Member Login
Lost your password?

ภาค 1 : “SLAPPs” การฟ้องปิดปากหลังรัฐประหาร 2557

22/09/2017
By

 

สุทธิเกียรติ คชโส[1]

ความหมายและขอบเขตการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs

  1. ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเทศไทยมีอัตราการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะวิธีการดำเนินคดีโดยรัฐเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการต่อต้านและการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาล คสช. ที่ยึดอำนาจการปกครองด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องขจัดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และปราบปรามผู้ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

 

  1. ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ก็ตาม มักจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยรัฐ ทั้งอาศัยฐานความผิดที่มีโทษทางอาญาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แล้ว หรือโดยอาศัยคำสั่งและประกาศของที่คณะรัฐประหารออกมาเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือผลการกระทำของรัฐบาล

 

  1. มาตรการข้างต้นนอกจากรัฐบาลแล้ว ในภาคธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาต่างๆ ก็ยังใช้มาตรการเดียวกันเข้ามาจัดการยับยั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเช่นกัน ซึ่งถูกนำมาใช้มากกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้

 

  1. ดังนั้น การทำความเข้าใจมาตรการของรัฐในการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงออกของประชาชน และมาตรการของภาคธุรกิจที่ใช้ในการตอบโต้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เพื่อให้ทราบว่ากลไกอันเป็นกฎหมายใดที่รัฐใช้เพื่อควบคุมการใช้สิทธิในเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนและการยับยั้งนั้นมีผลต่อผู้ถูกกล่าวหาตลอดทั้งครอบครัวและสังคมในประเด็นใดบ้าง

 

  1. ผู้เขียนพบว่า ยุทธศาสตร์หนึ่งของการฟ้องร้องดำเนินคดีในรูปแบบที่เป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะหรือปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายควบคุมการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือแสดงออก ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Strategic Lawsuits Against Public Participation หรือ SLAPPs เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผู้กระทำมีทั้งรัฐและภาคเอกชน วิธีการนี้มักถูกนำมาใช้กับผู้ที่เรียกร้องสิทธิ ไม่ว่าเป็นองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) ปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เช่น การทำกิจกรรมของผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล การแสดงความคิดเห็นต่อโครงการพัฒนาของรัฐและการต่อต้านโครงการอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

(ภาพกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ชูป้ายไม่ยอมรับพ.ร.บ.ชุมนุม)

  1. ตัวอย่างการศึกษา SLAPPs ในต่างประเทศ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิชาการอย่าง Pring และ Canan พบว่า SLAPPs เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา[2] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การเดินขบวนประท้วง (Demonstrations) การบอยคอตหรือการคว่ำบาตร (Boycotts) และการรณรงค์ประชามติเรื่องสิทธิการเลือกตั้ง (Referendum Elections)[3] เป็นต้น

 

  1. เมื่อขอบเขตของการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAAPs มีความหลากหลายจึงทำให้การนิยามความหมายของ SLAPPs เป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีเกณฑ์ตายตัวในการชี้วัดว่าคดีความที่เกิดขึ้นเป็น SLAPPs หรือไม่ ดังนั้น การพิจารณาอาจดูได้จากแรงจูงใจของคำฟ้อง ซึ่งบ่งบอกเป็นนัยยะว่าลักษณะของการฟ้องคดีมีเป้าหมายเกี่ยวกับการทำให้หยุดแสดงออกทางการเมืองหรือยับยั้งการต่อสู้ทางการเมืองหรือการพูดประเด็นสาธารณะ[4]ใช่หรือไม่และอย่างไร

 

  1. สถานการณ์การฟ้องร้องดำเนินคดีในประเทศไทยที่อาจนำมาเทียบเคียงว่าอยู่ในความหมายและขอบเขตของการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAAPs ได้ มักเกิดกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่แม้กลุ่มดังกล่าวจะให้ความหมายของการต่อสู้เรียกร้องในกลุ่มตนที่แตกต่างกัน เช่น การต่อสู้ด้านสิทธิพลเมืองและด้านการเมือง ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านป่าไม้ที่ดิน ชุมชนดั้งเดิมและวัฒนธรรม หรือประเด็นอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วบุคคลหรือกลุ่มคนดังกล่าวก็มักต่อสู้ด้วยวิธีการพูดหรือการเปล่งเสียง (Speaking Out) ให้ดัง ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้คนในสังคมทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นและมุ่งต่อสู้ประเด็นปัญหาของตัวเองให้ได้รับการแก้ไขจากรัฐ แม้กระบวนการเหล่านั้นจะชี้ให้เห็นว่า รัฐเป็นตัวกำหนดหรือควบคุมอำนาจที่ครอบคลุมทุกปัญหาในระดับโครงสร้างทางการเมือง แต่การที่คนหรือกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องถูกปิดปากโดยผู้ถูกกล่าวหาใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ แต่นอกจากรัฐที่เป็นผู้กระทำแล้วยังรวมถึงบริษัทเอกชนที่อาจสูญเสียประโยชน์และขาดความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจจากการร้องเรียนหรือการพูดถึงข้อเท็จจริงของผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการในชุมชน[5] จึงสามารถสรุปได้ว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs ก็เกิดขึ้นกับบุคคลหรือกลุ่มกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมประเทศไทยเช่นกัน

ตัวอย่างการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องดำเนินคดีลักษณะ SLAPPs

  1. เมื่อความหมายและขอบเขตของการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs แสดงให้เห็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้กล่าวหาว่ากระทำเพื่อการแก้แค้นหรือข่มขู่ด้วยการลงโทษผู้ที่มีความคิดเห็นต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยทางการเมืองซึ่งเป็นขั้วตรงข้าม หรือเพื่อยับยั้งการอภิปรายข้อบกพร่องของการดำเนินการที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือต่อสังคม โดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อมและการต่อต้านโครงการพัฒนา อันนำมาสู่การถูกฟ้องคดีโดยการใช้ศาลเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งไม่ให้พูด โดยผู้ฟ้องอาจเพียงแค่ต้องการให้เกิดภาระทางคดีแก่ผู้ถูกฟ้องแต่ไม่ได้หวังผลชนะในทางคดี[6]

(ภาพกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดหน้าศาลจังหวัดเลย)

  1. ตัวอย่างการฟ้องร้องหรือการดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs เช่น ผู้กล่าวหาแจ้งความในความผิดฐานหมิ่นประมาท (Defamation) ต่อผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกล่าวใส่ร้ายป้ายสีและยโดยอ้างถึงข้อความหรือรูปภาพที่ผู้ถูกกล่าวหาเผยแพร่ทำให้ผู้กล่าวหาเสียหาย การดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทางธุรกิจหรือทางการค้า (Business Torts) ซึ่งผู้กล่าวหาอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาแทรกแซงการดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิพากษ์วิจารณ์สินค้า (Product Disparagement) หรือวิจารณ์กระบวนการผลิตสินค้าในทางลบ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการละเมิดในทางบริหารงานยุติธรรม (Judicial-Administrative Torts) เช่น ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และความผิดในฐานที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติอย่างความผิดเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิด ยุยงปลุกปั่น หรือก่อกบฏ (Conspiracy) หรือฐานความผิดอื่นที่มีโทษทางอาญา เช่น (Miscellaneous Wrongs) เช่น ก่อกวนให้เกิดความรำคาญ (Nuisance) หรือบุกรุก (Invasion of Privacy) เป็นต้น[7]

 

  1. ในประเทศไทย ปราฏการณ์การฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs เริ่มเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีผลใช้บังคับ แต่เพิ่มมากขึ้นภายหลังปี 2556 ส่วนใหญ่พบในคดีที่เกี่ยวพันกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิแรงงานและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทหรือกลุ่มทุนมักเป็นโจทก์ในการฟ้องคดีนักวิจัย นักเคลื่อนไหวหรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินงานของบริษัทให้ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานบุกรุกหรือฐานหมิ่นประมาทจากการเผยแพร่รูปภาพหรือข้อความอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียชื่อเสียง เช่น กรณี นายอานดี้ ฮอลล์ (Mr.Andy Hall) นักวิจัยด้านสิทธิแรงงาน ได้เขียนงานวิจัยที่มีเนื้อหาว่าบริษัทเนเชอรัล ฟรุต จำกัด (Natural Fruit Co., Ltd.) จ้างแรงงานเด็กด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดในโรงงานผลไม้กระป๋อง ต่อมานายอานดี้ถูกทางบริษัทดังกล่าว ฟ้องด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทและพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมถึงเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งกว่า 32.1 ล้านบาท[8] หรือกรณีกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำในจังหวัดเลย ถูกบริษัท ทุ่งคำ จำกัดที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งหมดกว่า 20 คดี ประกอบด้วยความผิดฐานบุกรุกจากการก่อสร้างสิ่งกีดขวางบนถนน ความผิดฐานหมิ่นประมาทจากการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการรวมทั้งยังฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งรวมกว่า 320 ล้านบาท[9] เป็นต้น

 

(ชาวบ้านเดินทางมาให้กำลังใจระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลพระโขนงของ Mr.Andy Hall)

  1. หลังจากการรัฐประหารในช่วงกลางปี 2557 เป็นต้นมา คสช. ออกประกาศและคำสั่งหลายฉบับและใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งจัดกิจกรรมทางการเมืองหรือผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่อต้าน คสช. เช่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ หรือการใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้เช่น ใช้ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กับผู้ที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล หรือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (Lèse Majesté) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งต้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลทหารทั้งสิ้น[10]

 

  1. ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้คำสั่งและประกาศบางฉบับในลักษณะจำกัดการใช้สิทธิอย่างสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น หรือสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐกิจ การออกเสียง หรือการรับการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำพาและวางรากฐานประเทศเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิไตย เหตุผลส่วนหนึ่งที่กฎหมายเหล่านั้นสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกอย่างดีในกระบวนพิจารณาคดีซึ่งมีผลยับยั้งผู้ที่ใช้สิทธิดังกล่าว ก็เพราะว่าการกระทำในนามของกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งหรือประกาศนั้น ได้รับการยกเว้นจากการถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาล ผู้ถูกกล่าวหาจึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่หลายครั้งก็ล่าช้าและยังมีปัญหาถึงมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในหลายประการ

 

  1. ปัจจุบัน ด้วยผลของการบังคับใช้คำสั่ง ประกาศและกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีผู้ถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนคำสั่งหรือประกาศหรือถูกดำเนินคดีด้วยฐานความผิดตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งหรือประกาศ หรือแม้แต่ถูกดำเนินคดีด้วยฐานความผิดเกี่ยวกับการความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พบว่ามีผู้ถูกจับกุมช่วงระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 อย่างน้อย 597 คน มีผู้ถูกดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างน้อย 82 คน และมาตรา 116 อย่างน้อย 64 คน ส่วนพลเรือนซึ่งต้องขึ้นศาลทหารประมาณ 300 คน และยังมีกิจกรรมที่ถูกปิดกั้น-แทรกแซงอย่างน้อย 152 ครั้ง
  2. นอกจากนี้ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาและจำเลยในกลุ่มคดีดังกล่าว อย่าง นางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจากการปฏิเสธไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นรถยนต์เพื่อหาสิ่งของของลูกความไปใช้เป็นพยานหลักฐาน[11]และถูกกล่าวหาว่าทำการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน[12] จากการปฏิบัติหน้าที่ทนายความอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนมองว่าการดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยบทบาทของทนายความ (UN Basic Principles on the Role of Lawyers) อย่างร้ายแรง

(ภาพน.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริหลังจากเข้ารับทราบข้อกล่าวหา)

  1. ผลจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs ดังกล่าว ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่เพียงแค่ต้องจ่ายค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ในคดี[13] เท่านั้น แต่ยังต้องสูญเสียเวลากับกระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อยาวนาน อาจไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนรอบข้างในสังคม เกิดผลกระทบต่อจิตใจที่คล้ายถูกข่มขู่ให้เกิดความกังวลใจ ทำให้สูญเสียรายได้ นอกจากนี้ การต้องเดินทางไปศาลหลายครั้งยังทำให้เกิดผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและครอบครัว[14] เป็นต้น ส่วนการถูกฟ้องคดีโดยรัฐอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง คสช. ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาบางรายต้องขึ้นสู่การพิจารณาคดีในศาลทหาร ซึ่งรูปแบบการพิจารณาคดีแตกต่างจากศาลยุติธรรม อีกทั้งตุลาการศาลทหาร “โดยหลักการ” ขาดความเป็นกลางและไม่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างเพียงพอ[15]

 

  1. นอกจากนี้ ในบางกรณี การเลือกดำเนินคดีกับบุคคลใดและอัตราการดำเนินคดีที่เพิ่มสูงขึ้นในความผิดฐานใดฐานหนึ่ง มักถูกมองว่าถูกนำมาใช้อย่างจงใจเพื่อจะจัดการกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ และอาจตีความได้ว่าเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs เช่นเดียวกัน ล่าสุดกรณี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (หรือไผ่ ดาวดิน) ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาโดยทหารในพื้นที่ว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากการที่นายจตุภัทร์แชร์บทความพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 จากเว็ปไซต์ข่าวบีบีซี ภาคภาษาไทย ซึ่งเป็นสำนักข่าวต่างประเทศที่มีผู้แชร์ข่าวมากกว่า 2,400 คน[16] ซึ่งที่ผ่านมานายจตุภัทร์เป็นนักศึกษาและแกนนำนักกิจกรรมที่มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสิทธิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาคอีสานมาโดยตลอด รวมทั้งยังมีบทบาทในการคัดค้านรัฐประหาร 2557 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น แนวโน้มการดำเนินคดีดังกล่าว จึงถูกสาธารณชนมองว่าฝ่ายรัฐต้องการทำให้นายจตุภัทร์หยุดเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ผลของคำพิพากษาจึงกระทบต่อทัศนคติของสาธารณชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมโดยตรง

(ภาพนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หลังถูกอายัดตัวจากศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ)

  1. กล่าวคือ ในการดำเนินคดีอาญาปกติ ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะได้รับการรับรองจากรัฐ โดยศาล พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนว่า สิทธิในการปล่อยชั่วคราวของตนจะได้รับการพิจารณาเป็นหลัก การไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวต้องเป็นข้อยกเว้น โดยใช้หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้กระทำความผิดนั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีคำพากษาถึงที่สุด ซึ่งนายจตุภัทร์เองเคยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีนี้โดยใช้เงินสด 400,000 บาท แต่ถูกถอนประกันในเวลาต่อมาหลังจากที่นายจตุภัทร์โพสต์ถึงการถูกศาลเรียกหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงินจำนวนมาก จากนั้นแม้นายจตุภัทร์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลถึง 10 ครั้ง ศาลก็ไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวอีกเลยจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาในคดีนี้[17]

(ภาพการจัดกิจกรรมให้กำลังนายจตุภัทร์ของกลุ่มนักศึกษา และถูกดำเนินคดีในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล)

  1. นอกจากนี้ บุคคลที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวของนายจตุภัทร์ก็ยังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล (Contempt of Court)[18] ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ทำให้การทำกิจกรรมเพื่อเรียกร้องหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ความผิดฐานดังกล่าวจะมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท แต่ด้วยเหตุที่เป็นฐานความผิดพิเศษที่ขั้นตอนในการพิจารณาคดีถูกลดความสำคัญลงจนไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้ถูกกล่าวได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ บุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีจึงกลายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ถูกกระบวนการยุติธรรมจัดการและมีผลให้ผู้ที่สนับสนุนการกระทำนั้นกลัวและเงียบไปเอง

 

 

ผลของการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs ที่ก่อความเสียหายมากกว่าตัวเงิน

  1. เมื่อการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPs คือการกระทำที่ผู้กล่าวหาประสงค์ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเสียหายทั้งในทางคดีและโดยประการอื่น การฟ้องร้องดำเนินคดีดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการกล่าวร้าย (Abuse of Process) หรือเรียกได้ว่าก่อความเสียหาย ด้วยการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง ซึ่งผู้กล่าวหาที่อาจจะเป็นรัฐหรือเอกชนมักฟ้องคดีโดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาเกิดความวิตกกังวล (Emotional Distress) ในการพูดหรือใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและทำให้เกิดความกลัวต่อการตกเป็นจำเลยในคดีและจำเลยของสังคมจากการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต โดยผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนเสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรม และเมื่อการถูกฟ้องคดีทำให้ภาระการพิสูจน์ว่าตนมิได้กระทำความผิดตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ก็ยิ่งสร้างยุ่งยากให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดี และยังสร้างความเสียหายมากขึ้นอีกหากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางคดีจากทนายความหรือนักกฎหมายได้ นอกจากนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบันยังมีผู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยขัดต่อหลักนิติรัฐ ต้องตกอยู่ในกระบวนการออกกฎหมายที่ไม่ปกติและอาจถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร จึงเป็นการยากยิ่งที่จะประกันว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

 

  1. ผลของการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกหรือแสดงความเห็นและสิทธิด้านอื่นของผู้ถูกกล่าวด้วยการนำคดีขึ้นสู่ศาล จึงสร้างความเสียหายให้ทั้งกับตัวผู้ถูกกล่าวหาหลายประการตามที่กล่าวไปข้างต้น และยังสร้างภาระให้กับกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม จนนำไปสู่การลดทอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรม และยังทำให้บุคคลในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเสียเวลาต่อการจัดการข้อพิพาทอันไม่จำเป็น ซึ่งเป็นความเสียหายที่มิอาจคำนวณเป็นเงินได้และไม่ควรเกิดขึ้น

 

  1. ผู้เขียนเห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยยังต้องวางรากฐานให้หลักนิติรัฐได้เข้ามาจัดการให้ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีที่มาจากประชาชนและมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหนึ่งในวิธีการสร้างกระบวนมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพคือ รัฐต้องสามารถประกันได้ว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น ในระหว่างบุคคลด้วยกันต่างต้องเคารพและยอมรับการใช้สิทธินั้นของบุคคลอื่น ส่วนบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอาจต้องสร้างเครื่องมือใหม่ขึ้นมาป้องกันการฟ้องร้องดำเนินคดีในลักษณะ SLAPPS หรือใช้กฎหมายในวิธีพิจารณาคดีเพื่อยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำดังกล่าว เช่น การพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นอัยการ การสั่งไม่ฟ้องคดีโดยพนักงานสอบสวนหรือพนักอัยการ เป็นต้น

 

 

 

 แหล่งอ้างอิง 

[1] จบการศึกษาระดับปริญญาโท จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นนักกฎหมายประจำมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw)

 

[2] George W. Pring and Penelope Canan. (1992). Strategic Lawsuits Against Public Participation (SLAPPs): An Introduction for Bench, Bar and Bystanders. Bridgeport Law Review Quinnipiac College, 12(4). 939-940.

[3] George W. Pring. (1989). SLAPPs: Strategic Lawsuit against Public Participation. Peace Environmental Law Review, 7(1). 5.

[4] Dwight H. Merriam and Jeffrey A. Benson. (1993). Identifying and Beating a Strategic Lawsuit Against Public Participation. Duke Environmental Law & Policy Forum, 17(3). 19.

[5] D. Mark Jackson. (2001). The Corporate Defamation Plaintiff in the  Era of SLAPPs: Revising New York Times v. Sullivan. William & Marry Bill of Rights Journal, 9(2). 493.

[6] Dwight H. Merriam and Jeffrey A. Benson. (1993). Identifying and Beating a Strategic Lawsuit Against Public Participation. Duke Environmental Law & Policy Forum, 17(3). 17.

[7] George W. Pring and Penelope Canan. (1992). Strategic Lawsuits Against Public Participation (SLAPPs): An Introduction for Bench, Bar and Bystanders. Bridgeport Law Review Quinnipiac College, 12(4). 946-947.

[8] Jirawat Suriyashotichyangkul. (2015). Asymmetrical Legal Protections for Human Rights Abuses Associated with Corporations: The use of legal threats against human rights defenders and victims. TDRI Quarterly Review, 30(2). 19-20.

[9] The Forum on Justice System Community Rights and Human Rights Defenders Documentation. May 9, 2016, Boonchu Rojanasatian room, Thammasat University (Tha-Phrajan).

[10] Thai Lawyers for Human Rights. (2016). Nai Nam Khong Kuam A Yud Ti Tham Pai Tai Kor Sor Chor [In Thai]. On behalf of Injustice under NCPO [In English]. Bangkok: Thai Lawyers for Human Rights. 30-32.

[11] Prachatai. Police press charges against human rights lawyer for defying their orders. May 13, 2016. http://www.prachatai.com/english/node/6160

[12] Prachatai. Embattled human rights lawyer accused of sedition. September 28, 2016. http://www.prachatai.com/english/node/6601

[13] George W. Pring and Penelope Canan. (1992). Strategic Lawsuits Against Public Participation (SLAPPs): An Introduction for Bench, Bar and Bystanders. Bridgeport Law Review Quinnipiac College, 12(4). 942.

[14] D. Mark Jackson. (2001). The Corporate Defamation Plaintiff in the  Era of SLAPPs: Revising New York Times v. Sullivan. William & Marry Bill of Rights Journal, 9(2). 494.

[15] Thai Lawyers for Human Rights. (2016). Nai Nam Khong Kuam A Yud Ti Tham Pai Tai Kor Sor Chor [In Thai]. On behalf of Injustice under NCPO [In English]. Bangkok: Thai Lawyers for Human Rights. 95.

[16] BBC. Thailand to try activist who shared king’s profile on Facebook. February 10, 2017. http://www.bbc.com/news/world-asia-38928904

[17] ilaw. Jatupat-Sharing BBC Article. September 22, 2017. https://freedom.ilaw.or.th/th/case/756#progress_of_case

[18] Prachatai. Activists demanding Pai Dao Din’s release accused of contempt of court. March 17, 2017. https://prachatai.com/english/node/7010 and 3 more activists accused of contempt of court for demanding Pai’s release. March 21, 2017. https://prachatai.com/english/node/7016

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน