Member Login
Lost your password?

พรุ่งนี้ 9โมงเช้า ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหนูหริ่งไม่เข้ารายงานตัว

08/08/2017
By

9.00 น. พรุ่งนี้ (9 ส.ค.2560) ศาลแขวงดุสิตมีนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก. ลายจุด” ในคดีฝ่าฝืนคำสั่งให้ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งก่อนหน้านี้ (30 มิ.ย.59) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จากศาลชั้นต้นที่เห็นว่าการไม่มารายงานตัวไม่เป็นความผิดและไม่อาจเอาผิดย้อนหลัง ว่าจำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

คดีนี้เหตุที่นายสมบัติยื่นคำร้องขอฎีกาคดีตนเอง เพราะเห็นว่าในชั้นอุทธรณ์ได้แก้คำพิพากษาโดยนำข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กลับมาพิจารณาลงโทษจำคุกอีก ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องในข้อหานี้ไปแล้วและมีการเพิ่มโทษ ทั้งนายสมบัติก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงขอฎีกาในประเด็นดังต่อไปนี้

นายสมบัติเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า คสช. ได้ยึดอำนาจสำเร็จและมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ การที่ คสช. ได้อำนาจปกครองมานั้นไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จะถือว่าได้อำนาจมาโดยสำเร็จและมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่ได้ และการตีความรับรองการรัฐประหารว่ามีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยดูเพียงว่ามีคณะทหารกลุ่มหนึ่งใช้กำลังเข้ายึดครองและประกาศว่ายึดอำนาจสำเร็จ จะก่อให้เกิดผลแปลกประหลาด เพราะจะทำให้การปกครองแผ่นดินไม่มีความมั่นคงแน่นอน ผลัดเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย เพราะสถานะของคณะรัฐประหารมีความไม่แน่นอนว่าจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือกบฏ เพราะอาจจะเกิดการต่อต้านจนการรัฐประหารล้มเหลว

นอกจากนั้นการถือว่าการยึดอำนาจของ คสช. สำเร็จและเป็นรัฏฐาธิปัตย์ทันที ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 69 ที่ให้สิทธิบุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ต่อวิธีการที่ได้มาซึ่งอำนาจปกครองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ มาตรา 70 ที่บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีช่วงเวลาใดที่จะเกิดการต่อต้านขึ้นได้ การตีความแบบนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานส่งเสริมให้เกิดการยึดอำนาจการปกครองทำลายระบบกฎหมายนิติรัฐ และหลักการแบ่งอำนาจ

อีกทั้ง ตามข้อเท็จจริงหลังคสช.ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ก็ยังมีการต่อต้านโดยประชาชนอย่างกว้างขวาง ในเมื่อการรัฐประหารไม่สำเร็จในทันที และเป็นการทำเพื่อให้ได้อำนาจการปกครองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่วิถีทางตามรัฐธรรมนูญ นายสมบัติจึงเห็นว่าตนในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีเจตจำนงยึดมั่นในหลักสิทธิ เสรีภาพ ระบอบประชาธิปไตย จึงไม่จำเป็นต้องไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. และเป็นการใช้สิทธิต่อต้านการรัฐประหารโดยสันติวิธี

ด้วยเหตุข้างต้น การรัฐประหารของคสช.จึงยังไม่สำเร็จในทันที จึงไม่มีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์และไม่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกนายสมบัติไปรายงานตัว

ประเด็นต่อมา การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าการโต้แย้งของจำเลยที่อ้างว่าการรัฐประหารจะสำเร็จเสร็จสิ้นบริบูรณ์เมื่อมีพระบรมราชโองการรองรับสถานะทางกฎหมายของคณะรัฐประหารโดยมีการตีพิมพ์และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการตีความดังกล่าวจะเป็นปัญหาในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อีกทั้งเป็นการไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นการก้าวล่วงทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งอยู่เหนือการเมืองต้องมามีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะการพิจารณารับรองผลของการยึดอำนาจ ทั้งนี้จำเลยเห็นว่าการรัฐประหารเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น การมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหัวหน้า คสช. เป็นเพียงข้อเท็จจริงหนึ่งเท่านั้นที่จะพิจารณษว่ารัฐประหารจะสำเร็จหรือไม่ หาใช่การก้าวล่วงพระราชอำนาจแต่อย่างใด

ประเด็นต่อมา การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่ากฎหมายต่างๆที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกใช้บังคับนั้นมีผลอยู่แล้ว เพียงแต่มีการบัญญัติรับรองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งว่าเป็นเรื่องที่ชอบและมีผลต่อไป กรณีจึงมิใช่เป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด แต่จำเลยเห็นว่าเมื่อคสช. ไม่ได้ทำรัฐประหารเสร็จโดยทันที การออกประกาศคำสั่งต่างๆ จึงไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแต่อย่างใด ศาลจะนำรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาพิจารณาให้ประกาศและคำสั่ง คสช. มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย จะทำให้การกระทำของนายสมบัติที่ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. ซึ่งไม่มีความผิดทางอาญากลับเป็นมีความผิด ซึ่งจะเป็นการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังไปเอาผิดและลงโทษบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้ใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งขัดกับหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมาย”

ในประเด็นที่จำเลยได้ต่อสู้มาตั้งแต่ในชั้นอุทธรณ์แล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากในคดีนี้ไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดฐาน “ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 มาก่อน จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหานี้ต่อศาล ทั้งนี้ศาลทั้ง 2 ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดในข้อหาตามมาตรา 368 แต่จำเลยเห็นว่าการให้การของพยานพนักงานสอบสวนผู้แจ้งข้อหาและเป็นผู้จัดทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้น ขัดแย้งกับบันทึกที่พยานจัดทำ เนื่องจากในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหามีเพียงข้อหาไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. แต่ไม่มีข้อหาตามมาตรา 368

คดีนี้สืบเนื่องจาก คสช. ได้ออกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2557 ลงวันที่ 23 พ.ค.57 เรียกบุคคลมารายงานตัว ซึ่งนายสมบัติเป็นหนึ่งในรายชื่อตามคำสั่งดังกล่าว อย่างไรก็ตามนายสมบัติไม่ไปรายงานตัวตามกำหนด ต่อมา คสช. ได้ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ให้บุคคลในรายชื่อที่ยังไม่มารายงานตัว มารายงานตัวภายใน 24 มิ.ย.57 และกำหนดโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน แต่สมบัติไม่ได้ไปรายงานตัวและถูกจับกุมในวันที่ 5 มิ.ย.57 ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการศาลแขวงดุสิตเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ ฐานฝ่าฝืนประกาศคสช.ฉบับที่1/57 ประกาศคสช. (เฉพาะ) ฉบับที่ 25/57 คำสั่งคสช.ที่ 3/57 และมาตรา 368 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่งให้ลงโทษปรับ 500 บาทส่วนความผิดตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 25/2557 และ 29/2557 ศาลไม่ลงโทษ เนื่องจากบัญญัติย้อนหลังการกระทำผิด และมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงบุคคล ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ยื่นคำร้องขออุทธรณ์คดี (อ่านที่นี่)

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 30มิ.ย.2559แก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศคสช.ฉบับที่ 25/57 และฉบับที่ 29/57 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งและประกาศคสช. อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้หนึ่งปี (อ่านที่นี่)

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ย้อนอ่านคำเบิกความพยาน คดี บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช.

ประกาศ คสช. ไม่มีโทษย้อนหลัง คดี บก.ลายจุด ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช.

Tags: , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน