Member Login
Lost your password?

คสช. กับการแทรกแซงกิจการตำรวจ : การปฏิรูปตำรวจโดยประกาศ คสช. (2)

20/10/2017
By

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาที่มีภารกิจเพื่อให้กฎหมายอาญามีผลบังคับใช้เเละทำให้ภารกิจของกฎหมายอาญาเกิดผลได้จริง ซึ่งในชั้นการดำเนินคดีอาญาของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เฉพาะการสอบสวนเเละการสั่งฟ้องคดี มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐขององค์กรในคดีอาญาทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งแม้ในเชิงโครงสร้างจะแยกกระบวนการสอบสวนและการสั่งฟ้องคดีออกจากกัน เเต่การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้หน่วยงานดังกล่าว ยังคงเป็นการปฏิบัติงานตามภารกิจการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐเช่นเดียวกัน

เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศ คสช. ฉบับที่ 115/2557 เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2557 ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญามาตรา 21/1 มาตรา 145/1 เเละมาตรา 142 วรรคสาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงภารกิจการดำเนินคดีอาญาหรือ “ปฏิรูปตำรวจ” โดยรัฐอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะภารกิจของตำรวจในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ

ส่วนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติงานเเละการใช้อำนาจตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรในคดีอาญา โดยประกาศ คสช. ฉบับที่ 115/2557

จากการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรในคดีอาญา ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานอัยการสูงสุด โดยปรับแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 21/1 มาตรา 145/1 และมาตรา 142 ซึ่งแม้มีผลเป็นการเฉพาะภายในหน่วยงานนั้น เเต่ส่งผลต่อการใช้อำนาจตรวจสอบถ่วงดุลและระบบการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐในชั้นเจ้าพนักงานทั้งระบบ ซึ่งสามารถพิจารณาเป็นรายมาตราได้ดังนี้

“มาตรา 21/1 สําหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตํารวจ ในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันหรือในกองบัญชาการเดียวกันควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนนั้นเป็นผู้ชี้ขาด”

ประเด็นที่ 1 การปรับโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและระบบการชี้ขาดเขตอำนาจการสอบสวน ตามมาตรา 21/1 ทำให้การสอบสวนและสั่งคดีแยกส่วนมากขึ้น บทบัญญัติที่ว่า “เฉพาะคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ” หากเกิดกรณีไม่เเน่ว่าพนักงานสอบสวนผู้ใดในจังหวัดเดียวกันหรือกองบัญชาการเดียวกันควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีให้ ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน” นั้นเป็นผู้ชี้ขาดเเทน ทำให้ในคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจต้องบังคับใช้ตามมาตรา 21/1 ส่วนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ต้องบังคับใช้ตามมาตรา 21

ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ระบบการดำเนินคดีแบบกล่าวหา คือ ระบบการดำเนินคดีอาญาที่เเยกหน้าที่สอบสวนฟ้องร้องเเละหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีออกจากกัน ตลอดทั้งยกฐานะผู้ถูกกล่าวหา (ผู้ต้องหาเเละจำเลย) จากการเป็นกรรมในคดี (Procedural Object) ขึ้นเป็นประธานในคดี (Procedural Subject) และดำเนินคดีอาญาตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ (Public Prosecution) ซึ่งถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายเเละเจ้าพนักงานของรัฐเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาเเทนรัฐ ซึ่งก็คือพนักงานอัยการ

แต่การเพิ่มเติมมาตรา 21/1 ทำให้การเเยกการชี้ขาดเขตอำนาจการสอบสวนระหว่างสำนวนคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจรับผิดชอบออกจากสำนวนคดีอาญาที่พนักงานฝ่ายปกครองรับผิดชอบ  โดยการบัญญัติให้โครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในระดับ “กองบัญชาการ” สามารถชี้ขาดเขตอำนาจการสอบสวนซึ่งมีผลเป็นการชี้ขาดว่าพนักงานสอบสวนผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบคดี

การเพิ่มบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีผลเป็นการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้มาตรา 21 เดิม เพราะยังคงเเยกส่วนการปฏิบัติระหว่างพนักงานอัยการเเละพนักงานสอบสวนอยู่ เเละตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เขตอำนาจสอบสวนเป็นเรื่องขององค์กรมิใช่ตัวบุุคคลที่เป็นพนักงานสอบสวน หากคสช.เห็นว่าการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้บริหารจัดการชี้ขาดว่าผู้ใดควรเป็นพนักงานสอบสวน จะเป็นการแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ อำนวยความสะดวกรวดเร็วให้กับการทำสำนวนคดีอาญาในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเเล้ว

ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนกลับเห็นต่างในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากการเเก้ไขปัญหาในชั้นสอบสวนไม่ใช่การชี้ขาดว่าพนักงานสอบสวนคนใดหรือฝ่ายใดควรเป็นผู้ทำการสอบสวนคดี เเต่อยู่ที่ว่าใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญาในชั้นสอบสวนก่อนที่จะฟ้องคดี เพราะปัจจุบันสำนวนการสอบสวนถูกแยกให้ทั้งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการรับผิดชอบ แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า “การสอบสวนไม่ชอบ” จึงเป็นการสะท้อนว่าเกิดปัญหาขึ้นในกระบวนการสอบสวนอันเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานที่เเยกออกจากกันระหว่างพนักงานสอบสวนเเละพนักงานอัยการโดยตรง เมื่อการสอบสวนไม่ชอบอันนำมาสู่การยกฟ้อง นั่นหมายความว่าระบบการดำเนินคดีอาญาล้มเหลวไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษได้นั่นเอง

“มาตรา 145/1 สําหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตํารวจในกรณีที่มีคําสั่งไม่ฟ้องและคําสั่งนั้นไม่ใช่คําสั่งของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานครให้รีบส่งสํานวนการสอบสวนพร้อมกับคําสั่งเสนอผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสํานวนการสอบสวนพร้อมกับคําสั่ง เสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ทั้งนี้ มิได้ตัดอํานาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา 143

ในกรณีที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในจังหวัดอื่นแย้งคําสั่งของพนักงานอัยการให้ส่ง สํานวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความ หรือมีเหตุอย่างอื่นอันจําเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ดังกล่าวแล้วแต่กรณีไปก่อน บทบัญญัติในมาตรานี้ ให้นํามาบังคับในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือ ถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ และถอนฎีกาโดยอนุโลม”

ประเด็นที่ 2 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอำนาจการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามมาตรา 145/1 ไม่ทำให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างองค์กร ตามบทบัญญัติที่ว่า “การสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ หากมีคำสั่งไม่ฟ้องเเละคำสั่งนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด ถ้าในจังหวัดอื่นให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ” เป็นผู้ทำความเห็น ซึ่งเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับทั้งผู้บัญชาการตำรวจภูธรและรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ถึงภาค 9 สามารถทำความเห็นชอบหรือความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง คำสั่งไม่อุทธรณ์ คำสั่งไม่ฎีกา คำสั่งถอนฟ้อง คำสั่งถอนอุทธรณ์หรือคำสั่งถอนฎีกาของพนักงานอัยการที่ไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุดในเขตจังหวัดอื่นได้

อย่างไรก็ตาม อัยการสูงสุดเเละรองอัยการสูงสุดยังมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาลตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการเเละพนักงานอัยการ พ.ศ.2553  มาตรา 15  โดยเฉพาะอัยการสูงสุด หากเป็นผู้ใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้อง สั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา หรือถอนฟ้องหรือถอนฎีกาเอง ย่อมเป็นเด็ดขาด ไม่อาจเเย้งคำสั่งได้อีก ซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้นมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และตามมาตรา 145/1 วรรคหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ตามบทบัญญัติที่เพิ่มเติมใหม่ดังกล่าวก็ลดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดให้เหลือเพียงสามารถทำความเห็นชอบหรือความเห็นเเย้งคำสั่งไม่ฟ้อง คำสั่งไม่อุทธรณ์ คำสั่งไม่ฎีกา คำสั่งถอนฟ้อง คำสั่งถอนอุทธรณ์หรือคำสั่งถอนฎีกาของพนักงานอัยการที่ไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุดได้เฉพาะคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองในเขตจังหวัดอื่นเท่านั้น

แม้การเพิ่มมาตรา 145/1 ยังคงอยู่ในกรอบหลักการตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรในคดีอาญา และมีผลเป็นการปรับโครงสร้างในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการแยกการทำสำนวนสอบสวนคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ให้ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ถึงภาค 9 มีอำนาจชี้ขาดเขตอำนาจสอบสวน และให้ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการตำรวจภูธรและรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ถึงภาค 9 มีอำนาจทำความเห็นแย้งความเห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง คำสั่งไม่อุทธรณ์ คำสั่งไม่ฎีกา คำสั่งถอนฟ้อง คำสั่งถอนอุทธรณ์หรือคำสั่งถอนฎีกาของพนักงานอัยการที่ไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุดในเขตจังหวัดอื่นแทนการส่งให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบถ่วงดุลตามมาตรา 145/1 เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรภายใน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น โดยใช้ระบบบังคับบัญชาระหว่างเจ้าพนักงานด้วยกันเอง จึงเป็นการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ (Responsibility) แต่ไม่ใช่การตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่มุ่งให้เกิดความรับผิดชอบในลักษณะของการรับการตรวจสอบการใช้อำนาจ (Accountability) ซึ่งต้องกระทำโดยองค์กรภายนอก และตามเนื้อความเดิมที่ให้ผู้ว่าราชการมีอำนาจหน้าที่ทบทวนและชี้ขาดเขตอำนาจสอบสวนเเละตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของพนักงานอัยการ ยังถือเป็นการกระทำหน้าที่ทางกระบวนการยุติธรรมของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่อาจมอบให้ผู้อื่นกระทำเเทนได้

มาตรา 145/1 จึงมิใช่การวางบทบัญญัติเพื่อการตรวจสอบควบคุมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะสามารถเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่แท้จริง หากประสงค์จะให้การตรวจสอบการใช้อำนาจเกิดประสิทธิภาพในการถ่วงดุลระหว่างองค์กรในคดีอาญา ควรต้องกระทำโดยองค์กรภายนอกเเละโดยกระบวนการที่มิใช่การกระทำหน้าที่ทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น การเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบเมื่อมีข้อร้องเรียน เป็นต้น

“มาตรา 142 วรรคสาม…ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสํานวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป”

ประเด็นที่ 3 การปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในชั้นสั่งคดี ตามมาตรา 142 วรรคสาม บทบัญญัติิที่ว่า “ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นเเต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกเเจ้งข้อหาได้หลบหนีไป” ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในชั้นสั่งคดีตลอดจนชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กล่าวคือ

ตามมาตรา 142 วรรคสามเดิมกำหนดข้อยกเว้นประการเดียวว่า “เว้นเเต่ผู้ต้องหาถูกขังเเล้ว”ที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ” เเต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เพิ่มยกเว้นอีกประการ คือ “หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกเเจ้งข้อหาได้หลบหนีไป” ทำให้เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง เมื่อเเจ้งข้อหาเเล้ว เเม้ผู้ต้องหาจะหลบหนีไป พนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการเเละพนักงานอัยการจะไม่รับสำนวนเพราะเหตุไม่มีตัวตนผู้ต้องหาไม่ได้

ในประเด็นดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นว่าสำนวนประเภทรู้ตัวผู้กระทำความผิดเเละเรียกหรือจับตัวได้เเล้ว เเต่ผู้ต้องหาได้หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวไป พนักงานสอบสวนไม่อาจส่งสำนวนประเภทนี้ไปยังพนักงานอัยการได้ จนกว่าได้ตัวผู้ต้องหา

 

ส่วนที่ 2 ความเห็นของศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน : การปฏิรูปตำรวจควรทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรในคดีอาญา เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจ และประกันสิทธิประชาชนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างเเท้จริง

แม้ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 115/2557 จะอ้างเหตุผลและความจำเป็นว่าต้องแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้วิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบสวนมีความเหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายเฉพาะเพื่อให้การดำเนินการตามภารกิจของกฎหมายอาญาบรรลุผล คือสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ เเต่ในขณะเดียวกันก็มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจับ ควบคุม คุมขัง ในฐานะผู้ต้องหา จำเลยหรือผู้ต้องขัง ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยอาศัยฐานอำนาจทางกฎหมายเช่นกัน  

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า ประกาศ คสช.ฉบับที่ 115/2557 ซึ่งมีผลแก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญของบทบัญญัติกฎหมายในมาตรา  21/1 มาตรา 145/1 เเละมาตรา 142 วรรคสาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีปัญหาในเชิงกระบวนการเช่นเดียวกับคำสั่งหรือประกาศฉบับอื่นของ คสช.หรือหัวหน้า คสช. คือมิได้มีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และโดยเนื้อหาของบทบัญญัติใหม่ที่เเก้ไขเองก็ยังมีปัญหาไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์เเละภารกิจของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเเละหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial) ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีความเห็นในประเด็นดังกล่าว ดังต่อไปนี้

การแก้ไขมาตรา 142 วรรคสามไม่ได้ทำให้การบริหารงานยุติธรรมมีประสิทธิภาพหากเเต่เป็นการลิดรอนสิทธิผู้ถูกกล่าวหาโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ มาตรา 142 วรรคสามเดิมบัญญัติว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องต้องส่งทั้งสำนวนคดีพร้อมทั้งตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ โดยมีข้อยกเว้นแต่เพียงว่าหากผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่ถือได้ว่าผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมของรัฐแล้ว จึงไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปพร้อมกับสำนวนคดีและความเห็นควรสั่งฟ้อง ทำให้ก่อน คสช.จะออกประกาศฉบับที่ 115/2557  ยังมีสำนวนคดีอาญาบางส่วนยังค้างอยู่ในชั้นสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนทราบตัวผู้กระทำความผิดแต่ไม่สามารถเรียกหรือจับตัวผู้กระทำความผิดมาได้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า เจตนารมณ์ของบทบัญญัติเดิมสอดคล้องกับหลักการดำเนินคดีอาญาของรัฐที่ใช้ระบบกล่าวหา ที่ยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหามิใช่วัตถุแห่งการซักฟอก (Procedural Object) หากแต่เป็นประธานในคดี (Procedural Subject) และมีสิทธิต่างๆระหว่างการดำเนินคดี รวมทั้งสิทธิที่จะอยู่ร่วมในการดำเนินคดี (Right to Appear) ทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นสั่งคดีเเละชั้นพิจารณา ดังนั้น จึงเป็นการชอบที่จะต้องนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่การดำเนินคดีอาญาเพราะการดำเนินคดีอาญาย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิเละเสรีภาพของบุคคลนั้นโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ความในมาตรา 142 วรรคสามที่แก้ไขใหม่ มีผลทำให้ต่อไปเมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องและได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ต้องหาแล้ว แม้ผู้ต้องหาจะหลบหนี พนักงานสอบสวนก็ไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการจะไม่รับสำนวนเพราะเหตุไม่มีตัวผู้ต้องหาไม่ได้

การแก้ไขวรรคสามในมาตรา 142 จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่สอดคล้องกับหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ (Public Prosecution) ที่ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายและเจ้าพนักงานของรัฐเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญา โดยไม่อาจถือได้ว่าการแยกการดำเนินการระหว่างชั้นสอบสวน และชั้นสั่งคดีโดยเจ้าพนักงานคนละประเภทจะสามารถดำเนินการโดยปราศจากตัวผู้ต้องหาได้ เพราะความเป็นประธานของผู้ต้องหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้นและต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักฟังความทุกฝ่าย (Audi Alteram Partem ) ซึ่งหมายความว่าพนักงานสอบสวนต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหาด้วยเพื่อที่พนักงานอัยการจะสามารถออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การแก้ไขมาตราดังกล่าวทำให้สำนวนคดีอาญาค้างอยู่ในชั้นการสั่งคดีของพนักงานอัยการ และแม้จะกำหนดให้พนักงานอัยการสามารถรับสำนวนคดีอาญาเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว แต่การสั่งคดีย่อมไม่มีประสิทธิภาพ ตาม“หลักดุลพินิจ” เพราะไม่มีตัวผู้ต้องหาอยู่ขณะที่พนักงานอัยการทำความเห็น อีกทั้งยังส่งผลให้การบังคับใช้มาตรา165 วรรคหนึ่ง สิ้นสภาพการบังคับใช้ไปโดยปริยาย เพราะไม่จำต้องมีตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลในวันไต่สวนมูลฟ้องก็ได้ จนต่อเนื่องไปยังการพิจารณาในชั้นศาลตามมาตรา 172 อีกด้วย

ผลกระทบของการแก้ไขวรรคสามของมาตราดังกล่าว ได้กระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาตั้งเเต่เริ่มกระบวนการสั่งคดีกระทั่งการพิจารณา สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกกล่าวหาถูกละเมิดและผลการวินิจฉัยที่ออกมาในรูปของคำพิพากษาก็มิได้ตั้งอยู่บนหลักการตรวจสอบความจริงที่มีประสิทธิภาพเเต่อย่างใด

การเเยกส่วนขององค์กรไม่สอดคล้องต่อเเนวคิดบูรณาการงานป้องกันเเละควบคุมอาชญากรรม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า การเพิ่มเติมมาตรา 145/1 ส่งผลดีต่อมาตรการจัดการภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ทำให้เกิดการแยกส่วนในการปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับกระทรวงมหาดไทย และลดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการทำหน้าที่ทางกระบวนการยุติธรรมลง อีกทั้งยังเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมทางคดีต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับความพยายามที่จะบูรณาการงานด้านการป้องกันและควบคุมอาชญากรรมระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับดูแลงานป้องกันและควบคุมอาชญากรรมในท้องที่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ป้องกันและควบคุมอาชญากรรมในระดับประเทศ โดยมีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล (Examination Principle) ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังส่งผลเป็นการแยกส่วนการปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการตัดอำนาจการทำความเห็นชอบหรือความเห็นแย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์ของอธิบดีอัยการภาคและการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อรอผลการทำความเห็นแย้งหรือความเห็นชอบตามมาตรา 145/1

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังมีข้อสังเกตอีกว่า การแก้ไขความในวรรคสามของมาตรา142 ยิ่งก่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่แยกส่วนกันยิ่งขึ้น ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งไม่สอดรับกับตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ (Public Prosecution) ถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย โดยทั้งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในการดำเนินคดีชั้นเจ้าพนักงานและอาจเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการประพฤติมิชอบในการทำคดีเพราะแม้ว่าผู้ต้องหาจะไม่อยู่ในการควบคุมตัวของรัฐ พนักงานสอบสวนก็ยังสามารถทำความเห็นสั่งฟ้องบุคคลนั้นและส่งไปยังพนักงานอัยการได้

บทสรุป

หากพิจารณาจากประวัติการก่อตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเเละพัฒนาการของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญขององค์กรในคดีอาญามักเกิดในช่วงสถานการณ์ไม่ปกตินับเเต่เปลี่ยนการปกครองเมื่อปี 2475 เช่น ในปี  2481 เกิดการการยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น (พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) สั่งให้มีการโอนการสอบสวนคดีอาญาจากอำเภอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ หรือในปี 2518 มีการแก้ไขมาตรา 145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 333 มาเเล้ว

เเม้กระเเสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยเฉพาะงานสอบสวนก่อนรัฐประหาร ปี 2557 ทั้งโดยนักวิชาการเเละเจ้าหน้าที่ตำรวจเองจะไม่ประสบสำเร็จ เเต่มีการแก้ไขและออกกฎหมายซึ่งมีผลเป็นการเเทรกเเซงกิจการตำรวจเป็นระยะและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ.2547 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เเละการมอบหมายอำนาจหน้าที่ซึ่งเป็นภารกิจตำรวจให้เจ้าหน้าที่ทหารตามประกาศเเละคำสั่งคสช. ล้วนเเล้วเเต่เป็นการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติโดย คสช. ซึ่งมิได้ผ่านกระบวนการออกกฎหมายในระบอบผู้เเทนประชาชน จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะกล่าวอ้างได้ว่าคำสั่งหรือประกาศดังกล่าวควรเป็นกฎหมายที่อยู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปควรเริ่มต้นมาจากความถูกต้องของหลักการใช้อำนาจและเคารพซึ่งหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย เพื่อให้ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ สามารถควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังเชื่อว่าการเริ่มต้นปฏิรูปด้วยหลักการที่ถูกต้องและโดยการได้มาซึ่งอำนาจอย่างชอบธรรม จะทำให้ข้อเสนอในประเด็นการปฏิรูปด้านต่างๆได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากประชาชนอย่างแท้จริง

Tags: , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน