Member Login
Lost your password?

นักวิชาการกฎหมายให้การคดีไทยศึกษา ชี้คำสั่งหน.คสช.3/58 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อมีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ

12/10/2017
By

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.60 ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางเข้ายื่นคำให้การในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญต่อพนักงานสอบสวนสภ.ช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ในคดีของ 5 นักวิชาการ นักศึกษา และนักแปล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากกรณีการติดแผ่นป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร”ที่ฝาผนังห้องประชุมศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60

ในคดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งห้าคน ได้แก่ นายชยันต์ วรรธนะภูติ, นางภัควดี วีระภาสพงษ์, นายนลธวัช มะชัย, นายชัยพงษ์ สำเนียง และนายธีรมล บัวงาม ได้ถูกกล่าวหาว่าการติดแผ่นป้ายดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง เป็นการต่อต้าน ยุยง ปลุกปั่น หรือปลุกระดมทางการเมือง อาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลในเชิงลบ โดยผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอให้พนักงานสอบสวนได้สอบพยานนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพิ่มเติมจำนวน 5 คน เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ของผู้ต้องหา

 

(ภาพจาก TCIJ)

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับการคุ้มครองทั้งในรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

คำให้การโดยสรุป ผศ.ดร.จันทจิราเห็นว่าว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นต้นมา จนถึงรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2560 มาตรา 34  ได้ให้การรับรองเสรีภาพชองบุคคลในการแสดงความคิดเห็นไว้อย่างชัดแจ้ง ทั้งโดยบัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ และโดยปริยาย ตามพันธะกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยลงนามผูกพันแล้ว โดยเฉพาะตามข้อ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UDHR) และข้อ 19 ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศรับรองและคุ้มครองนี้ ย่อมมีผลบังคับผูกพันสถาบันของรัฐโดยตรงทุกองค์กร ในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่สำคัญๆ ในระดับที่เป็นสากลตามหลักสิทธิมนุษยชนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยพิจารณานำเอาหลักการในพันธกรณีระหว่างประเทศมาพิจารณาประกอบกับตัวบทรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคดีโดยตรง ดังปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 12/2555 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2555

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติยังได้จัดทำ “ความเห็นทั่วไปหมายเลข 34” ว่าด้วยสาระสำคัญของข้อบทที่ 19 เสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ตามกติกา ICCPR อธิบายเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออกว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคล เป็นเสรีภาพที่ประสานเป็นเนื้อเดียวกันกับเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม และสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน เสรีภาพชนิดนี้มีความจำเป็นและเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตย

ทุกสังคม เสรีภาพในการคิดและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและเป็นพาหนะสำหรับการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาความคิดเห็นของบุคคลให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป เสรีภาพทั้งสองเป็นเงื่อนไขอันจำเป็นสำหรับการควบคุมบังคับให้หลักความโปร่งใสและหลักความรับผิดชอบของรัฐเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

คณะกรรมการฯ เห็นว่ารัฐภาคีไม่อาจพรากหรือทำลายเสรีภาพชนิดนี้ ไปจากประชาชนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจจัดทำข้อสงวนหรือข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามข้อบทที่ 19 นี้ เป็นการทั่วไปได้ การที่รัฐจัดทำข้อสงวนเป็นการทั่วไปสำหรับเสรีภาพในการแสดงออกหรือเผยแพร่ความคิดเห็นของบุคคลถือว่าเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของ ICCPR อย่างชัดแจ้ง ซึ่งคณะกรรมการฯ มีสิทธิที่จะจัดทำรายงานความเห็นเสนอต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ขององค์การสหประชาชาติต่อไปได้ และประเทศไทยอาจได้รับผลร้ายจากการละเมิดเสรีภาพตามมาตราดังกล่าวในทางระหว่างประเทศ

 

คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการจำกัดเสรีภาพ

แม้รัฐธรรมนูญและ ICCPR จะมีบทอนุญาตให้รัฐจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ แต่การจำกัดเสรีภาพฯ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการต่อไปนี้

1) การจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะกระทําได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น และกฎหมายที่ว่านี้ต้องเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งตราขึ้นโดยรัฐสภา สำหรับคําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ นี้ไม่ได้ตราขึ้นโดยรัฐสภา จึงขาดความชอบธรรมทางการเมือง นอกจากนี้ ปัจจุบันความในข้อ 12 ของคำสั่ง คสช.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยผลของการประกาศใช้บังคับกฎหมายใหม่ คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

2) การจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต้องกระทำภายใต้วัตถุประสงค์ที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศให้อำนาจเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและ ICCPR ในข้อ 19 วรรค 3 พบว่าได้กําหนดขอบวัตถุประสงค์ในการจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้เพียง 2 ประการคือ เพื่อการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น หรือเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อการสาธารณสุขหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และพระราชบัญญัติที่มีบทจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนจะต้องระบุวัตถุประสงค์ข้างต้นข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้ออย่างชัดเจนในกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

3) การจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต้องกระทําเท่าที่จําเป็น (Necessary) ตามหลักความได้สัดส่วน (proportional principles) ซึ่งคําว่า “จําเป็น” นั้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้วางเงื่อนไขการพิจารณาเป็น 2 ประการ กล่าวคือ

(ก) การจํากัดเสรีภาพนั้นจำเป็นต้องกระทำเป็นเรื่องเร่งด่วน (Pressing) หรือไม่ หรือเป็นความจําเป็นอย่างแท้จริง (Substantial Need) หรือไม่

(ข) มาตรการที่กําหนดขึ้นเพื่อจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น จําเป็นจะต้องมีความเชื่อมโยงอย่างมีเหตุมีผลกับวัตถุประสงค์ที่มุ่งคุ้มครองที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งในกรณีนี้รัฐจําเป็นที่จะต้องวางมาตรการข้อจํากัดนั้นอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้มาตรการนั้น ๆ รุกล้ำเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจนกระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิ

ในแง่นี้ การกำหนดลักษณะการกระทำผิดที่กว้างเกินไปและเป็นการทั่วไปเกินไป ถือว่าขัดต่อหลักความจำเป็นตามหลักความได้สัดส่วน คําสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของบุคคล แต่การกำหนดฐานความผิดมีลักษณะทั้ง “กว้างเกินไป” กล่าวคือคำว่าการ “ชุมนุมทางการเมือง” ไม่มีความหมายที่แน่นอนชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าใจและกำหนดพฤติกรรมของตนเองได้ว่าการชุมนุมอย่างไรเป็นการชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นความผิดและจะได้รับโทษ

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเป็น “การทั่วไปเกินไป” เพราะเหตุว่าเพียงการชุมนุมกัน ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ก็เป็นความผิดตามคำสั่งฉบับนี้ทันที ซึ่งข้อเท็จจริงทุกวันมีผู้คนชุมนุมกันทั้งในที่ส่วนบุคคล (private place) และที่สาธารณะ (public place) เกินกว่า 5 คนเสมอๆ จึงเห็นว่ามาตรการที่ข้อ 12 ของคำสั่งฯ กําหนดขึ้นเพื่อจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมนั้น ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างมีเหตุมีผลกับวัตถุประสงค์ที่รัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศมุ่งคุ้มครอง

 

จะเห็นความบกพร่องนี้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบบทบัญญัติข้อ 12 กับกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์และมาตรการใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง ได้แก่ มาตรา 215 ประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติว่า

“ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ฯลฯ”

เห็นได้ว่ามาตรา 215 มีการกำหนดองค์ประกอบความผิดที่ใช้ถ้อยคำชัดเจนในระดับที่บุคคลธรรมดาสามารถเข้าใจได้ และสามารถกำหนดการกระทำของตนได้ถูกต้อง และข้อสำคัญการจํากัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมตามมาตรา 215 นั้นมีความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ที่มุ่งคุ้มครอง อันได้แก่ ความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อย และสวัสดิภาพความปลอดภัยของบุคคลที่สาม จึงมีความเห็นว่าบทบัญญัติข้อ 12 ของคําสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศฯ (ICCPR)  ข้อบทที่ 19

แม้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมจะตราขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษ เช่นว่า ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือการประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม บทบัญญัติของกฎหมายนั้นก็ยังจำเป็นต้องมีความชัดเจนแน่นอน

นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ มีมติให้ถือว่ากฎหมายลักษณะดังต่อไปนี้ไม่สอดคล้องต้องกันกับข้อยกเว้นข้อบทที่ 4 ของ ICCPR ได้แก่ กฎหมายที่อนุญาตให้ระงับหรือห้ามเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นเพื่อประโยชน์มหาชน ถูกต้องตามกฎหมาย และที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ หรือกฎหมายที่ให้ดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักวิจัย นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน หรืออื่น ๆ

ดังนั้น เห็นว่าการที่ประเทศอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ไม่เป็นเหตุให้รัฐได้รับยกเว้นหรือตั้งข้อสงวนหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อบทที่ 19 ของพันธกรณีระหว่างประเทศ (ICCPR)

 

คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อมีพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

ผศ.ดร.จันทจิรายังระบุว่าคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558  ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มีผลใช้บังคับ และก่อนการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา

ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับแล้ว ตามหลักการใช้การตีความกฎหมายย่อมถือว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 สิ้นผลไปโดยปริยาย ไม่สามารถใช้บังคับกับประชาชนได้นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา ตามหลัก “กฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าซึ่งมีเนื้อหาอย่างเดียวกัน”

นอกจากนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติให้การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคําสั่งของ คสช.หรือหัวหน้าคณะ คสช. ให้กระทําได้โดยทำเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะออกมาใช้บังคับแล้ว

เมื่อพิจารณาเหตุผลทั้งสองประการประกอบกัน จึงสรุปได้ว่าปัจจุบันคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่  3/2558 ไม่มีสภาพบังคับกับประชาชนแล้ว เนื่องจากถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 279  ผศ.ดร.จันทจิราจึงเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งห้าคนไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด

 

อ่านเพิ่มเติม

เสรีภาพสำคัญยิ่งสำหรับงานประชุมวิชาการ: เปิดคำให้การ ‘อานันท์ กาญจนพันธุ์’ ในคดีไทยศึกษา

นักวิชาการรัฐศาสตร์-สื่อสารมวลชน เข้ายื่นคำให้การพยานในคดี ‘เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร’

อัยการแขวงยังไม่มีคำสั่งฟ้องคดี 5 ผู้ต้องหากรณีไทยศึกษา นัดรายงานตัวอีกครั้ง 24 ต.ค.

ประมวล 18 แถลงการณ์-จม.เปิดผนึกทั้งไทยและเทศ ร้องยุติดำเนินคดี 5 ผู้ต้องหาคดีไทยศึกษา

 

Tags: , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ข้อหาชุมนุมทางการเมือง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน