Member Login
Lost your password?

ประมวลคดีศูนย์ฯ หมายเลข 57016 : เจ้าสาวหมาป่า (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112)

พฤษภาคม 9, 2016
By
1. ประวัติส่วนตัว2. การดำเนินคดี3.ความเคลื่อนไหวของคดี

จำเลยที่ 1
ชื่อ : นายปฒิวัตน์ สาหร่ายแย้ม
ภูมิหลัง : เกิดวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 อายุ 23 ปี ชื่อเล่น แบงค์
นายปติวัตน์ สาหร่ายแย้ม หรือแบงค์อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 5 นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาดุริยางคศิลป์ สาขาวิชาตนตรีและการแสดงพื้นเมือง เอกหมอลำ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นคนมีพรสวรรค์ในด้านการแสดงและขับร้องหมอลำพื้นบ้านและหาเลี้ยงส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการรับงานแสดงหมอลำหมอขวัญตามงานเทศกาลพื้นบ้านต่างๆในท้องถิ่น และร่วมงานประกวดหมอลำในหลายๆโอกาสสร้างรายได้ให้ครอบครัวและเป็นที่ภาคภูมิใจของญาติพี่น้องเพื่อนๆหลายคนรู้จักในฉายา “หมอลำเงินล้าน”
นายปติวัตน์ หรือแบงค์ ได้รับเลือกเป็นเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ สาขาศิลปวัฒนธรรม ประเภทดนตรีพื้นบ้านถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ประจำปีพ.ศ.2553อีกทั้งได้รับรางวัลชนะเลิศ ประกวดขับร้องเพลงกล่อมลูก 4 ภาค ประจำปี 2556เข้ารับประทานรางวัลจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุในงาน “มหิดล-วันแม่”ในวันที่ 9 สิงหาคม 2556
นายปติวัตน์ หรือแบงค์เป็นผู้ที่สนใจในเรื่องกิจกรามทางการเมืองการปกครองและกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพร่วมเคลื่อนไหวกิจกรรมนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและกิจกรรมทางการเมืองระดับประเทศในหลายๆโอกาสจนได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.)ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)และได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารกับ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย(ศนปท.)ในเวลาต่อมา

จำเลยที่ 2
ชื่อ : นางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง
ภูมิหลัง : เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2531 อายุ 26 ปี ชื่อเล่น กอล์ฟ

ข้อหา : ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีหมายเลขดำที่ อ.3526/2557 คดีหมายเลขแดงที่ อ.506/2558 ศาลอาญา
พฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด : เนื่องจากเนื้อหาของละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ในวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ซึ่งบุคคลทั้งสองร่วมแสดงในงานครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาฯ จัดที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 ได้มีตัวแทนสมาชิกเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบัน ในต่างจังหวัดได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดี กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับละคร เจ้าสาวหมาป่า รวมทั้งสิ้น 13 สถานีตำรวจ อาทิ กรุงเทพฯ สถานีตำรวจนครบาล คันนายาว, จ.นนทบุรีมี 2 สถานี คือ สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี และสถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง, จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สถานีตำรวจภูธรบางบาล, จ.นครปฐม ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม, จ.ราชบุรี ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี, จ.เพชรบุรี ที่สถานีตำรวจภูธรชะอำ, จ.กำแพงเพชร ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร, จ.พิษณุโลก ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก, จ.กาฬสินธุ์ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ และที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทีสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา แต่คดีเพิ่งมีการเร่งรัดมาดำเนินการออกหมายจับและดำเนินการจับกุมบุคคลทั้งสองภายหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
พฤติการณ์การจับกุม :
จำเลยที่ 1
วันที่ 13 สิงหาคม 2557 มีทหารที่อ้างว่าชื่อ เสธฯพีท (Facebook: Peace Choosi หรือ พันโท พิทักษ์ผล ชูศรี) (คนเดียวกับที่ข่มขู่ กลุ่มดาวดิน) มาหานายปติวัฒน์ที่มหาวิทยาลัย มาบอกกับนายปติวัฒน์ว่า จะจัดการเรื่องนายปติวัฒน์ ให้ ไม่มีการดำเนินคดีอะไร จะช่วย โดยบอกให้มาพบในวันพรุ่งนี้ (14/8/2557) ให้มาคนเดียว จะชวนมาคุยเฉยๆ
ตามบันทึกการจับกุม บันทึกว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนรูปภาพบุคคลตามหมายจับของศาลอาญาที่ จ 988/2557 จนทราบว่าคือ นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม อายุ 23 ปี ศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557 จึงได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเชิญตัวนายปติวัฒน์ฯ โดยมีนายวิจิตร วินทะไชย รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น พามาพบเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดูหมายจับดังกล่าว เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับให้ นายปติวัฒน์ฯ ดูและนายปติวัฒน์ฯรับว่ารูปภาพบุคคลตามหมายจับดังกล่าวเป็นตนจริง และไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน
แต่ตามละเอียดที่ตัวผู้ต้องหา เล่าให้ทีมทนายความของศูนย์ฯ เป็นดังนี้
“วันที่ 14 สิงหาคม 2557 ทางอาจารย์ของนายปติวัฒน์ รู้สึกผิดสังเกต จึงขอเดินทางไปกับนายปติวัฒน์ ด้วย เมื่อไปถึงที่นัดหมาย กลับพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาพร้อมกับหมายจับตามภาพ ถามว่าภาพในหมายจับใช่นายปติวัฒน์ หรือไม่ เมื่อนายปติวัฒน์บอกว่าใช่ ก็ทำการจับกุม โดยในตอนแรกอาจารย์ที่ปรึกษาของนายปติวัฒน์ไม่ยอม แต่สุดท้ายถูกนำตัวขึ้นไปที่ กทม. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม เป็นผู้ควบคุมตัวไป”
จำเลยที่ 2
วันที่ 15 สิงหาคม 2557 เวลา 12.30 น นางสาวภรณ์ทิพย์โดนจับ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. ชนะสงคราม (5 นาย) และด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยาน (7 นาย)

พฤติการณ์การจับกุม ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองชุดจับกุมกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ณ จุดตรวจหนังสือเดินทาง ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน AK871 เดินทางไปที่ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้พบผู้โดยสารมายื่นเอกสารแทนหนังสือเดินทางให้แก่เจ้าพนักงาน เพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักร แต่เจ้าหน้าที่พบว่า ผู้โดยสารมีหมายจับของศาลอาญา ที่ 986/2557 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2557 เจ้าพนักงานจึงได้เข้าจับกุม
จากนั้น เวลาประมาณ 21.50 นางสาวภรณ์ทิพย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เดินทางออกจากสนามบินหาดใหญ่ ด้วยเครื่องบิน และถึงกรุงเทพ เวลา 24.00 นาฬิกา
กักตัวตามกฎอัยการศึก :

ชั้นสอบสวน :
วันที่ 15 สิงหาคม 2557
พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้ทำการสอบสวนนายปติวัฒน์ พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 2 คน และบุคคลที่นายปติวัฒน์ไว้ใจ 2 คน (น้าและพี่)
โดยในการสอบสวนนายปติวัฒน์ ให้การว่า “ ตนได้รับคำชวนจากผู้หญิงคนหนึ่ง โทรมาชวนไปเล่นละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ในวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นการแสดงในการครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาฯ โดยรับบทเป็นปุโรหิต โดยเมื่อตนตกลง ก็ได้เดินทางขึ้นมาที่ กทม.ก่อนการแสดง 1 วัน เพื่อทำการซักซ้อม 2 ครั้ง และในวันแสดงจริงมีการซ้อมอีก 1 ครั้ง โดยตนไม่ได้รู้จักนักแสดงในทีมเป็นการส่วนตัวเลยแม้แต่คนเดียว ทราบเพียงชื่อคนที่แสดงเป็นพระราชา คนเดียวว่าชื่อ วัตน์ นอกนั้นไม่รู้จัก และการแสดงนั้นมีค่าตอบแทนให้ 800 บาท เป็นค่ารถเดินทางไปกลับ ไม่ทราบว่าแหล่งทุนเป็นใคร และไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนบท
ทางตำรวจนำรูปของ น.ส.ภรทิพย์ฯ หรือ กอล์ฟ ประกายไฟให้ดู แล้วถามว่ารู้จักหรือไม่ นายปติวัฒน์ตอบว่าไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ผู้หญิงในภาพเป็นผู้กำกับละครในวันนั้น และเป็นคนนำบทละครมาให้ตน ส่วนเป็นคนเขียนบทเองหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ และนายปติวัฒน์ยังให้การอีกว่า การแสดงในวันนั้นเป็นการแสดงตามบททุกประการ ไม่มีนอกบทละคร และตนเองไม่ทราบว่าบทละครที่ตนเองเล่นนั้น เป็นบทละครที่ผิดกฎหมายมาตรา 112 ตนมิได้มีเจตนากระทำความผิด ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด”
ในวันเดียวกัน 15.30 น. ตำรวจได้นำตัวนายปติวัตน์ ไปฝากขังครั้งที่1 ที่ศาลอาญา รัชดา โดยให้เหตุผลในการยื่นขอฝากขังต่อศาลอีก 12 วัน ดังต่อไปนี้
1) พนักงานสอบสวนได้ควบคุมผู้ต้องหามาครบ 48 ชั่วโมงแล้ว
2) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีความจำเป็นจะต้องสอบสวนพยานปากบุคคลอีก 4 ปาก
3) รอผลตรวจสอบประวัติจากลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา
คำสั่งศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อไปอีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557
นายปติวัฒน์ถูกฝากขังอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 1
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 1
ในวันดังกล่าวทางทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทันที่ โดยใช้หลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 300,000 บาท และให้เหตุผลในการยื่นคำร้องต่อศาล ดังต่อไปนี้
1) ผู้ร้องเป็นนักศึกษา หากถูกควบคุมตัวจะเสียอนาคตทางการศึกษา
คำสั่งศาลต่อคำร้องปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 1
“พิเคราะห์แล้ว คดีอัตราโทษสูง เมื่อพิจารณาการกระทำตามคำร้องฝากขังและพยานหลักฐาน ประกอบการร้องขอออกหมายจับแล้ว เห็นว่าผู้ต้องหา ร่วมแสดงละครมีเนื้อหาล้อเลียนในลักษณะจาบจ้วง ดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ในหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อหน้าผู้ชมเป็นจำนวนมาก ทั้งมีการเผยแพร่ออกไปยังสื่อออนไลน์สาธารณะเป็นวงกว้าง พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งผู้ต้องหาถูกจับตัวตามหมายจับของศาล ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวแล้วอาจหลบหนีได้ ประกอบกับผู้ร้องคัดค้านการประกันตัว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง”
วันที่ 16 สิงหาคม 2557
วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลาประมาณ 01.30 นาฬิกา นางสาวภรทิพย์ เดินทางถึงสถานีตำรวจนครบาล ชนะสงคราม และเข้าห้องสืบสวน กับทนายความและเจ้าหน้าที่สืบสวน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานี ได้ให้โอกาสกอล์ฟพบกับเพื่อนที่เดินทางมารอรับ จำนวนประมาณ 27 คน โดยพูดคุยชุดละ 5 คน ชุดละประมาณ 15 นาที มีข้อสังเกตว่า มีการบันทึกภาพของผู้เข้าเยี่ยมแต่ละคนไว้
เวลาประมาณ 03.00 พนักงานสอบสวน (ชมพูนุช และวิรัช – รอง ผู้กำกับ) ได้สอบสวนผู้ต้องหา ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าพนักงานจึงพากอล์ฟเข้าห้องขัง
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวภรณ์ทิพย์ ต่อศาลอาญาครั้งแรก ในวันที่ 16 สิงหาคม ขอฝากขังต่อไปอีก 12 วัน โดยอ้างเหตุผลว่า
(1) พนักงานสอบสวนได้ควบคุมผู้ต้องหามาครบ 48 ชั่วโมงแล้ว
(2) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีความจำเป็นจะต้องสอบสวนพยานปากบุคคลอีก 4 ปาก
(3) รอผลตรวจสอบประวัติจากลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหา
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังดังกล่าว
ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนเป็นเวลา 12 วัน จากวันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 1
ทีมทนายความผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก ต่อศาลอาญาในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2557 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 500,000 บาทและให้เหตุผลในการขอปล่อยตัวชั่วคราว ดังนี้
(1) ผู้ร้องขอปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันความบริสุทธิ์
(2) ผู้ร้องไม่ทราบว่าผู้ร้องถูกออกหมายจับมาก่อน และผู้ร้องไม่มีเจตนาจะหลบหนี เนื่องจากกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ทำงานในต่างประเทศจากโครงการ work and holidays
(3) ผู้ร้องมีสัญชาติไทยและมีที่อยู่อาศัยแน่นอน และเป็นบุคคลธรรมไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้
(4) การปล่อยตัวผู้ร้องจะไม่เป็นอุปสรรค์ในการสอบสวนของเจ้าพนักงาน
(5) เหตุผลที่ว่าฐานความผิดในหมวดการกระทำผิดมีโทษสูง อาจจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการไม่อนุญาตในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวได้ เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายรองรับ
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวดังกล่าว
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และลักษณะการประทำความผิดของผู้ต้องหากับพวกตามคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 เห็นว่า การกระทำความผิดของผู้ต้องหากับพวกเป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถานบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนที่จงรักภักดี ประกอบกับผู้ต้องหาถูกจับตามหมายจับ และผู้ร้องคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยแล้วจะหลบหนีเหตุผลตามคำร้องประกอบการขอปล่อยชั่วคราวยังไม่เพียงพออนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นนี้ จึงให้ยกคำร้อง
แจ้งเหตุผลการไม่อนุญาตให้ผู้ร้องและผู้ประกันตัวทราบ โดยเร็ว
นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
(รองอธิบดีศาลอาญา)
วัน/เดือน/ปี ไม่มีข้อมูล
การเข้าไปสอบสวนผู้ต้องหาในเรือนจำของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างการฝากขังครั้งที่ 1
นายปติวัฒน์แจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00-11.00 มีทหารและตำรวจประมาณ 10 นาย ในเครื่องแบบ อ้างว่ามาจากฝ่ายความมั่นคง โดยหนึ่งใน 10 คน คือ พตท.วิรัช ปิยะชาติ พงส. สน.ชนะสงคราม (จำได้เนื่องจากเป็นคนที่สอบสวนนายปติวัฒน์เมื่อวันที่ 15/8/57) ทั้งหมดเข้ามาสอบสวนนายปติวัฒน์ พยายามให้นายปติวัฒน์เซ็นเอกสาร และให้ซัดทอดไปยังบุคคลต่างๆ และบอกว่า อย่าเชื่อทนายความให้เชื่อตน และอ้างอีกว่า ตน (พตท.วิรัชฯ) ได้ไปสอบสวนกอล์ฟ มาแล้ว กอล์ฟให้การคนละอย่างกับเรา
นอกจากนั้น ยังพยายามโยงไปหาพี่กุ้ย ประชาไท(ผู้ยื่นประกันผู้ต้องหา) ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงด้วยหรือไม่ และทนายทั้งสองคนทีไป สน. ในวันนั้น เป็นใคร มาจากไหน ซึ่งนายปติวัฒน์เองก็ปฏิเสธไม่ให้การ ไม่ซัดทอด หรือเซ็นต์เอกสารใดๆ
อีกเรื่องคือ ตำรวจและทหารพยายามโยงว่า นายปติวัฒน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการ ครก.112 ที่ขอนแก่น และเกี่ยวข้องกับกลุ่มยุวชนประชาธิปไตย และโยงไปว่ารู้จัก อ.วรเจตน์ ภาคีรรัตน์และอ.ปิยบุตร แสงกนกกุล(สมาชิกคณะนิติราษฎร์)
ทหารแจ้งว่า ทำไมถึงเปิดเฟสบุ๊คไม่ได้ ใครเป็นคนปิด และจะดำเนินการกับคนที่ปิดเฟสบุ๊คให้นายปติวัฒน์ นายปติวัฒน์บอกว่าไปแม่ที่อยู่ต่างประเทศเป็นคนปิดให้ นายปติวัฒน์ฝากมายังทีมทนายความศูนย์ฯให้ไปบอกแม่ว่า” ไม่ต้องกลับมาเมืองไทยเด็ดขาด”
วันที่ 20 สิงหาคม 2557
การเข้าไปสอบสวนผู้ต้องหาในเรือนจำของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างการฝากขังครั้งที่ 1
เจ้าหน้าที่ตำรวจ (พนักงานสอบสวน) อัยการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ เข้าสอบสวนนางสาวภรณ์ทิพย์ ตั้งแต่เวลา 14.00 – 20.00 ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
วันที่ 26 สิงหาคม 2557
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2557 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้ดำเนินการยื่นคำร้องฝากขังนายปติวัฒน์ ครั้งที่ 2 ต่อศาลอาญา เป็นเวลาอีก 12 วัน โดยให้เหตุผลในคำร้องเพื่อให้ศาลอนุญาตว่า
(1) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(2) มีความจำเป็นจะต้องสอบสวนพยานบุคคลอีก 3 ปาก
(3) รอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาจากลายพิมพ์นิ้วมือ
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 2 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ที่ศาลอาญา ทีมทนายความของศูนย์ฯ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวผู้ต้องหาอีกไปและหากอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องต่อไปจะกระทบต่อการศึกษาของผู้ต้องหา รายละเอียด ดังนี้
(1) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว
(2) ผู้ร้องไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี เนื่องจากผู้ร้องได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับเจ้าหน้าที่ ขณะถูกจับกุม
(3) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
(4) ผู้ร้องได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาไปแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องควบคุมตัวผู้ร้องไว้ ในส่วนการดำเนินการสอบสวนพยานแวดล้อมเป็นเรื่องที่พนักงานสวนกับบุคคลอื่น ไม่เกี่ยวกับผู้ร้อง หากควบคุมตัวไว้เกินจำเป็นจะทำให้กระทบต่อการศึกษาของผู้ร้อง
(5) เหตุผลข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(6) ผู้ร้องเป็นผู้มีประพฤติเรียบร้อย
(7) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลนัดไต่สวนคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 9.30 น. ภายหลังจากศาลได้สอบคำร้องของพนักงานสอบสวนและของผู้ต้องหาแล้ว ศาลพิเคราะห์ว่า พนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานแห่งคดีเพิ่มเติมอยู่ ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น เห็นควรให้ยกคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้ง 2 ของผู้ต้องหา
กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดการสอบสวนคดีนี้โดยเร็ว และศาลจะพิจารณาคำร้องของฝากครั้งผู้ต้องหาครั้งต่อไปอย่างเคร่งครัด
รายละเอียดตามบันทึกข้อมูลคดีของศูนย์ฯ บรรยากาศการไต่ส่วนของศาลในวันดังกล่าว เป็นเช่นนี้
ศาลเริ่มไต่สวนนายปติวัฒน์ก่อนโดยถามว่า ทราบเรื่องที่มีการยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังหรือไม่ ปติวัฒน์รับว่าทราบ
ศาลอ่านทวนคำร้องของผู้ต้องหา ซึ่งให้เหตุผลแห่งการคัดค้านว่า ผู้ต้องหาถูกสอบสวนโดยละเอียดแล้วทั้งเมื่อถูกจับกุมและในเรือนจำทั้งได้ให้การครบถ้วน ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือพฤติการณ์ที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แม้ข้อหาที่ถูกกล่าวหาจะมีความร้ายแรงแต่การกระทำตามข้อกล่าวหาก็เป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้น นอกจากนี้กฎหมายที่ใช้ดำเนินคดีก็เป็นกฎหมายที่มีลักษณะลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
หลังอ่านทวนคำร้องคัดค้านการฝากขัง ศาลก็ชี้แจงว่า เนื่องจากการไต่สวนครั้งนี้คือการไต่สวนเรื่องการคัดค้านการฝากขังซึ่ง พนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่าต้องฝากขังต่อเพราะยังทำการสืบสวนสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงจะพิจารณาแต่คำร้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนเท่านั้น ส่วนคำร้องข้ออื่นให้ยก ดังนั้นคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่อที่ทั้ง ปติวัฒน์เเละทนายพยามยามชี้เเจงให้ศาลเห็นความสำคัญก็ถูกตัดไปเช่นกัน
ปติวัฒน์ชี้แจงกับศาลว่า การสอบสวนเสร็จสิ้นไปแล้วเพราะตนถูกสอบสวนตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ตามไปสอบสวนตนระหว่างถูกคุมขังอีก
ศาลถามพนักงานสอบสวนถึงการความคืบหน้าของการทำสำนวน พนักงานสอบสวนตอบว่ายังทำสำนวนไม่แล้วเสร็จ ยังมีพยานรอการสอบปากคำอีกสามปาก ต้องตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา ทั้งต้องทำรายงานส่งผู้บังคับบัญชาด้วย ถึงตรงนี้ทนายของผู้ต้องหาชี้แจงว่า การทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของตำรวจ ซึ่งผู้ต้องหาคงไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ การควบคุมตัวผู้ต้องหาจึงไม่มีความจำเป็น ในประเด็นฝากขังศาลเห็นว่าเรื่องการขออำนาจฝากขังนั้นเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนว่ารวบรวมพยานหลักฐานให้เเล้วเสร็จครบถ้วนเเล้วหรือไม่ ซึ่งเเม้ศาลจะอนุญาตฝากขังตามคำสั่งของพนักงานก็ตาม ตัวผู้ต้องขังก็ยังมีสิทธิที่จะขอปล่อยตัวชั่วคราวอยู่
พนักงานสอบสวนชี้แจงต่อข้อนี้ว่าการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้มีการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติม หากปล่อยตัวผู้ต้องหาไป อาจกระทบต่อการสอบสวนผู้ต้องหาตามหมายจับรายอื่น พนักงานสอบสวนยังยอมรับว่าในวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมาตนได้เข้าไปสอบสวน ปติวัฒน์ ในเรือนจำจริง คำให้การส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลหลายกลุ่มเเละกลุ่มบุคคลเหล่านั้นล้วนมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองซึ่งเป็นอันตรายต่อสถาบันพนักงานชี้แจงด้วยว่าหากการสืบสวนสืบสวนแล้วเสร็จหรือหากมีการจับกุมผู้ต้องหาได้ ก็จะไม่ขอฝากขังอีก ถึงตรงนี้ปติวัฒน์ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนไม่มีเจตนายิ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เพราะหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ตนก็ต้องกลับไปเรียนหนังสือไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
เสร็จสิ้นการไต่สวน การคัดค้านการฝากขังของปติวัฒน์
ศาลไต่สวนภรณ์ทิพย์ต่อทันที

คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวน
ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 2 ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม ถึงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 2
ทีมทนายความของศูนย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอาญา ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 300,000 บาท และให้เหตุผลในคำร้องดังต่อไปนี้
(1) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว และยังได้เข้าไปสอบผู้ร้องเพิ่มเติมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557 อีกครั้ง โดยผู้ร้องได้ให้ความอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดจะควบคุมตัวผู้ร้องอีกต่อไป
(2) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
(3) ผู้ร้องไม่มีเจตนาจะหลับหนี
(4) ผู้มีความประพฤติเรียบร้อย เคยได้รับรางวัลต่างๆมากมาย และเป็นสมาชิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
(5) ผู้ร้องมีอาจารย์ประจำภาควิชารับรองความประพฤติ
(6) ผู้ร้องมีสัญชาติไทย และมีอยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน
(7) ผู้ร้องไม่เคยกระทำผิดมาก่อน และผู้ร้องต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเองและเสียค่าเล่าเรียน หากขังผู้ไว้โดยไม่จำเป็นจะกระทบต่อการศึกษาของผู้ร้อง
(8) เหตุผลที่ว่าข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(9) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 2
“พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตแล้ว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจน กรณีนี้ไม่มีเหตุเพิ่มเติม ยกคำร้อง”
วันที่ 27 สิงหาคม 2557
ตามรายงานกระบวนพิจารณา พนักงานสอบสวนให้เหตุผลความจำเป็นในยื่นเรื่องขอฝากขังนางสาวภรณ์ทิพย์ เป็นครั้งที่ 2 ว่า
(1) การสอบสวนยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องสืบพยานบุคคลอีก 3 ปาก คือ พยานปากสายสืบของสถานีตำรวจชนะสงคราม และนักข่าว
(2) ต้องรอผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาจากลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา
(3) คดีนี้มีโทษอัตราสูง จึงจำเป็นจะต้องสรุปสำนวนเพื่อเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อลงนาม
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 2 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ที่ศาลอาญา ทีมทนายความของศูนย์ฯ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวผู้ต้องหาอีกไปและหากอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องต่อไปจะกระทบต่อการศึกษาของผู้ต้องหา รายละเอียด ดังนี้
(1) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว
(2) ผู้ร้องไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี เนื่องจากกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะได้ใบอนุญาตทำงานจากโครงการ work and holidays
(3) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
(4) เหตุผลข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(5) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งศาลต่อคำร้องคัดค้านดังกล่าว
ศาลนัดไต่สวนตามคำร้องในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยได้ไต่สวนถามเหตุผลของผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวน แต่ในส่วนเหตุผลของผู้ต้องหา ศาลได้ตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวกับเหตุผลในการคัดค้านการาฝากขังออกไป ตั้งแต่เหตุผล (2)-(5) ในคำร้องคัดค้านการฝากขัง ครั้งที่ 2 ของผู้ต้องหา
ศาลจึงพิเคราะห์ออกมาว่า ยังมีความจำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานแห่งคดีเพิ่มเติมอยู่ จึงให้ยกคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 2 ของผู้ต้องหา แต่ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดการสอบสวนคดีนี้โดยเร็ว และศาลจะพิจารณาคำร้องฝากขังครั้งต่อไปอย่างเคร่งครัด
รายละเอียดตามบันทึกข้อมูลคดีของศูนย์ฯ บรรยากาศการไต่ส่วนของศาลในวันดังกล่าว เป็นเช่นนี้
ศาลถามภรณ์ทิพย์ ทราบเรื่องคำร้องคัดค้านการฝากขังหรือไม่ ภรณ์ทิพย์รับว่าทราบ
ศาลอ่านคำร้องคัดค้านการฝากขังของภรทิพย์ ซึ่งให้เหตุผลว่า คัดค้านคำร้องขอฝากขัง เพราะได้ให้การโดยละเอียดแล้ว และได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ผู้ต้องหาให้การรับรองว่าไม่ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และแม้คดีนี้จะเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหลบหนี ระหว่างที่ศาลกำลังอ่านทวนคำร้องของผู้ต้องหาก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในศาล ศาลจึงขอให้ปิดเสียงโทรศัพท์
ศาลถามต่อไปว่า นอกจากคำร้องนี้แล้ว ผู้ต้องหาหรือพยานอยากจะแถลงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ญาติของผู้ต้องหาซึ่งอ้างตัวเป็นพยานเริ่มเล่าถึงประวัติของผู้ต้องหา แต่ศาลตัดบทและขอให้พยานพูดถึงเฉพาะเรื่องของการสอบสวนเท่านั้น ญาติของภรทิพย์ชี้แจงต่อศาลว่า ระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมตัว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบข้อมูลที่บ้านของผู้ต้องหาที่ต่างจังหวัดแล้วและผู้ต้องหาก็ถูกสอบสวนไปแล้ว จึงไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้
ศาลหันไปถามพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนชี้แจงว่า การสืบสวนสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีพยานที่ต้องสืบเพิ่มเติม ทนายลุกขึ้นชี้แจงต่อศาลว่า ผู้ต้องหาถูกจับกุมระหว่างกำลังจะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ มารดาของผู้ต้องหาประสบความเดือดร้อนเพราะกู้เงินมาให้ผู้ต้องหาใช้จ่ายในการเดินทางเป็นจำนวนมาก ผู้ต้องหาจึงมีภาระทางครอบครัว และเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไม่หลบหนี ศาลกล่าวขึ้นว่านี่เป็นการไต่สวนเพื่อคัดค้านการฝากขังเท่านั้น ไม่ใช่การสืบพยาน จึงขอให้หาเหตุผลมาหักล้างคำร้องขอฝากขังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น ทั้งนี้ศาลยังชี้ต่อไปอีกว่าการฝากขังต้องดูจากความจำเป็นของเจ้าพนักงานเป็นหลักเนื่องจากศาลเห็นว่ายังสามารถยื่นขอสิทธิปล่อยตัวชั่วคราวในขั้นตอนต่อไปได้ ต่อมาทนายของผู้ต้องหาจึงชี้แจงว่า ผู้ต้องหาถูกสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ ก็ถูกสอบสวนเป็นเวลานานตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงสองทุ่ม จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้อีก
หลังเสร็จสิ้นการใต่สวน ศาลแจ้งให้ผู้ต้องหาและทนายรอฟังคำสั่งในห้องพิจารณาคดี แล้วจึงลุกออกไปในเวลาประมาณ 10.30 น.
ระหว่างรอคำสั่งศาล ผู้ต้องหาคุยกับญาติและผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นกันเอง โดยผู้ต้องหาทั้งสอง ยังมีกำลังใจดี เวลาประมาณ 11.00 น. หน้าบัลลังก์เดินออกไปตามพนักงานสอบสวนเข้ามาคุยโทรศัพท์บริเวณโต๊ะของหน้าบัลลังก์ แต่ไม่ทราบว่าคุยกับใครหรือคุยเรื่องอะไร
เวลาประมาณ 11.15 น. ศาลกลับเข้ามาอีกครั้ง ก่อนมีคำวินิจฉัย ให้ยกคำร้องคัดค้านการฝากขังของผู้ต้องหาทั้งสอง เพราะกระบวนการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติมและทำประวัติอาชญากรรม ทั้งนี้ ศาลขอให้พนักงานสอบสวนเร่งทำสำนวนเพราะศาลอาจไม่อนุญาตให้ฝากขังในผลัดต่อไป
หลังอ่านคำวินิจฉัย ศาลย้ำกับพนักงานสอบสวนด้วยวาจาอีกครั้งว่าให้เร่งทำสำนวน และบอกทนายว่าให้ไปยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลจะอนุญาตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจขององค์คณะที่ทำหน้าที่เวรชี้
/ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว แจ้งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวน
ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 2 ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม ถึงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 2
ทีมทนายความของศูนย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอาญา ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 300,000 บาท และให้เหตุผลในคำร้องดังต่อไปนี้
(10) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว และยังได้เข้าไปสอบผู้ร้องเพิ่มเติมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557 อีกครั้ง โดยผู้ร้องได้ให้ความอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดจะควบคุมตัวผู้ร้องอีกต่อไป
(11) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
(12) ผู้ร้องไม่มีเจตนาจะหลับหนี
(13) ผู้ร้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และมีภาระจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว
(14) ผู้ร้องมีพฤติกรรมดี เคยเป็นประธานนักเรียนมาก่อน
(15) เหตุผลที่ว่าข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(16) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
(17) เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ของผู้ร้อง
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 2
“พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตแล้ว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจน กรณีนี้ไม่มีเหตุเพิ่มเติม ยกคำร้อง”
โดยในวันดังกล่าวได้มีการรวมคดีของนายปฏิวัฒน์และนางสาวภรณ์ทิพย์เป็นคดีเดียว ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า การกระทำของผู้ต้องหานั้นเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112,83
28 สิงหาคม 2557
พนักงานสืบสวน พ.ต.ท. สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ได้แจ้งกับทนายความของศูนย์ฯ ว่า จะเข้าสอบสวนนางสาวภรณ์ทิพย์เพิ่มเติมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ
29 สิงหาคม 2557
เวลา 8.30 น. ทนายความของศูนย์แจ้งว่าพนักงานสืบสวน (สมยศ) จะเข้าไปพูดคุยกับนางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง เรื่องน้องสาว เมื่อทนายความของศูนย์ฯเดินทางไปถึง ตำรวจแจ้งว่า ไม่ไปแล้ว เนื่องจากอยากให้พนักงานสอบสวน สอบสวนเองมากกว่า ทนายความของศูนย์ฯจึงเข้าเยี่ยมนางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง ช่วงเลา 10.00 น.

วันที่ 5 กันยายน 2557
พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังนายปฏิวัฒน์ ครั้งที่ 3 ต่อศาลอาญา ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557 เพื่อให้ฝากผู้ต้องหาต่อไปอีก 12 วัน โดยให้เหตุผลในคำร้องฝากขัง ดังต่อไปนี้
(1) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(2) โดยจะต้องรอผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา
(3) และต้องเสนอสำนวนคดีต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 3 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ดำเนินการยื่นคำร้อง คัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 ต่อศาลอาญา ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลในคำร้องว่า
(1) การสอบสวนไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีความจำเป็นต้องสืบพยานบุคคลอีก 3 ปาก เป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนจะเรียกมาสอบตอนใดก็ได้ แต่พนักงานสวนกลับไม่เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
(2) ขั้นตอนการรอผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาและเสนอสำนวนคดีให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนาม ล้วนเป็นขั้นตอนการปฏิบัติราชการภายในของพนักงานสอบสวน มิได้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนในคดีของผู้ร้อง
(3) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ร้องจนเสร็จสิ้นไปแล้ว
(4) ผู้ร้องไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีและการปล่อยตัวผู้ร้องก็ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน
(5) เหตุผลข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่ และการพิจารณาว่ามีความจำเป็นในการฝากขังผู้ต้องหาหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาชั่งวัดระหว่างประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนร่วมและต่อสิทธิเสรีภาพของมนุษย์อย่างเหมาะสม
คำสั่งศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลนัดไต่สวนคำร้อง วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 10.00 น. โดยเมื่อพิจารณาจากคำร้องของพนักงานสอบสวนของผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า พนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นจะต้องนำสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของผู้บังคับบัญชาอยู่ ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น เห็นควรให้ยกคำร้องคัดค้านการของฝากขังครั้งที่ 3 ของผู้ต้องหาเสีย
กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งการสอบสวนคดีนี้โดยเร็วและศาลจะพิจารณาคำร้องขอฝากขังครั้งต่อไปอย่างเคร่งครัด
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3
ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 อีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

วันที่ 8 กันยายน 2557
พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังนางสาวภรณ์ทิพย์ ครั้งที่ 3 ต่อศาลอาญา ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557 เพื่อให้ฝากผู้ต้องหาต่อไปอีก 12 วัน โดยให้เหตุผลในคำร้องฝากขัง ดังต่อไปนี้
(4) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(5) โดยจะต้องรอผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา
(6) และต้องเสนอสำนวนคดีต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 3 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ดำเนินการยื่นคำร้อง คัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 ต่อศาลอาญา ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลในคำร้องว่า
(1) การสอบสวนไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีความจำเป็นต้องสืบพยานบุคคลอีก 3 ปาก เป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนจะเรียกมาสอบตอนใดก็ได้ แต่พนักงานสวนกลับไม่เร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
(2) ขั้นตอนการรอผลการตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาและเสนอสำนวนคดีให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนาม ล้วนเป็นขั้นตอนการปฏิบัติราชการภายในของพนักงานสอบสวน มิได้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนในคดีของผู้ร้อง
(3) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ร้องจนเสร็จสิ้นไปแล้ว
(4) ผู้ร้องไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีและการปล่อยตัวผู้ร้องก็ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน
(5) เหตุผลข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่ และการพิจารณาว่ามีความจำเป็นในการฝากขังผู้ต้องหาหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาชั่งวัดระหว่างประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนร่วมและต่อสิทธิเสรีภาพของมนุษย์อย่างเหมาะสม
(6) ผู้ร้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และมีภาระจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว
(7) ผู้ร้องมีความประพฤติเรียบร้อยและทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง
(8) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลนัดไต่ส่วนคำร้องคัดค้านในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 10.00 น. โดยเมื่อพิจารณาจากคำร้องของพนักงานสอบสวนของผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า พนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นจะต้องนำสำนวนเข้าสู่การพิจารณาของผู้บังคับบัญชาอยู่ ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น เห็นควรให้ยกคำร้องคัดค้านการฝากขังครั้งที่ 3 ของผู้ต้องหา
แต่ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดการสอบสวนคดีนี้โดยเร็วและศาลจะพิจารณาคำร้องขอฝากขังครั้งต่อไปอย่างเคร่งครัด
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3
ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 3 อีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557
วันที่ 18 กันยายน 2557
ในรายงานกระบวนพิจารณา พนักสอบสวนให้เหตุผลในการยื่นขอฝากขังนางสาวภรณ์ทิพย์ครั้งที่ 4 ดังนี้
(1) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(2) เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 4 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 4 ที่ศาลอาญา ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลว่า
(1) เหตุผลการขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ที่อ้างว่ามีความจำเป็นจะต้องเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการสอบสวน
(2) การอนุญาตให้ฝากขังต่อไปในชั้นสอบสวนจะทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียโอกาสในการศึกษา
(3) การพิจารณาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ศาลจะต้องพิจารณาว่าการฝากขังมีประโยชน์ต่อการสอบสวนเพียงใด โดยให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในกระบวนการยุติธรรม
(4) การสอบสวนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และผู้ร้องได้ถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลา 36 วันแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะฝากขังผู้ร้องไว้อีกต่อไป
คำสั่งของศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลได้นัดไต่สวนคำร้อง คัดค้านฝากขัง โดยได้พิจารณาทั้งคำร้องของผู้ต้องและพนักสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า คดียังอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนเสนอความเห็นให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่า ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ การสอบสวนจึงยังไม่เสร็จสิ้น แต่เนื่องจากพนักงานสอบสวนเคยอ้างเหตุของการฝากขังเพราะอยู่ระหว่างการเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตั้งแต่การยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ในวันที่ 8 กันยายน 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณา สมควรให้พนักงานสอบสวนผู้ร้องเร่งรัดสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาโดยเร็ว โดยครั้งนี้อนุญาตให้ฝากขังอีก 6 วัน
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 4
ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 4 อีก 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ถึงวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
การยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งที่ 3
ทีมทนายความของศูนย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอาญา ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 300,000 บาท และให้เหตุผลในคำร้องดังต่อไปนี้
(1) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว การอ้างเหตุว่ายังเหลือขั้นตอนการเสนอสำนวนคดีให้แก่ผู้บังคับบัญชาลงนาม หาใช่เหตุผลที่เหมาะสมแก่เหตุในการอ้างมาฝากขังผู้ร้อง
(2) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้
(3) ผู้ร้องมีสัญชาติไทย มีทีอยู่เป็นหลักแหล่ง
(4) ผู้ร้องไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี
(5) ผู้ร้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และมีภาระจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว
(6) เหตุผลว่าข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(7) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งของศาลต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 3
“พิเคราะห์แล้วพฤติการณ์แห่งคดีนี้มีความร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงเหตุผล ที่ศาลยังอนุญาตให้ฝากขัง ประกอบกับคำร้องของผู้ต้องหาแล้ว เห็นว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอ ให้เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดี เปลี่ยนแปลงไปให้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง”
วันที่ 19 กันยายน 2557
ในรายงานกระบวนพิจารณา พนักสอบสวนให้เหตุผลในการยื่นขอฝากขังนายปฏิวัฒน์ครั้งที่ 4 ดังนี้
(3) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(4) เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา
การยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 4 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 4 ที่ศาลอาญา ในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลว่า
(5) เหตุผลการขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ที่อ้างว่ามีความจำเป็นจะต้องเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการสอบสวน
(6) การอนุญาตให้ฝากขังต่อไปในชั้นสอบสวนจะทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับความเป็นธรรมเสียโอกาสในการศึกษา
(7) การพิจารณาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ศาลจะต้องพิจารณาว่าการฝากขังมีประโยชน์ต่อการสอบสวนเพียงใด โดยให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในกระบวนการยุติธรรม
(8) การสอบสวนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และผู้ร้องได้ถูกควบคุมตัวมาเป็นเวลา 36 วันแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะฝากขังผู้ร้องไว้อีกต่อไป
คำสั่งของศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลได้นัดไต่สวนคำร้อง คัดค้านฝากขัง โดยได้พิจารณาทั้งคำร้องของผู้ต้องและพนักสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า คดียังอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนเสนอความเห็นให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่า ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ การสอบสวนจึงยังไม่เสร็จสิ้น แต่เนื่องจากพนักงานสอบสวนเคยอ้างเหตุของการฝากขังเพราะอยู่ระหว่างการเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตั้งแต่การยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 ในวันที่ 8 กันยายน 2557 จนถึงวันนี้เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณา สมควรให้พนักงานสอบสวนผู้ร้องเร่งรัดสรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาโดยเร็ว โดยครั้งนี้อนุญาตให้ฝากขังอีก 6 วัน
วันที่ 25 กันยายน 2557
ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557 พนักงานสอบสวนได้มายื่นคำร้องขอฝากขังนายปฏิวัฒน์เป็นครั้งที่ 5 ตามรายงานกระบวนพิจารณา พนักสอบสวนให้เหตุผลในการยื่นขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 5 ดังนี้
(1) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(2) เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องเสนอการสอบสวนให้ผู้บัญชาสั่งการ
(3) มีความจำเป็นจะต้องตรวจพิสูจน์หลักฐาน
การยื่นคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 ที่ศาลอาญา ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลว่า
(1) การยื่นคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ได้ใช้เหตุผลเดิมในการยื่นคำร้องต่อศาล ดังนั้นการขอฝากขังผู้ต้องหาจึงดำเนินมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว
(2) การฝากขังที่เกินสมควรจะทำให้กระทบต่อโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนของผู้ต้องหา และอาจจะกระทบต่ออาการป่วยของผู้ต้องหา
คำสั่งต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลได้นัดไต่สวนคำร้อง คัดค้านฝากขัง โดยได้พิจารณาทั้งคำร้องของผู้ต้องและพนักสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า เห็นว่า คดียังอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการ อีกทั้งพนักงานสอบสวนยังมีความจำเป็นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์แผ่นซีดีของกลางอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี อันเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน กระบวนการสอบสวนจึงยังไม่เสร็จสิ้น ข้อคัดค้านของผู้ต้องหาจึงฟังไม่ขึ้น เห็นควรให้ยกคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 ของผู้ต้องหาเสีย แต่เนื่องจากศาลได้ให้เวลาแก่พนักงานสอบสวนมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เพื่อเป็นการเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสรุปโดยเร็วจึงอนุญาตให้ฝากขังอีก 6 วัน
กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดการสอบสวนคดีนี้โดยเร็ว และศาลจะพิจารณาคำร้องขอฝากขังครั้งต่อไปอย่างเคร่งครัด
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 5
ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 5 อีก 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 3
ทีมทนายความของศูนย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอาญา ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 600,000 บาท และให้เหตุผลในคำร้องดังต่อไปนี้
(1) พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจนครบถ้วนแล้ว และยังได้เข้าไปสอบผู้ร้องเพิ่มเติมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557 อีกครั้ง โดยผู้ร้องได้ให้ความอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอันใดจะควบคุมตัวผู้ร้องอีกต่อไป
(2) ผู้ร้องเป็นบุคคลธรรมดาไม่สามารถไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
(3) ผู้ร้องไม่มีเจตนาจะหลับหนี
(4) ผู้มีความประพฤติเรียบร้อย เคยได้รับรางวัลต่างๆมากมาย และเป็นสมาชิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
(5) ผู้ร้องไม่เคยกระทำผิดมาก่อน และผู้ร้องต้องทำงานหาเลี้ยงชีพตัวเองและเสียค่าเล่าเรียน หากขังผู้ไว้โดยไม่จำเป็นจะกระทบต่อการศึกษาของผู้ร้อง
(6) เหตุผลที่ว่าข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ที่มีอัตราโทษสูงหาใช่เหตุผลที่จะใช้ในการขอฝากขังได้ไม่
(7) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ขอให้ศาลยึดหมั่นในกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์สังคมไปในทางที่ดีขึ้น
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 3
“พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตแล้ว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจน กรณีนี้ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยกคำร้อง”
วันที่ 26 กันยายน 2557
พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังนางสาวภรณ์ทิพย์ครั้งที่ 5 ต่อศาลอาญา เพื่อให้ศาลอนุญาตฝากขังผู้ต้องหาต่ออีก 12 วัน โดยให้เหตุผลมาในคำร้องว่า
(1) การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
(2) เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องเสนอสำนวนการสอบสวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา
(3) และรอตรวจพยานพิสูจน์ของกลาง
การยื่นคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 และขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน
ทีมทนายความของศูนย์ฯได้ยื่นคำร้อง คัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 ที่ศาลอาญา ในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557 โดยให้เหตุผลว่า
(3) การยื่นคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ได้ใช้เหตุผลเดิมในการยื่นคำร้องต่อศาล ดังนั้นการขอฝากขังผู้ต้องหาจึงดำเนินมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว
(4) การฝากขังที่เกินสมควรจะทำให้กระทบต่อเสรีภาพของผู้ต้องหาเกินควร และอาจจะกระทบต่อการประกอบอาชีพลทำให้ครอบครัวของผู้ต้องหาเดือดร้อนอย่างมาก
คำสั่งของศาลต่อคำร้องดังกล่าว
ศาลได้นัดไต่สวนคำร้อง คัดค้านฝากขัง โดยได้พิจารณาทั้งคำร้องของผู้ต้องและพนักสอบสวนแล้ว ศาลจึงพิเคราะห์ว่า เห็นว่า คดีนี้อยู่ระหว่างสอบสวน พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องรอผลการตรวจพิสูจน์แผ่นซีดีของกลางอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี ส่วนข้อคัดค้านของผู้ต้องหาเพียงคัดค้านการฝากขังซึ่งเป็นขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจตามกฎหมาย เมื่อการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จจึงฟังไม่ขึ้น เห็นควรให้ยกคำร้องคัดค้านการขอฝากขังครั้งที่ 5 ของผู้ต้องหาเสีย อย่างไรก็ตามศาลได้ให้เวลาแก่พนักงานสอบสวนมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เพื่อเป็นการเร่งรัดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสรุปสำนวนโดยเร็ว จึงอนุญาตให้ฝากขังอีก 5 วัน กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งรัดการสอบสวนคดีนี้โดยเร็ว
คำสั่งศาลต่อคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 5
ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาต่อเป็นครั้งที่ 5 อีก 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ชั้นพิจารณาคดี :
วันที่ 24 ตุลาคม 2557
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปติวัฒน์และนางสาวภรณ์ทิพย์เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3526/2557 ต่อศาลอาญา
วันที่ 29 ธันวาคม 2557
นัดสอบคำให้การ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเพื่อหาเหตุลดโทษมารายงานต่อศาลภายใน 15 วัน และศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.30 น.
โดยในวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน์มาเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดีด้วย
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558
ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษจำคุกเหลือคนละ 2 ปี 6 เดือน แต่รอลงโทษไว้ แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แต่ความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นการจาบจ้วงองค์พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นคดีร้ายแรง
วันที่ 27 มีนาคม 2558
ศาลอาญาออกใบคดีถึงที่สุด



TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.คอมฯ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน