 3 พื้นที่

 

(ภาพจำเลยที่ 2 และ 3 ในคดีชาวบ้านลาหู่บ้านห้วยนกกก)

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 คดี ‘3 ชาวบ้านลาหู่บ้านห้วยนกกก’ บุกรุกป่า-ทำร้ายจนท.ป่าไม้

คดีแรกเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.60 ศาลจังหวัดฝางได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ 3 ราย จากหมู่บ้านห้วยนกกก ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ นายประแอ๋ คีรีรัศมี,นายวิฑูรย์ คีรีรัศมี บุตรชายนายประแอ๋ และนายจะกุย จะปะโหลรวม 3 คน ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 นายประแอ๋ได้บุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 68 ตารางวา จากนั้น จำเลยทั้งสามคนได้ร่วมกันต่อสู้ ขัดขวาง และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 ส.ค.59 ในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเลือกจะต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ จากนั้นวันที่ 27 ก.ย. 59 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 2 ศาลลงโทษ จำคุก 6 เดือน แต่โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลให้รอการลงโทษ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ จำคุก 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ (ข่าวก่อนหน้านี้)

นายจะกุย จำเลยที่ 3 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี และได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษาตัดสินให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 โดยฝ่ายจำเลยให้ข้อมูลว่าวันเกิดเหตุ นายประแอ๋เข้าไปทำสวนลิ้นจี่ในพื้นที่ซึ่งทำกินมามากว่า 20 ปีแล้ว แต่ระหว่างทางที่ไปตรวจสอบน้ำประปาภูเขาบริเวณแหล่งต้นน้ำซึ่งไม่ไหลในวันนั้น ได้พบเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานพร้อมอาวุธปืน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้าจับกุม ทำให้เขาตกใจกลัว พยายามส่งเสียงแจ้งคนมาช่วย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้ไม้ตีเข้าที่ศีรษะ จนศีรษะแตกและสลบไป จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปไว้ที่กระท่อมใกล้ถนน นำน้ำมาราดตัว และพูดข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพว่าได้บุกรุกป่าใหม่

ขณะนั้น นายวิฑูรย์ บุตรชาย ได้เดินทางมาติดตามบิดาในที่เกิดเหตุ พบนายประแอ๋สลบอยู่ จึงพยายามขอร้องให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม นายวิฑูรย์จึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่ผู้นำชุมชนให้มาช่วยเจรจา จากนั้นมีชาวบ้านห้วยนกกกหลายสิบคนเดินทางมา เพื่อพยายามนำตัวนายประแอ๋ส่งโรงพยาบาล จนนำไปสู่เหตุชุลมุนและการปะทะกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่

         

คดีชาวบ้านลีซูรุกป่าสงวน เหตุทำแนวกันไฟเข้าหมู่บ้าน ให้การรับสารภาพ จำคุก 6 เดือน ปรับ 42,311 บาท

คดีที่สอง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 60 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อ่านคำพิพากษาคดีของนายอดินันท์ เลายี่ป่า ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู บ้านห้วยหก ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง ในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน จำนวน 2 งาน 48 ตาราวา  โดยทางฝ่ายจำเลยระบุว่าเหตุในคดีนี้เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 เม.ย.59ได้เกิดไฟป่าขึ้นในพื้นที่หมู่บ้าน ทำให้นายอดินันท์ได้เข้าไปทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้ป่าลามเข้าไปในพื้นที่บ้านของตัวเองและหมู่บ้านห้วยหก แต่ได้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมาถ่ายรูปเอาไว้ ก่อนมีการเข้าจับกุมดำเนินคดี พื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณใกล้ที่อยู่อาศัยของนายอดินันท์เอง และพื้นที่บริเวณรอบที่พักอาศัย ซึ่งก็มีการใช้ประโยชน์มาตั้งแต่อดีตแล้ว

ก่อนหน้านี้วันที่ 20 มิ.ย.60 ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดสืบพยานในคดีของนายอดินันท์ แต่จำเลยซึ่งในตอนแรกให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ได้แจ้งขอกลับคำให้การ เป็นรับสารภาพ ศาลจึงให้พนักงานคุมประพฤติไปดำเนินการสืบเสาะพฤติการณ์ของจำเลย เพื่อนำมาประกอบคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นได้พิพากษา โดยเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พิพากษาให้จำคุก 1 ปีปรับ 42,311 บาท แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษจำคุกกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 42,311 บาท และจากการสืบเสาะพฤติการณ์ของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกในคดียาเสพติดมาก่อน และพ้นโทษไปเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นภายหลังจากที่มีการออกพ.ร.บ.ล้างมลทินพ.ศ.2550 จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ.ล้างมลทินดังกล่าว โทษจำคุกของจำเลยจึงไม่รอการลงอาญา

 

พิพากษาคดีบุกรุกป่าชาวบ้านลาหู่ทำโฮมสเตย์ตามรัฐส่งเสริม แต่จนท.อ้างนโยบายทวงคืนผืนป่าดำเนินการ

คดีสุดท้าย เมื่อวันที่ 20 ก.ค.60 ศาลจังหวัดฝางได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่นายสุริยา เกิดโอฬาร และนายอาจหาญ จตุพรไพร ชาวบ้านชาติพันธุ์ลาหู่ 2 รายจากบ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวน, สร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยจำเลยทั้ง 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานสร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาบุกรุกป่าสงวนจำเลยทั้งสองขอต่อสู้คดี

ภายหลังจากได้สืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้น  ศาลได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานสร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี  แต่ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนที่จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้นั้นศาลเห็นว่าพื้นที่เกิดเหตุ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ขอใช้พื้นที่กับกรมป่าไม้เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมของโครงการหลวงก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่เกิดเหตุไม่หลงเหลือสภาพความเป็นป่าแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพความเป็นป่าสงวนได้อีกพิพากษายกฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่มีความผิด (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม)

จำเลยในคดีนี้ระบุว่าก่อนหน้าที่จะถูกดำเนินคดีได้มีโครงการของรัฐเองที่เข้ามาส่งเสริมให้มีการทำกิจการโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ตั้งแต่ราวช่วงปี 2550  อีกทั้งโครงการหลวงยังเคยเป็นผู้พาชาวบ้านไปอบรมเกี่ยวกับการทำกิจการโฮมสเตย์อีกด้วย และก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด แต่กลับมาถูกดำเนินคดีนี้

 

ทนายชี้ผลกระทบนโยบายทวงคืนผืนป่ายังดำเนินต่อไป

นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ให้ความเห็นต่อกรณีทั้งสามว่า กรณีเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของคสช. โดยเฉพาะกรณีห้วยนกกก ที่เจ้าหน้าที่มีการสนธิกำลังเข้าบังคับการทวงคืนผืนป่าตามนโยบายจนเกิดการเผชิญหน้ากับชาวบ้านในพื้นที่และเกิดเหตุปะทะกันในคดีขึ้น

ส่วนกรณีบ้านขอบด้งนั้น สะท้อนให้เห็นการไล่จัดการกับนายทุนที่มีการบุกรุกป่าคล้ายกับสถานการณ์ที่ภูทับเบิก แต่การดำเนินการกลับส่งผลกระทบกับชาวบ้านธรรมดาที่สร้างโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวพัก และไม่ใช่นายทุนอยู่ด้วย ทางศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นก็พยายามติดตามสถานการณ์มาโดยตลอดและเข้าไปให้ความช่วยเหลือต่อชาวบ้านที่เดือดร้อน นายสุมิตรชัย ย้ำว่า คสช.ไม่ได้หยุดการดำเนินการทวงคืนผืนป่าไป เพียงแต่มันเป็นข่าวบ้างไม่เป็นข่าวบ้างเท่านั้นเอง และกรณีจำนวนมากก็ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน