Member Login
Lost your password?

สถานะ“ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล” กับหลักสิทธิมนุษยชนและวิธีพิจารณาความอาญาสมัยใหม่

31/10/2017
By

 

“ช่วงวันที่ 27-28 กันยายน 2560 ในระหว่างการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาลของ นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยภายในบริเวณศาลจากการทำกิจกรรมให้กำลังใจ ไผ่ จตุภัทร์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560  ผู้พิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นได้ขอตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของนักศึกษาที่มาร่วมฟังการไต่สวน ซึ่งผู้พิพากษาชี้แจงว่า หากพบว่ามีคนใดที่มาร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวอาจมีการดำเนินการเพิ่ม นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังกล่าวอีกว่า ในคดีละเมิดอำนาจศาล ศาลเป็นผู้เสียหาย และกฎหมายละเมิดอำนาจศาลยังเป็นกฎหมายเดียวที่ให้อำนาจศาลเป็นทั้งพนักงานสอบสวนและผู้ตัดสินคดี หากไม่พอใจ (กระบวนการไต่สวนคดี) ให้ไปเป็น ส.ส. แล้วแก้กฎหมาย  อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการคัดค้านของทีมทนาย จึงยังไม่ผู้ใดถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม และคดีดังกล่าว ศาลจังหวัดขอนแก่นจะมีคำพิพากษาในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 นี้”

 

1. บทนำ

“ละเมิดอำนาจศาล”หรือความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา30 – 33 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กลายเป็นฐานความผิดที่ได้รับการพูดถึงอีกครั้งภายหลังการดำเนินคดีต่อ 7 นักศึกษาซึ่งรวมตัวทำกิจกรรมกันหน้าศาลจังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการดำเนินคดีที่เป็นธรรมให้กับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน หลังจากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เพราะแชร์บทความของสำนักข่าว บีบีซี ไทย หรืออดีตนักการเมืองอย่างนายวัฒนา เมืองสุข ซึ่งถูกศาลอาญารัชดา พิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวเพราะเหตุประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาลจากการใช้เฟสบุ๊คไลฟ์ภายในอาคารชั้น 2 และจากการส่งหมายนัดศาลให้สื่อมวลชนทางแอปปริเคชั่นไลน์ตลอดจนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณบันไดหน้าศาลเดียวกัน

(รูปประกอบจากสำนักข่าวประชาไท-นายวัฒนา เมืองสุข ขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน บริเวณด้านหน้าศาลอาญารัชดา)

ความผิดฐานดังกล่าวมิใช่ความผิดซึ่งได้รับการพัฒนามาพร้อมกับระบบวิธีพิจารณาคดีอาญาสมัยใหม่ของไทย หรือถูกหยิบยกมาใช้ภายใต้บริบททางการเมืองภายหลังการรัฐประหารในปี2557 เท่านั้น แต่ศาลมีบทบาทในการตีความคุ้มครองกระบวนการพิจารณาผ่านความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทั้งในศาลปกครอง ศาลทหาร โดยเฉพาะศาลยุติธรรมมาแล้วอย่างน้อย 200 ปี ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็น “กฎหมายเก่า” ในบริบทของสังคมใหม่ และเป็นที่น่าสนใจว่าเจตนารมณ์ของบทบัญญัติและบริบทการบังคับใช้ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสมัยใหม่นั้น ขอบเขตของฐานความผิดนี้และหลักประกันที่กฎหมายให้ต่อผู้ถูกกล่าวหามีมากน้อยเพียงใด สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนหรือแม้แต่หลักกฎหมายในวิธีพิจารณาคดีอาญาของไทยหรือไม่

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงประสงค์จะนำเสนอและทบทวนถึงหลักการทางกฎหมายในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ทั้งในบริบทของกฎหมายต่างประเทศ กฎหมายไทย และตามหลักการสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา พร้อมทั้งข้อเสนอแนะบางส่วนจากงานวิทยานิพนธ์และเอกสารวิชาการประกอบกับแนวทางการตีความของศาลฎีกา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการพิจารณาถึงเจตนารมณ์และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในฐานความผิดนี้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

2. เจตนารมณ์ของการบัญญัติความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในระบบกฎหมาย  Civil Law และ Common Law

ในเอกสารเผยแพร่เรื่องขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล: มองกฎหมายต่างประเทศแล้วย้อนดูไทย ซึ่งสรุปย่อโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จากวิทยานิพนธ์เรื่อง “ขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล” โดย น.ส.วรรณวิสาข์ สุทธิวารี แยกให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดพื้นฐานที่นำมาสู่การบัญญัติความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) และระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของการบังคับใช้ความผิดฐานดังกล่าวยังคงยึดโยงกับแนวคิดที่ว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลคือ มาตรการหรือเครื่องมือที่ให้อำนาจศาลชี้ขาดหรือขจัดข้อพิพาทให้แก่คู่ความ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล เพื่อทำให้กระบวนพิจารณาคดีดำเนินไปโดยยุติธรรมและรวดเร็ว และเพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต (Abuse of Procedure)

สำหรับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในระบบกฎหมายCommon Law ได้รับการบัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้พิพากษารวมตลอดถึงคณะลูกขุนและพยาน ซึ่งขอบเขตการบังคับใช้ดังกล่าว พัฒนามาจากรากฐานของระบบกฎหมายจารีตประเพณีที่ผู้พิพากษาเป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการวางหลักกฎหมายผ่านการทำคำพิพากษา ผู้พิพากษาจึงอยู่ในฐานะบ่อเกิดแห่งกฎหมายด้วย[1] การคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาจึงมีความสำคัญต่อทั้งตัวผู้พิพากษาเองและต่อคู่ความ อย่างไรก็ตาม ต่อมากฎหมายดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาสมัยใหม่ ซึ่งยกระดับผู้ถูกกล่าวหาขึ้นเป็นประธานแห่งคดีและประกันสิทธิที่จะเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to Fair) โดยแยกวิธีพิจารณาสำหรับความผิดที่เกิดต่อหน้าศาลและมิได้เกิดต่อหน้าศาล ทำให้ผู้ถูกกล่าวมีสิทธิคัดค้านผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในความผิดฐานนี้ได้ ตลอดทั้งมีสิทธิในการต่อสู้คดีเช่นคดีอาญาปกติโดยมีพนักงานอัยการเป็นหนึ่งผู้มีสิทธิกล่าวหาหรือเริ่มกระบวนการ มิจำกัดเฉพาะศาลเท่านั้น เป็นต้น

ในบางกรณี ข้อพิพาทซึ่งเป็นที่มาของการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมาจากการพูด การเขียน การแสดงออกของคู่ความหรือบุคคลภายนอก ประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของระบบกฎหมายCommon Law อย่างอังกฤษ[2]  จึงออกกฎหมาย The Human Rights Act 1988 ขึ้นมาคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และบัญญัติชัดเจนไว้ใน The Court and Criminal Act 2013 ว่าเสรีภาพดังกล่าวอาจถูกจำกัดได้ด้วยความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญอินเดียที่คุ้มครองเสรีภาพดังกล่าวไว้ในมาตรา19 (a) แต่อาจถูกจำกัดได้เช่นกันตาม The Contempt of Courts Act 1971 อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายนั้นเองยังยกเว้นให้ “การเผยแพร่ข้อมูลโดยสุจริตซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมหาชน” มิใช่การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งหมายความว่า สิทธิในเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็นจะยังได้รับการคุ้มครองตราบเท่าที่การแสดงความเห็นนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมหาชนหรือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ส่วนในระบบกฎหมาย Civil Law ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้รับการบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างการพิจารณาคดี และศาลมีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทันทีกับผู้รบกวนการพิจารณาคดีนั้น โดยศาลสามารถสั่งปรับหรือบังคับกักกันผู้นั้นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการลงโทษทางอาญา และไม่ห้ามที่จะดำเนินคดีในความผิดอาญาต่อผู้ถูกกล่าวหาอีก อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 177 ธรรมนูญศาลยุติธรรมของประเทศเยอรมัน ซึ่งบัญญัติให้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมิอาจใช้บังคับแก่บุคคลและการกระทำบางอย่าง เช่น (ก) ไม่ใช้บังคับกับพนักงานอัยการและทนายความ และ (ข) ไม่ครอบคลุมถึงการชุมนุมประท้วงหน้าศาล เป็นต้น[3] นอกจากนี้ ในมาตรา 178 ของกฎหมายเดียวกัน ยังบัญญัติให้ศาลสามารถใช้มาตรการป้องกัน (เช่น พูดตักเตือนหรือให้คู่ความถอนคำพูด) ได้ก่อนใช้มาตรการบังคับ ซึ่งมาตรการบังคับคือการบังคับกักกันผู้กระทำความผิดแต่ต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ในกฎหมายใช้คำว่า Coercive Detention หรือการบังคับกักกันแทนคำว่า Imprisonment หรือการจำคุก อันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการบังคับโทษของทั้งสองส่วน[4] อย่างไรก็ตามในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบ Civil Law เช่นกัน กลับไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่มีบัญญัติในประมวลอาญาซึ่งใช้บังคับแทนกันได้ตามมาตรา 434-24 และมาตรา 424-26 เรื่องการคุกคามเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม

3. องค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกฎหมายไทย

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของตุลาการไทยมีมาตั้งเเต่ใช้กฎหมายตราสามดวงจนทั้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเเพ่งในปัจจุบัน สำหรับหลักการที่ได้รับการอธิบายว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวคือการประกันหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา[5] และความผิดนี้ถือเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ศาลใช้โดยคำนึงถึงการผดุงรักษาความยุติธรรม เพื่อควบคุมกระบวนการพิจารณาคดีให้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม รวดเร็ว และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล มิใช่กำหนดไว้เพื่อคุ้มครองผู้พิพากษา[6] อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดกระทำความผิดฐานนี้ซึ่งถือว่าเป็นความผิดต่อศาลโดยตรง ศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนได้เองตามสมควร ไม่ว่าพยานหลักฐานนั้นฝ่ายใดจะได้อ้างหรือไม่ ซึ่งก็คือการให้อำนาจศาลในการลงโทษผู้กระทำการอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลโดยตรงนั่นเอง

สำหรับองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของกฎหมายไทย ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น

(ก) อำนาจของศาลในการออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลและหากผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้นที่จะนำมาสู่การพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา 30

(ข) ขอบเขตความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา 31 ประกอบกับมาตรา 32 ประกอบด้วย (1) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดศาล (2) ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (3) แสดงข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการไต่สวนยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (4) จงใจหรือหลีกเลี่ยงไม่รับคำคู่ความหรือเอกสาร (5) ตรวจหรือคัดเอกสารโดยไม่ได้รับอนุญาต (6) ขัดขืนไม่มาศาลตามคำสั่งศาล หรือ (7) ละเมิดอำนาจศาลโดยเป็นการกระทำของผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์

(ค) บทลงโทษผู้กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา 33 โดยศาลสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดทั้งจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 อย่างไรก็ตาม ขอบเขตความผิดฐานดังกล่าวบางส่วนนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณะว่าศาลตีความเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การใช้ดุลพินิจของศาลตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อย การตีความคำว่า“ในบริเวณศาล” ให้รวมถึงนอกตัวอาคารศาล และการตีความคำว่า “โดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือพยานแห่งคดี ซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป” โดยพิจารณาจากถ้อยคำในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น

4. เเนวทางการตีความขอบเขตความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามมาตรา 31 และมาตรา 32  

นับตั้งแต่ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก็ปรากฏแนวทางการตีความตามคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีที่ขยายขอบเขตการพิจารณาความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลออกไปครอบคลุมถึงการกระทำนอกห้องพิจารณาจนกระทั่งปรากฏอยู่ในสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการตีความว่าการกระทำดังกล่าวก่อความวุ่นวายหรือ“ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล” ในกรณีล่าสุดของ 7 นักศึกษาซึ่งรวมตัวกันแสดงสัญลักษณ์หน้าศาลจังหวัดขอนแก่น โดยการจำลองตราชูแขวนรองเท้าบูทและดอกไม้ก่อนอ่านแถลงการณ์ ร้องเพลง และอ่านบทกวีเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ไผ่ ดาวดิน ซึ่งต่อมาผู้อำนวยการศาลจังหวัดขอนแก่นได้ขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นไต่สวนว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ แม้ต่อมาหัวหน้ารักษาความปลอดภัยศาลซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุวันนั้นจะเบิกความต่อศาลว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายในศาลก็ตาม (อ่านต่อที่นี่)

(รูปประกอบจาก The Isaan Record)

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอทบทวนแนวทางการตีความในบางการกระทำของความผิดฐานนี้ เพื่อย้อนดูดุลพินิจของศาลที่ตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เช่น การออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในศาลตามมาตรา30ซึ่งศาลอาจจะออกข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรหรือวาจาก็ได้ แต่หากข้อกำหนดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การออกข้อกำหนดโดยไม่จำเป็น เดือนร้อนต่อคู่ความเกินสมควร หรือไม่มีผลเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อย การไม่ปฏิบัติตามย่อมเป็นไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57/2520) หรือกรณีล่าสุดที่ศาลอาญาได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้เจ้าพนักงานกระทำการใดๆ อันเป็นการเผยแพร่หมายจับต่อบุคคลผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจับกุมบุคคลตามหมายจับโดยตรง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล[7] เป็นต้น

ส่วนการละเมิดอำนาจศาลซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา31 (1) โดยหลักเป็นความผิดในตัว ศาลไม่จำเป็นต้องออกข้อกำหนดก่อน ซึ่งตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางแนวทางการตีความคำว่า “ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล” ไว้เช่น ผู้ถูกกล่าวหาพูดข่มขู่จะทำอันตรายต่อชีวิตผู้กล่าวหาก่อนที่ผู้กล่าวหาจะเบิกความเป็นพยาน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1715/2548) โดยต่อมาศาลฎีกายังตีความเอาผลของการกระทำความผิดนอกศาลมาเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ โดยถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาลเช่นกัน เช่น การให้อามิสสินจ้างบุคคลนอกศาลเพื่อให้นำเงินไปให้ผู้พิพากษา หรือการเขียนคำแถลงเสียดสีศาลว่าเอนเอียงไม่ยุติธรรมเพราะไม่จดบันทึกคำเบิกความพยานของผู้ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ แม้ว่าการกระทำบางอย่างอาจเป็นความผิดซ้ำกันทั้งละเมิดอำนาจศาลและความผิดอาญาอื่น เช่น หมิ่นประมาทศาลในขณะที่ศาลออกนั่งพิจารณาคดี หรือขัดขวางศาลในระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งเป็นความผิดอาญาอยู่แล้ว ศาลก็สามารถลงโทษหรือพิจารณาคดีในกรณีเหล่านั้นได้อีก ด้วยเหตุที่ว่าโทษในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมิใช่โทษทางอาญาและสิทธิในการดำเนินคดีอาญายังไม่ระงับไป ตามมาตรา 39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ส่วนมาตรา 32 ซึ่งบัญญัติให้การกระทำของผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ อาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ หากการกระทำนั้นคือ

(ก) การเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ศาลสั่งห้าม ตามมาตรา 32 (1) ซึ่งเหตุที่ศาลจะสั่งห้ามเปิดเผยได้มี 2 ประการ คือ เพื่อความเหมาะสมของคดีหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ซึ่งคำสั่งห้ามนั้นอาจเกิดขึ้นจากศาลสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ หรือแม้ศาลไม่พิจารณาเป็นการลับแต่สั่งห้ามเปิดเผยข้อเท็จจริงเพราะเหตุข้างต้นก็ได้ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการเปิดเผยเนื้อหาของคำพิพากษาที่อ่านแล้ว อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าการวิจารณ์คำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดไปในทางติเตียนอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้เช่นกัน

(ข) การสร้างอิทธิพลเหนือคดี ตามมาตรา 32 (2) ซึ่งศาลเคยตีความคำว่า “โดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือพยานแห่งคดี ซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป” ไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 2611/2523 ว่า การลงข้อความและบทความในหนังสือพิมพ์เป็นเชิงเปรียบเปรยให้เข้าใจว่าผู้พิพากษาสั่งเลื่อนคดีโดยไม่ยุติธรรม หรือความยุติธรรมหาไม่ได้ เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

โดยสรุปจากแนวทางการตีความความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยศาลฎีกา ศูนย์ทนายความฯ เห็นว่าสามารถแบ่งรูปแบบความผิดออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่ได้กระทำลงต่อหน้าศาลและความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่มิได้กระทำลงต่อหน้าศาล แต่มิได้มีการกำหนดวิธีพิจารณาและโทษสำหรับผู้กระทำความผิดที่แตกต่างกันนัก โดยซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาฎีกาที่ผ่านมา พบว่า ความผิดฐานดังกล่าวถูกตีความและใช้บังคับไปตามแนวทางของระบบกฎหมายCommon Law มากกว่า Civil Law ซึ่งมีแนวโน้มคุ้มครองตัวผู้พิพากษามากกว่าคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีนั่นเอง[8]

5. ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกฎหมายไทยกับหลักสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าการพูด การเขียน การแสดงออก หรือการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้ซึ่งโดยเนื้อแท้ของฐานความผิดนี้คือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกหรือการแสดงความเห็นตามหลักการในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศก็รับเอาแนวคิดดังกล่าวเข้ามาปรับปรุงเพื่อให้ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับรองอย่างพระราชบัญญัติที่กำหนดความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลสอดคล้องกับหลักการข้างต้น และยังพัฒนาให้วิธีพิจารณาคดีและการลงโทษสำหรับความผิดฐานดังกล่าวสอดคล้องหลักวิธีพิจารณาคดีอาญาสมัยใหม่ที่ประกันสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหา ในขณะเดียวกันก็คุ้มครองกระบวนการหรือตัวผู้พิพากษา (ขึ้นอยู่กับรากฐาน/แนวความคิดของระบบกฎหมายในแต่ละระบบ) เช่นเดียวกัน

ส่วนรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนั้น ตามมาตรา 34 บัญญัติให้คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความเห็นไว้ โดยข้อยกเว้นอันจะเป็นการจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ เป็นการคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น กระทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชนอย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกซึ่งอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลบางประการ ยังมิได้รับการทบทวนด้วยหลักการข้างต้นนอกจากนี้ กฎหมายไทยเองยังงดเว้นการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมบางประการสำหรับการพิจารณาและลงโทษผู้กระทำความผิดฐานอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น ในทุกคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หากความผิดนั้นเกิดต่อหน้าศาล ศาลสามารถลงโทษได้ทันที (คำพิพากษาฎีกาที่1604/2511) โดยไม่ต้องตักเตือนหรือออกข้อกำหนดก่อน ส่วนความผิดที่มิได้เกิดต่อหน้าศาล แม้ศาลจะต้องไต่สวนหาความจริงก่อน แต่แนวทางการตีความตามคำพิพากษาฎีกาวางหลักการค้นหาความจริงที่ต่างไปว่า เพียงพยานสาบานตนโดยศาลชั้นต้นได้บันทึกถ้อยคำพยานไว้ ศาลก็สามารถใช้บันทึกดังกล่าวลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้ และศาลไม่จำเป็นต้องรับฟังพยานหลักฐานจากผู้กล่าวหาอีกหากเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว (ฎีกาที่ 3809/2532)[9]  ดังนั้น โดยทั่วไปผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่มีสิทธิสู้คดี ไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาต่อหน้า[10] ไม่มีสิทธิตั้งข้อรังเกียจผู้พิพากษา มีสิทธิแต่เพียงอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลสูงเท่านั้น และหากความผิดเกิดในศาลฎีกา ก็ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก

นอกจากนี้หากพิจารณาถึงวิธีการไต่สวนหาความจริงของศาลแล้ว จะเห็นได้ว่ามีความย้อนแย้งกับหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่ความผิดฐานนี้มุ่งคุ้มครอง เพราะแท้จริงแล้วในทุกการดำเนินคดีอาญา ความเป็นกลางของผู้พิพากษาคือกลไกสำคัญที่ทำให้วิธีพิจารณาคดีบรรลุเป้าหมายของกฎหมายอาญา คือเกิดการตรวจสอบความจริงของเรื่องราวที่กล่าวหาและชี้ขาดเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการชี้ขาดนั้นต้องอาศัยความจริงที่ได้มาจากกระบวนการพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย (Due Process of Law) พร้อมกับการต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกกล่าวหาและประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา (อันประกอบด้วยความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสียและความเป็นภาวะวิสัย) ด้วย ซึ่งหลักการดังกล่าวล้วนแล้วแต่จะทำให้การชี้ขาดความจริงเป็นไปอย่างยุติธรรม ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาจนมีบทบัญญัติให้คู่ความสามารถคัดค้านผู้พิพากษาหรือ “ตั้งข้อรังเกียจผู้พิพากษา” ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 – มาตรา 14 นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลักการข้างต้นกลับไม่ถูกนำมาใช้กับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลและกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันระหว่างนักกฎหมายสองฝ่าย[11] โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าขัดต่อหลักการลงโทษทางอาญาที่บุคคลไม่ควรเป็นผู้ตัดสินในคดีซึ่งตนมีส่วนได้เสียอยู่ด้วย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอำนาจของศาลที่จะลงโทษผู้ละเมิดในทันทีทันใดย่อมเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี จึงควรงดเว้นหลักการคัดค้านผู้พิพากษาไว้[12] ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงเป็นเพราะวิธีพิจารณาคดีและโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้รับการแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำความผิดต่อหน้าศาลและการกระทำความผิดที่มิได้เกิดต่อหน้าศาล โดยในกฎหมายไทยเองยังคงให้นิยามคำว่า “ศาล” ว่าหมายถึงตัวอาคารสถานที่และตัวบุคคลซึ่งก็คือผู้พิพากษาด้วย การตีความเจตนารมณ์ของกฎหมายและการลงโทษจึงยังลักลั่นและย้อนแย้งว่าท้ายที่สุด ศาลซึ่งอาจคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายโดยตรงแต่กลับลงมาพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดเสียเองในทุกกรณีเช่นนี้ จะขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งของความย้อนแย้งในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลกับคือการขัดต่อหลักการไม่พิจารณาลงโทษสองครั้ง(Non bis in idem) เพราะแม้การกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในบางกรณี จะมีลักษณะเป็นความผิดอาญา และศาลได้ลงโทษบุคคลนั้นในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว แต่ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะไปดำเนินคดีอาญากับบุคคลนั้นอีก เนื่องจากไม่ถือว่าเป็นการดำเนินคดีสองครั้งในการกระทำความผิดเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 87/2484) ตัวอย่างเช่น ในคดีเจเจ สเปรย์กระป๋อง ผู้ถูกกล่าวหาใช้สีสเปรย์พ่นบนป้ายศาลอาญาเพราะโกรธแค้นที่คดีฆาตกรรมรุ่นพี่ของตนซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคู่กรณีไม่มีความคืบหน้า ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายังถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีกด้วย หรือคดีที่นายมหาหินและนายยุทธนาร่วมกันขว้างระเบิดใส่ศาลอาญา ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลอาศัยคำรับสารภาพในคดีก่อนมาร้องทุกข์ว่าทั้งสองคนกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยการขว้างระเบิดใส่ตัวอาคารศาล ทำให้ทั้งสองคดีจำเลยได้รับโทษจำคุกถึงสองครั้งในการกระทำความผิดกรรมเดียว นอกจากนี้ โทษที่ลงซึ่งมีทั้งโทษจำและโทษปรับซึ่งก็คือโทษทางอาญาประเภทหนึ่ง ดังนั้น เมื่อโทษในความผิดฐานเหมือนกับโทษอาญา และเมื่อผู้ถูกกล่าวหาถูกนำตัวเข้าเรือนจำ ก็ได้รับการปฏิบัติไม่แตกต่างจากผู้กระทำความผิดฐานอื่น จึงแย้งไม่ได้ทั้งในเชิงหลักการและการปฏิบัติว่าการลงโทษในความผิดฐานนี้ไม่ใช่โทษทางอาญา[13]

(รูปประกอบจากสำนักข่าวประชาไท-ภาพนายเจเจ หรือ ณัฐพล เข็มเงิน ขณะถูกนำตัวมาเเถลงข่าว)

ในงานวิจัยทางวิชาการหลายฉบับยังตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการบังคับใช้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในบริบทของกฎหมายปัจจุบันซึ่งหากพิจารณาการกระทำที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลแล้ว กลับมีความผิดทางอาญาฐานอื่นในประมวลกฎหมายอาญาที่สามารถปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน และสามารถใช้วิธีพิจารณาคดีอาญาแบบปกติเพื่อชี้ขาดข้อเท็จจริงได้ เช่น ความผิดฐานเสนอสินบนให้ศาล (มาตรา 167) ความผิดฐานขัดขืนหมายหรือคำสั่งศาล (มาตรา 170) ความผิดฐานเอาความเท็จมาฟ้องคดีอาญาต่อศาล (มาตรา 175) ความผิดฐานเบิกความเท็จ (มาตรา 177) ความผิดฐานนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ (มาตรา 180) หรือความผิดฐานดูหมิ่นศาล (มาตรา 198)

แม้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจะยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงหลักการและผลการบังคับใช้ แต่มีแนวโน้มว่าความผิดฐานดังกล่าวจะได้รับการขยายกว้างขึ้นไปคุ้มครองถึงการวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริตเมื่อโดยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกล่าวว่า จะมีการบัญญัติความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมการรักษาความสงบเรียบร้อยในกระบวนการพิจารณาคดีภายใต้เขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่เฉพาะในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 เท่านั้น

“…ส่วนเรื่องการวิพากษณ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายอุดมกล่าวว่าก่อนหน้านี้  ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเดียวที่ยังไม่มีบทบัญญัติส่วนนี้ ต่อไปจะมีการเพิ่มบทบัญญัติการละเมิดอำนาจ  ศาลให้กับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมี โดยใช้หลักการเดียวกับศาลทั่วไปเป็นพื้นฐาน แต่ๆ ขยายให้คุ้มครองการป้องกันการวิจารณ์ศาลโดยไม่สุจริตให้ครอบคลุมถึงการใช้สื่อและสื่อสังคมออนไลน์  โดยกำหนดมาตรการลงโทษไว้ในมาตรา 39 ตั้งแต่การตักเตือน ไล่ออกจากบริเวณศาล จนถึงการลงโทษจำไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..

(รูปประกอบจาก Voice TV)

6. ความจำเป็นที่ยังต้องคงไว้ซึ่งความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเเต่ต้องสอดคล้องกับนิติวิธีในระบบกฎหมายแบบ Civil Law     

กล่าวโดยสรุปจากหลักการ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวทางการตีความของศาลฎีกา ศูนย์ทนายความฯเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องทบทวนอย่างเร็วที่สุดถึงการบังคับใช้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในบริบทของการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะในคดีระหว่างรัฐกับซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคล หรือแม้แต่คดีที่เป็นที่มาของการแสดงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมต่อศาล เพราะเมื่อหลักการหลายประการไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาได้แล้ว คำพิพากษาของศาลที่ออกมาอาจสร้างความขัดแย้งหรือกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่สาธารณะ และเมื่อแนวโน้มการตีความยังครอบคลุมถึงการกระทำที่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมรวมถึงการกระทำที่แทบเป็นกิจลักษณะของการนำเสนอข่าว เช่น การให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลแล้ว เช่นนี้ เราไม่อาจกำหนดเส้นแบ่งระหว่างการกระทำที่เป็นความผิดได้เลยเมื่อการตีความเกินกว่าตัวบทได้รับการรับรองโดยศาลฏีกา

ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์ทนายความฯ ยังเห็นว่าทั้งเจตนารมณ์ของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ควรได้รับการทบทวนเพื่อให้แก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับนิติวิธีในระบบกฎหมายเป็นแบบ Civil Law และปรับให้ทันสมัยกับวิธีพิจารณาความสมัยใหม่ ซึ่งรับรองหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหาไว้ในทุกคดีและทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม (อ่านข้อเสนอแนะเพิ่มที่นี่)

 

[1] ดู วรรณชัย บุญบำรุงและคณะ “ละเมิดอำนาจศาล”, เอกสารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กันยายน 2557, หน้า 2

[2] ตัวอย่างการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในประเทศอังกฤษ เช่น การขว้างไข่ไก่ มะเขือเทศใส่ผู้พิพากษา ลูกขุน พยาน หรือเจ้าหน้าที่ศาล(ทำต่อหน้าศาล)  การตะโกนหรือการร้องเพลงประท้วงเพื่อรบกวนการพิจารณาของศาล (มิได้ทำต่อหน้าศาล) การดูหมิ่นศาล (ซึ่งต่อมาถูกยกเลิก) การวิพากษ์วิจารณ์ศาลโดยไม่สุจริต การลงข่าวจูงใจลูกขุน เป็นต้น, ดู  วรรณวิสาข์ สุทธิวารี, “ขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล”, วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ.2557, หน้า 30-55

[3] ดู  วรรณวิสาข์ สุทธิวารี, “ขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล”, วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ.2557, หน้า 56-66

[4] ดู วรรณวิสาข์ สุทธิวารี,อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3, หน้า 63

[5] ดู นางจุฑารัตน์ แก้วกัญญา “กฎหมายละเมิดอำนาจศาลในประเทศไทย” เอกสารสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, (ไม่ทราบเดือน) 2557, หน้า 10

[6] อุดม เฟื่องฟุ้ง,คำอธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 ตอน 1, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพมหานคร:สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2541), หน้า 309

[7] ดู นางจุฑารัตน์ แก้วกัญญา, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 5, หน้า 3

[8] นางจุฑารัตน์ แก้วกัญญา, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 5, หน้า 16

[9] นริศ ชำนาญชานันท์, “ละเมิดอำนาจศาลโทษที่ขัดต่อกระบวนการ Due Process”, วารสารอัยการ,เล่ม 215, ปีที่ 19, หน้า144 (มกราคม 2539)

[10] สำหรับหลักการพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย ประกันสิทธิให้จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาต้องได้ได้รับทราบถึงพยานหลักฐานและต้องสามารถยกข้อโต้แย้งขึ้นเพื่อต่อสู้คดีได้ อย่างไรก็ตาม แต่ยังมีข้อถกเถียงระหว่างนักกฎหมาย 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายหนึ่งเห็นว่า แม้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจะมีโทษทางอาญาอยู่ด้วยแต่โดยเจตนารมณ์แล้วเป็นศาลใช้เป็นมาตรการพิเศษเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล ด้วยเหตุนี้จึงมิได้นำหลักการพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลยมาใช้ ส่วนนักกฎหมายอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า โดยสภาพของความผิดฐานนี้ถือเป็นโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวจึงควรได้รับสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักความชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินคดี (Due Process of Law) อีกด้วย, ดู วรรณวิสาข์ สุทธิวารี,อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3, หน้า 94

[11] ไมตรี ศรีอรุณ, “ละเมิดอำนาจศาล” ในละเมิดอำนาจศาลกับสังคมไทย. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์พาสิโก,2552), หน้า 4

[12] ประภาศน์ อวยชัย, “ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล”, ดุลพาห เล่ม 3, ปีที่ 35, หน้า 14 (พฤษภาคม 2531)

[13] ดู วรรณวิสาข์ สุทธิวารี,อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3, หน้า 104 – 105

Tags: , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน