Member Login
Lost your password?

ประมวลคดีศูนย์ฯ หมายเลข 58001 : พลเมืองโต้กลับ (ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม)

09/05/2016
By
1ประวัติส่วนตัว2.การดำเนินคดี3.ความเคลื่อนไหวของคดี

จำเลยที่ 1
ชื่อ : นายอานนท์ นำภา
ภูมิหลัง : ทนายความที่ทำคดีด้านสิทธิมนุษยชนและในขณะเดียวกันก็เป็นนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวประเด็นทางการเมืองและประชาธิปไตย

จำเลยที่ 2
ชื่อ : นายสิรวิชญ์ เสรีธีวัฒน์
ภูมิหลัง : เป็นนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกกลุ่มสภาหน้าโดมและศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่จัดกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องภายหลังรัฐประหาร โดยที่ผ่านมา นายสิรวิชญ์ ได้ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมเพื่อเรียกร้องในประเด็นสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาและประชาชนทั่วไปหลายครั้ง
จำเลยที่ 3

ชื่อ : นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
ภูมิหลัง : เป็นอดีตนักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิเด็ก ปัจจุบัน ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่และเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มาโดยตลอด

จำเลยที่ 4
ชื่อ : นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
ภูมิหลัง :

ข้อหา : ฝ่าฝืนประกาศคณะรักาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ 164 ก./2558 ศาลทหารกรุงเทพ
พฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด : เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสี่ในฐานะกลุ่มนักกิจกรรมนามว่า “พลเมืองโต้กลับ” ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่ชื่อ “เลือกตั้งที่ลัก” ที่บริเวณลานหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยรูปแบบกิจกรรมมีการปราศัยและจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษ์ให้ประชาชนมาเข้าคูหาเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อรำลึกถึงการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ
พฤติการณ์การจับกุม : ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ภายหลังจากจัดกิจกรรมเสร็จสิ้น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันได้เชิญจำเลยทั้งสี่ไปที่สถานีตำรวจดังกล่าว โดยเมื่อมาถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสี่
กักตัวตามกฎอัยการศึก/คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 : –

ชั้นสอบสวน :
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558
พนักงานสอบสวนได้แจ้งความกับผู้ต้องหาทั้งสี่คนและสอบคำให้การผู้ต้องหาทั้งสี่คน โดยอานนท์ นำภาหนึ่งในผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ในชั้นนี้ พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสี่
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558
ผู้ต้องหาทั้งสี่คนยื่นหนังสือขอให้การในชั้นสอบสวนเพิ่มเติมกับพนักกงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน
วันที่ 16 มีนาคม 2558
ผู้ต้องหาทั้งสี่ยื่นคำให้การเพิ่มเติมและขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานฝ่ายผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจปทุมวัน ต่อมาผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันได้มีหนังสือแจ้งถึงผู้ต้องหาทั้งสี่คนว่าได้รวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องสอบพยานฝ่ายผู้ต้องหาอีกต่อไป
และในวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสี่ไปยื่นคำร้องขออนุญาตศาลทหารกรุงเทพฝากขัง แต่ปรากฏว่าศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวน เนื่องจากไม่มีเหตุจำเป็น
วันที่ 27 มีนาคม 2558
พนักงานอัยการมีหนังสือถึงผู้ต้องหาทั้งสี่คนให้มาฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีในวันที่ 22 เมษายน 2558
วันที่ 22 เมษายน 2558
พนักงานอัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 14 พฤษภาคม 2558
วันที่ 14 พฤษภาคม 2558
พนักงานอัยการมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งไปเป็นวันที่ 4 มิถุนายน 2558 และสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสี่คนให้นำพยานฝ่ายผู้ต้องหามาให้การกับพนักงานสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2558
วันที่ 25 พฤษภาคม 2558
รองศาสตราจารย์สมชาย ศิลปกุล พยานฝ่ายผู้ต้องหาเข้าให้การกับพนักงานสอบสวน
วันที่ 29 พฤษภาคม 2558
ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ พยานฝ่ายผู้ต้องหาเข้าให้การกับพนักงานสอบสวน
วันที่ 3 มิถุนายน 2558
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์และรองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง พยานฝ่ายผู้ต้องหาเข้าให้การกับพนักงานสอบสวน

ชั้นพิจารณาคดี :
วันที่ 4 มิถุนายน 2558
อัยการทหารสั่งฟ้องจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฝ่าฝืนชุมนุมทางการเมืองเป็นคดีหมายเลขดำที่ 164 ก./2558 ศาลทหารกรุงเทพ
วันที่ 8 ตุลาคม 2558
ศาลทหารกรุงเทพนัดสอบคำให้การในคดีที่นักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง จากการจัดกิจกรรม ‘เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก (คดีหมายเลขดำที่ 164 ก./2558 ศาลทหารกรุงเทพ) ทนายความจำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลรับคำร้องและสั่งให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราว ด้านจำเลยยืนยันไม่ให้การจนกว่าจะมีความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
เวลาประมาณ 10.45 น. องค์คณะตุลาการศาลทหารออกนั่งบัลลังค์พิจารณาคดี จำเลยมาศาลครบทุกคน พร้อมแต่งตั้งทนายความทั้งหมด 4 คน เพื่อต่อสู้คดี
ในคดีนี้ โจทก์ได้แก้ไขคำฟ้อง โดยเพิ่มเติม มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งระบุว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวาง โทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ต่อท้ายฟ้องเดิม
ด้านทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล โดยอ้างว่า
1. ขณะที่เกิดเหตุกระทั่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ จำเลยทั้งสี่มีสถานะเป็นพลเรือน ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นข้าราชการทหาร จึงมิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 16
2. ประกาศ คสช. ไม่มีสถานะเป็นกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้ได้
3. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร มีเนื้อหาเกินขอบเขตของกฎหมายที่เป็นฐานในการประกาศให้อำนาจ ไม่สามารถใช้บังคับได้
4. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรอง ย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย เนื่องจาก พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประกาศถูกยกเลิก
ตุลาการศาลทหารได้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และให้โจทก์ทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน จากนั้น ศาลถามจำเลยว่า จะให้การหรือไม่ จำเลยยืนยันไม่ให้การ จนกว่าจะมีความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ศาลจึงสั่งให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราว พร้อมทั้งจะจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่จำเลยอ้างว่าอยู่ในเขตอำนาจ คือ ศาลแขวงปทุมวัน
กระบวนการหลังจากนี้ จะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ในกรณีต่างๆดังนี้
 ถ้าหากศาลทหารกรุงเทพเห็นว่าคดีดังกล่าวนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลตน และศาลแขวงปทุมวันก็เห็นพ้องกับศาลทหารกรุงเทพ ก็จะต้องแจ้งความเห็นไปยังศาลทหารกรุงเทพเพื่อมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปในศาลเดิม
 ถ้าหากศาลทหารกรุงเทพมีความเห็นว่าคดีดังกล่าวนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงปทุมวัน และศาลแขวงปทุมวันก็มีความเห็นพ้องกับศาลทหารกรุงเทพ ก็จะต้องแจ้งความเห็นไปยังศาลทหารกรุงเทพเพื่อให้มีคำสั่งโอนคดีไปศาลแขวงปทุมวัน หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความ (โจทก์) นำคดีไปฟ้องที่ศาลแขวงปทุมวัน ทั้งนี้ ตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม
 ถ้าศาลทหารกรุงเทพและศาลแขวงปทุมวันมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในดคีดังกล่าว ศาลทหารก็จะต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการลงมติให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันโดยให้บันทึกเหตุแห่งความจำเป็นนั้นไว้นั้น

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558
อัยการทหารยื่นคำร้องชี้แจ้งโต้แย้งคำร้องเกี่ยวกับอำนาจที่ระหว่างศาล



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน