Member Login
Lost your password?

เมื่อประกาศ/คำสั่ง คสช. (อาจ) ไม่มีวันหมดอายุ

19/09/2017
By

หมายเหตุ  รายงานชิ้นนี้จัดทำโดยนายพิฆเนศ ประวัง อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน รุ่น 11 ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ภายใต้โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

 

เมื่อประกาศ/คำสั่ง คสช. (อาจ) ไม่มีวันหมดอายุ

จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2560 นับเป็นปีที่ 3 ย่างเข้าปีที่ 4 ภายหลังการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติไปแล้ว 126 ฉบับ, คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 207 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกกว่า 165 ฉบับ  นับรวมแล้วคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศหรือคำสั่งทั้งหมดมาแล้วกว่า 498 ฉบับ [1] โดยยังคงไม่มีท่าทีว่าจะมีการหยุดหรือลดการออกประกาศหรือคำสั่งจากในระยะเวลาอันใกล้นี้แต่อย่างใด

คำสั่งและประกาศดังกล่าวมีเนื้อหาการใช้อำนาจทั้งในเรื่องการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และเรื่องจิปาถะอื่นๆ อีกมากมาย  ยกตัวอย่างเช่น คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ, คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 27/2559 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจุดและปล่อยบั้งไฟพลุตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน, คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 30/2559 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา, คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 60/2559 เรื่องมาตรการป้องกันการนำช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน เป็นต้น

กล่าวได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จออกคำสั่งที่ครอบคลุมมิติต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยที่คำสั่งอันเสมือน “กฎหมาย” เหล่านั้น ไม่ได้เกิดจากการรับฟังความเห็นหรือคำคัดค้านจากประชาชน และไม่ได้มีที่มาจากสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

หากเราลองพิจารณาตามการออกประกาศ/คำสั่งของคณะรัฐประหารชุดต่างๆ ของไทยที่ผ่านมาในอดีต เป็นไปได้ว่าประกาศและคำสั่งที่เกิดขึ้นจากคสช.กว่า 498 ฉบับนี้ จะไม่มีวันหมดอายุลง  แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะได้พ้นจากอำนาจออกไปแล้ว ประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่  แม้จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีการลงประชามติจากประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่มีผลเป็นการลบล้างประกาศหรือคำสั่งคสช.ที่ออกมาแล้วได้  หรือแม้จะมีการได้มีการเลือกตั้ง จัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งก็ตาม ประกาศหรือคำสั่งคสช.เหล่านี้ก็ยังมีผลบังคับอยู่ต่อไป เพียงแต่จะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้หรือไม่เท่านั้น

 

คำสั่ง/ประกาศคณะรัฐประหาร ที่ไม่มีวันหมดอายุ

นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยผ่านการกระทำรัฐประหารมาแล้วทั้งหมด 13 ครั้ง โดยที่มีการออกประกาศ คำสั่ง หรือแถลงการณ์ของคณะผู้ทำการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจการบริหารจัดการประเทศรวมแล้วจำนวนกว่า 1,101 ฉบับ[2] โดยยังไม่รวมไปถึงประกาศย่อยที่อาศัยอำนาจจากประกาศ คำสั่ง หรือแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารอีกด้วย การรัฐประหารภายใต้คสช. ครั้งนี้นับว่าคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งและประกาศของคณะรัฐประหารจำนวนมากที่สุด มากกว่ารัฐประหารทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา และมากกว่าการรัฐประหารตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี 2514 ที่มีการออกคำสั่งและประกาศจำนวน 364 ฉบับ ซึ่งเคยเป็นครั้งที่มากที่สุดก่อนหน้านี้

หากถือเสมือนว่าประกาศ คำสั่ง หรือแถลงการณ์เหล่านี้เป็นกฎหมาย ตามแนวทางที่ศาลให้การยอมรับในประเทศไทย ดังเช่นในคำพิพากษาที่ 45/2496 ที่ว่า “…ใน พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จการบริหารประเทศชาติในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยกเลิก และออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้มิฉะนั้นประเทศชาติอาจจะตั้งอยู่ด้วยความสงบไม่ได้…”[3] ก็จะทำให้สิ่งที่ถือเสมือนกฎหมายของคณะรัฐประหารยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปเสมอ แม้ว่าประกาศ คำสั่งหรือแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารบางส่วนจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีบางส่วนที่ไม่ได้ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก โดยที่มีความไม่แน่ชัดในสถานะการดำรงอยู่ของประกาศ คำสั่งหรือแถลงการณ์เหล่านั้น อาจเพียง “ตาย” ลงเนื่องจากไม่เข้ากับสภาพสังคม เศรษฐกิจและกระบวนการยุติธรรมในสมัยใหม่ หรืออาจเพียงแต่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้บังคับเพียงเท่านั้น แต่ในทางนิติศาสตร์ยังคงถือว่ากฎหมายใดที่ไม่ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกโดยกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากันหรือสูงกว่า ก็ยังคงมีผลบังคับอยู่เสมอไป หรือเรียกได้ว่า “ไม่มีวันหมดอายุ” ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงประกาศ คำสั่ง หรือแถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร ที่ถูกสถาปนาให้เสมือนเป็นกฎหมายด้วยเช่นกัน

 

เมื่อประกาศ “คมช.” ถูกใช้ในสมัย “คสช.”

ปรากฏการณ์การดำรงอยู่ในปัจจุบันของคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีต และถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ก็เกิดขึ้นมาแล้ว อาทิเช่น การตั้งข้อหาต่อนักกิจกรรม-นักศึกษาที่ทำกิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับประชามติในช่วงก่อนที่จะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา หนึ่งในข้อกล่าวหา ได้แก่ การฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 25/2549 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา ประกาศฉบับนี้ระบุให้การฝ่าฝืนไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งเจ้าพนักงาน มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท นักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559[4] และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2559[5] ล้วนถูกตั้งข้อหานี้เช่นเดียวกัน หลังจากแสดงออกด้วยการกระทำอารยะขัดขืน โดยไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อบันทึกประวัติเป็นผู้ต้องหา ในระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการแจ้งข้อกล่าวหาหลังจากถูกจับกุม

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นการนำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คมช.) คณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่แม้จะได้พ้นจากอำนาจไปแล้วกว่า 10 ปี แต่ประกาศและคำสั่งต่างๆ จากคณะรัฐประหารชุดนั้นไม่ได้ถูกยกเลิกหรือทำให้ประกาศที่เคยออกมาบังคับใช้เป็นอันสิ้นผลบังคับไป เพียงแต่อาจมิได้ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในทางปฏิบัติ กลับถูกนำมาใช้ภายใต้อำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในปี 2559 อีกครั้งหนึ่ง และจะยังคงบังคับใช้ได้ต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการยกเลิกให้สิ้นผลบังคับโดยกฎหมายเท่านั้น

 

การยกเลิกประกาศ/คำสั่งคณะรัฐประหาร ที่ถูกทำให้เป็น “กฎหมาย”

คำถามคือ แล้วเมื่อใดที่คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านี้จะสิ้นผลลงไป  แต่ก่อนนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในทางนิติศาสตร์การยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ถือเสมือนเป็นกฎหมาย จำเป็นที่จะต้องทราบก่อนว่าคำสั่งและประกาศเหล่านี้ ถือเสมือนว่าเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ลำดับใด เพื่อที่จะทราบว่าการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก ประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหาร จะต้องทำตามขั้นอย่างไรในระบบกฎหมายในสภาวะปกติ ด้วยเหตุที่ว่าหากถือเสมือนประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง “ประกาศ (ของคณะปฏิวัติ) ฉบับใดเป็นกฎหมายก็ยังคงใช้บังคับได้ ‘เสมอไป’ จนกว่าจะมีกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากันหรือสูงกว่ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งนี้แม้ว่าคณะปฏิวัติจะสลายตัวไปแล้วก็ตาม…”[6]

หมายความว่าผลของประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารที่ถือเสมือนเป็นกฎหมาย ซึ่งได้ถูกประกาศออกมาใช้แล้วนั้น จะยังคงอยู่ไปอย่างไม่มีอายุขัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงทางเดียวที่จะทำให้ผลของกฎหมายที่เคยมีผลบังคับใช้แล้วนั้นสิ้นสุดลง คือการออกกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เทียบเท่าหรือสูงกว่าเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือยกเลิก หากไม่อย่างนั้นแล้ว ไม่เพียงแค่ 10 ปี เท่านั้น ที่สิ่งเสมือนกฎหมายเหล่านี้จะคงอยู่ แต่จะเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่แม้ 100 ปี แล้ว ก็ยังคงมีผลบังคับใช้ได้ อยู่ที่ว่าจะมีผู้หยิบยกขึ้นมาใช้หรือไม่

การพิจารณาลำดับศักดิ์ของประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหาร จะใช้การพิจารณาที่เนื้อหาของประกาศหรือคำสั่งนั้นๆ เนื่องจากแนวทางในภาวะปกติที่จะพิจารณาลำดับศักดิ์ทางกฎหมายนั้น ไม่อาจนำมาใช้ต่อกรณีของประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารได้ ทั้งเหตุด้วยการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร ทำให้คณะรัฐประหารถูกทำให้เป็นเสมือนผู้ใช้อำนาจทั้งทางบริหารและนิติบัญญัติ ประกาศหรือคำสั่งที่ออกมา ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นการใช้อำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ หรือในฐานะฝ่ายบริหาร[7] จึงมีความเห็นของนักกฎหมายให้พิจารณาจากเนื้อหาในคำสั่งของคณะรัฐประหารนั้นๆ

“ศักดิ์” (Hierarchy) ทางกฎหมายของประกาศคณะปฏิวัติ อาจพิเคราะห์ได้จากเนื้อหาของประกาศนั้นๆ เองว่ามีฐานะและศักดิ์อย่างไร เช่น ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 2 (ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2520) มีศักดิ์เท่ารัฐธรรมนูญเพราะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519  ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 10 (ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2520) มีศักดิ์เท่าประมวลรัษฏากรเพราะมีข้อความแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร”[8] เช่นนี้เมื่อพิจารณาลำดับศักดิ์ของประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารได้แล้ว การยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารที่ถือเสมือนเป็นกฎหมายลำดับใด ก็ต้องใช้กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าเพื่อการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก

ตัวอย่างการยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารในอดีต เช่น การยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ 36/2515 ซึ่งให้จำคุกนายอุทัย พิมพ์ใจชน นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ และนายบุญเกิด หิรัญคำ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตราพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ 36/2515 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2515 พ.ศ. 2517

และยังปรากฏการกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีก ดังเช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 พ.ศ. 2517 เรื่อง ให้คดีอาญาบางประเภทที่เคยใต้อำนาจของศาลทหาร กลับมาอยู่ใต้อำนาจของศาลพลเรือน  พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 199 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2515 พ.ศ. 2518 เป็นต้น[9] เหล่านี้เป็นตัวอย่างความพยายามในการอาศัยกระบวนการทางกฎหมายในภาวะปกติ เพื่อการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารที่ถูกถือเสมือนเป็นกฎหมายในอดีตที่เกิดขึ้น

หากแต่การพยายามยกเลิกดังกล่าว ก็มีลักษณะเป็นรายคำสั่งหรือประกาศจากคณะรัฐประหารชุดต่างๆ หรือเป็นในลักษณะยกเลิกชุดคำสั่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันจำนวนหนึ่ง ไม่เคยมีครั้งใดที่มีความพยายามจะยกเลิกคำสั่งหรือประกาศที่เกิดจากการรัฐประหารทั้งหมดทุกครั้ง หรือแม้แต่คำสั่งหรือประกาศทั้งหมดจากคณะรัฐประหารครั้งหนึ่งๆ

ดังนั้นแล้วการจะยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคสช. หรือหัวหน้าคสช.กว่า 498 ฉบับ ที่ออกมาแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาประกาศหรือคำสั่งแต่ละฉบับ เพื่อออกกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เทียบเท่าหรือสูงกว่าในการยกเลิก แต่การกระทำเช่นนั้นในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่เป็นไปด้วยความยากลำบากและใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เนื่องจากในกระบวนการออกกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้น มีขั้นตอนการตรวจสอบและพิจารณาหลายขั้นตอน เพื่อถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐและแสดงให้เห็นความโปร่งใสอยู่มากพอสมควรกว่าที่กฎหมายหนึ่งฉบับจะสามารถออกมาและมีผลบังคับใช้ได้  ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหากพยายามยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคสช.ทั้งหมดกว่า 498 ฉบับ ในรูปแบบของการออกกฎหมาย อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งรัฐบาลด้วยซ้ำ เพื่อจะสามารถยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะคสช.เหล่านี้

 

ผลกระทบจากการ “ไม่มีวันหมดอายุ” ของคำสั่ง-ประกาศคณะรัฐประหาร

หากประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช. ยังคงดำรงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิก จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง หรือเรียกได้ว่าเป็นมรดกของการรัฐประหารที่จะอยู่ตกค้างทางประวัติศาสตร์[10]ต่อไป อยู่อย่างน้อย 4 ประการด้วยกัน ได้แก่

ประการแรก สภาพจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกประกาศใช้ และคสช.จะหมดอำนาจลงไปแล้ว แต่อำนาจตามประกาศหรือคำสั่งคสช.ที่ถูกประกาศใช้แล้วยังมีผลบังคับใช้ได้ต่อไป จนกว่าจะถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก อาทิเช่น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หากสังคมกลับสู่สภาวะปกติในระบอบประชาธิปไตย การรวมกลุ่มหรือชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องการจัดการหรือแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสิ่งที่สังคมประชาธิปไตยยอมรับให้เกิดขึ้นได้ แต่กลับถูกจำกัดโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558 ที่ยังคงห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปอยู่ เป็นต้น

ประการที่สอง หลักการในกระบวนการยุติธรรมปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาจะยังคงถูกแทรกแซงโดยเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปทำการจับกุม ควบคุมตัว หรือทำการสอบสวนประชาชน ซึ่งอาศัยอำนาจตามประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ อาทิเช่น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 13/2559  ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารสามารถควบคุมตัวและสอบสวนบุคคลที่ต้องสงสัยไว้ได้ 7 วัน ทั้งยังกำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารหรือผู้ช่วย ตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างที่ประชาชนจะได้รับกระบวนการยุติธรรมได้

ประการที่สาม การดำเนินคดีความโดยอาศัยประกาศคำสั่งคสช.จะยังคงดำรงอยู่และอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารตามคำสั่งคสช. ก็ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการพิจารณาคดี  แต่ด้วยความล่าช้าของศาลทหารทำให้บางคดีอาจต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี แม้ว่าคสช.จะหมดอำนาจแล้ว  อีกทั้งนโยบายของคสช.ที่วางไว้และได้ออกคำสั่งคสช.หลายคำสั่งมาเพื่อบังคับตามนโยบาย เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น ทำให้จะยังมีการนำคำสั่งคสช.มาบังคับใช้ต่อไป

ประการสุดท้าย การดำรงอยู่ของประกาศหรือคำสั่งคสช.ที่ถูกรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการยืนยันและก่อให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) โดยปราศจากการตรวจสอบ แม้ว่าจะผ่านพ้น “สภาวะพิเศษ” จากการกล่าวอ้างของคณะรัฐประหารชุดใดชุดหนึ่งไปแล้ว ซึ่งส่งผลให้ในอนาคต หากผู้ใดมีอำนาจและกำลังสามารถมากพอ ก็อาจอ้างเหตุผลและความจำเป็นขึ้นมาเพื่อก่อการรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้กระบวนการทางประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักและขาดห้วงไปอย่างนี้เรื่อยไป

 

ข้อเสนอต่อการลบล้างผลกระทบจากประกาศและคำสั่งคสช.

แนวทางเพื่อวางรากฐานประชาธิปไตย และลบล้างผลพวงอันเกิดจากการรัฐประหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อออกแบบโดยประชาชน[11] โดยมีแนวทางที่ผู้ทรงคุณทางกฎหมายได้เคยเสนอไว้ เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่การปกครองในภาวะปกติ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อยู่หลายแนวทางด้วยกัน ดังนี้

แนวทางแรก เสนอโดยรองศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากวิทยานิพนธ์เมื่อปี 2539 ว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญใหม่จัดตั้งขึ้น ควรจะต้องนำคำสั่งคณะปฏิวัติทุกฉบับ มาตรวจสอบว่าคำสั่งคณะปฏิวัตินั้นๆ มีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และถ้าหากผลการตรวจสอบพบว่า คำสั่งคณะปฏิวัติฉบับใดมีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องตราพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัตินั้นโดยเร็ว[12] หรือ “หากองค์กรนิติบัญญัติมิได้ตรากฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งคณะปฏิวัติมิได้มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนมีความเห็นที่แตกต่างออกไป ก็อาจนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล” [13]

กล่าวคือ การเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฏร วุฒิสภา หรือสภาอื่นใดที่เกิดจากการจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ทำการพิจารณาประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารทั้งหมดว่ามีคำสั่งใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากพบว่าคำสั่งหรือประกาศคณะรัฐประหารฉบับใดขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และให้มีการเสนอการออกกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เทียบเท่าหรือสูงกว่าประกาศหรือคำสั่งนั้น ยกเลิกประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารอย่างเร็วที่สุดตามกระบวนการ หรือหากมีประชาชนทั่วไปเห็นว่าประกาศหรือคำสั่งใดของคณะรัฐประหารขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะเสนอเป็นคดีความขึ้นต่อศาลเพื่อวินิจฉัยต่อไปได้

แนวทางที่สอง ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก นักรัฐศาสตร์อาวุโส ได้เคยเสนอไว้ว่า “อย่างดีที่สุด คำสั่งและประกาศของคณะปฏิวัติก็มีศักดิ์หรือฐานะเพียง “เทียบเท่า”  กฎหมายในสถานการณ์นั้นๆ และซึ่งย่อมจะต้องหมดสภาพความเป็นกฎหมายไปทันทีโดยอัตโนมัติ เมื่อประกาศใช้ระบอบรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติและตุลาการปกติ“[14] เป็นการเสนอให้ถือเสมือนว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารมีอำนาจและผลบังคับใช้อยู่ชั่วขณะหนึ่งระหว่างการรัฐประหาร แต่หากคณะรัฐประหารได้ลงจากอำนาจ และประเทศกลับเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญและวิถีทางแห่งประชาธิปไตยแล้ว ก็ให้ถือเสมือนว่าประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารนั้นหมดอำนาจและการบังคับใช้เป็นกฎหมายไปในทันที เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางนิติบัญญัติและตุลาการปกติของสังคมต่อไป โดยในทางปฏิบัติแล้วอาจกระทำได้ด้วยการยกร่างเป็นกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา ที่ประกอบไปด้วยหลักการ เนื้อหาและกระบวนการปฏิบัติจริง หรืออาจมีพิจารณาเพื่อเพิ่มหลักการตามข้อเสนอเหล่านี้เข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญที่จะถูกร่างขึ้น และประกาศใช้ภายหลังการรัฐประหารสิ้นสุดลง

แนวทางสุดท้าย  เสนอโดยคณะนิติราษฎร์ ที่เคยเสนอว่าให้ “ประกาศให้รัฐประหารและการกระทำใดๆ ที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายเสียเปล่า และถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย”[15] แม้ว่าคณะนิติราษฎร์ จะเสนอต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หากมองในแง่ข้อเสนอแล้ว ใจความสำคัญคือการลบล้างผลพวงจากรัฐประหารทั้งหมด ให้ถือว่าเสียเปล่าและไม่เคยเกิดขึ้นเลย ทั้งมีการยกตัวอย่างในนานาอารยประเทศขึ้นมาประกอบ เพื่อเป็นการยืนยันหลักการนิติรัฐและประชาธิปไตย[16] เป็นข้อเสนอและหลักการที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับการลบล้างผลพวงที่เกิดจากการรัฐประหารได้ไม่ว่าจะครั้งใดก็ตาม

ทั้งสามแนวทางนี้ล้วนเป็นข้อเสนอที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นการวางรากฐานไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นแนวทางเพื่อการลบล้างผลกระทบที่เกิดจากการกระทำรัฐประหาร หรือที่เรียกว่า “สิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์” อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองประชาธิปไตย และเป็นการป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่อยู่นอกเหนือวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศต่อไปในอนาคต

 

อ้างอิง 

[1] ตัวเลขรวมจากบทวิเคราะห์ 3 ปีรัฐประหารของ คสช. โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนhttp://www.tlhr2014.com/th/?p=4307

ประกอบกับจำนวนประกาศ/คำสั่ง คสช. จากเว็บไซต์ http://library2.parliament.go.th/giventake/ncpo.html

[2] ตัวเลขจำนวนคำสั่งและประกาศคณะรัฐประหารชุดต่างๆ อ้างอิงจาก “ข้อมูลกฎหมาย ประเภทประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูปและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง”, สำนักงานกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (ร.ก.12/2555) ประกอบกับจำนวนประกาศและคำสั่งของคสช. จากเว็บไซต์ http://library2.parliament.go.th/giventake/ncpo.html

[3] อธิปบุตราช, วิทยานิพนธ์เรื่องปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะและการใช้อำนาจรัฐของคณะรัฐประหารในประเทศไทย, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2552, น.72

[4] “ศาลทหารอนุญาตฝากขัง 13 นักกิจกรรมแจกเอกสารโหวตโน ผู้ต้องหา 7 รายยืนยันไม่ขอประกันตัว” อ้างอิงจาก https://tlhr2014.wordpress.com/2016/06/24/ndm_voteno/

[5] “จับ 3 นักกิจกรรม NDM พร้อมนักข่าว แจ้งผิด พ.ร.บ.ประชามติ หลังค้นรถเจอเอกสาร Vote No” อ้างอิงจาก http://www.tlhr2014.com/th/?p=1033

[6] เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ ,น.251

[7] สมชาย ปรีชาศิลปกุล, วิทยานิพนธ์ เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายบางประการเดี่ยวกับการปฏิวัติ ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2539 , น.126

[8] วิษณุ เครืองาม, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, น.755

[9] สมชาย ปรีชาศิลปกุล, วิทยานิพนธ์ เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายบางประการเดี่ยวกับการปฏิวัติ ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2539 , น.121

[10] ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ยังคงรับรองว่าประกาศหรือคำสั่งของคสช.ใดที่ออกมามีผลบังคับแล้วและจะออกมาในอนาคต ก็ให้มีผลโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  โดยที่การแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือ ยกเลิก ต้องกระทำด้วยการตราเป็นพระราชบัญญัติ  : รัฐธรรมนูญมาตรา 279

[11] การใช้ชื่อของคำสั่งคณะปฏิวัติ มักผันแปรไปตามชื่อของคณะผู้ทำการดังกล่าว ดังนั้นไม่ว่าจะใช้ชื่อแตกต่างกันอย่างไร ในบทความนี้ ให้หมายรวมถึงประกาศหรือคำสั่งคณะรัฐประหารที่ตราขึ้น

[12] สมชาย ปรีชาศิลปกุล, วิทยานิพนธ์ เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายบางประการเดี่ยวกับการปฏิวัติ ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2539 , น.137

[13] สมชาย ปรีชาศิลปกุล, วิทยานิพนธ์ เรื่อง ปัญหาทางกฎหมายบางประการเดี่ยวกับการปฏิวัติ ,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2539 , น.138

[14] เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ ,น.254

[15] แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ http://www.siamintelligence.com/nitirat-25-sep-event-2/

[16] แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสงัคมถึงความเป็นไปได้จริงมากน้อยเพียงใด  ทั้งผู้คนในสังคมยังมีความเห็นขัดแย้งกันในหลายประเด็นของข้อเสนอ

 

 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Tags: , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน