Member Login
Lost your password?

จำเลยวัยรุ่นคดีเผาซุ้มฯ เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพทุกข้อหา

21/11/2017
By

ศาลนัดรวมพิจารณาสองคดีเข้าด้วยกัน แต่จำเลยขอให้การรับสารภาพทุกข้อหา ทุกคดี ส่วนอาญาจบ เหลือสืบพยานส่วนแพ่งอีก 1 นัด ศาลนัดฟังคำพิพากษา 31 ม.ค.31

20 พ.ย. 60 ศาลจังหวัดพลนัดพร้อมโจทก์จำเลยคดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในจังหวัดขอนแก่น คดีหมายเลขดำที่ อ.1267/2560 ซึ่งมีนายไตรเทพ (นามสมมติ) และพวกรวม 6 คน เป็นจำเลย และคดีหมายเลขดำที่ 1268/2560 ซึ่งมีนายไตรเทพ (นามสมมติ) และพวกรวม 4 คน เป็นจำเลย ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดพล-โจทก์ ยื่นคำร้องขอรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกัน

หลังจากจำเลยทั้ง 6 คน ใน 2 คดี ถูกนำตัวมายังห้องพิจารณาคดี ได้ขอปรึกษาหารือกับทนายความ และอัยการจังหวัดพล ซึ่งมาศาลในวันนี้ด้วย จากนั้น จำเลยทั้ง 6 จึงแถลงต่อศาลว่า ประสงค์จะให้การรับสารภาพทุกข้อหาตามที่โจทก์ฟ้อง

ก่อนหน้านี้ ในนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ จำเลยในคดีทั้งสอง ให้การรับสารภาพในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาเป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจร และหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขอให้การปฏิเสธ และขอต่อสู้คดี  ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์-จำเลยของคดีหมายเลขดำที่ 1267/2560 ในวันที่ 12-15 ธ.ค. 60 และ 16-19 ม.ค. 61 และสืบพยานโจทก์-จำเลยของคดีหมายเลขดำที่ 1268/2560 ในวันที่ 19-22 ธ.ค. 60 และ 23-25 ม.ค. 61 (อ่านข่าวย้อนหลังที่นี่)

เมื่อจำเลยทั้ง 6 แถลงต่อศาลว่า ประสงค์จะให้การรับสารภาพ ศาลจึงอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง และถามคำให้การทีละคดีอีกครั้ง จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้องทุกข้อกล่าวหาในทั้งสองคดี และจำเลยที่ 1-4 ในคดีดำที่ 1267/2560 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1-4 ในคดีดำที่ 1268/2560 ซึ่งโจทก์ขอให้นับโทษในคดีทั้งสองต่อกัน

โจทก์และจำเลยไม่ติดใจนำพยานเข้าสืบ แต่จำเลยขอยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพเป็นหนังสือภายใน 15 วัน และศาลเห็นควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้ง 6 รายงานต่อศาล เพื่อศาลใช้พิจารณาประกอบดุลพินิจก่อนมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลนัดฟังคำพิพากษาทั้งสองคดีในวันที่ 31 ม.ค. 61 เวลา 09.00 น.

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในคดีทั้งสอง ผู้เสียหายคือ นายจำรัส นาคา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง อ.บ้านไผ่ และ นายชัชวาล ตั้งวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลชนบท อ.ชนบท ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง จำนวน 3,000 บาท และ 958,000 บาท ตามลำดับ ศาลจึงกำหนดวันนัดสืบพยานส่วนแพ่งทั้งสองคดี ในวันที่ 12 ธ.ค. 60

หนึ่งในจำเลยเปิดเผยว่า เขารู้สึกว่า การต่อสู้คดีเป็นเรื่องยาก เพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำก็มีการพูดถึงเรื่องการพระราชทานอภัยโทษกันมาก หลายคนก็แนะนำว่า รับสารภาพก็จะได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง ถ้าสู้เราก็จะถูกลงโทษหนัก ผมก็เลยตัดสินใจ

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จำเลยทั้ง 6 ซึ่ง 5 คน มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และอีก 1 คน อายุ 20 ปี จะตัดสินใจให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พวกเขาถูกขังในชั้นสอบสวนที่เรือนจำอำเภอพล จ.ขอนแก่น มาเป็นเวลา 48 วัน ก่อนได้รับการปล่อยตัวประมาณ 1 เดือน เนื่องจากครบกำหนดฝากขัง แต่อัยการยังไม่ยื่นฟ้องต่อศาล ต่อมา เมื่ออัยการส่งฟ้อง ศาลได้ออกหมายขังในระหว่างพิจารณาคดี และทั้ง 6 ถูกขังมาแล้วกว่า 3 เดือน รวมเวลาที่ถูกจำคุกมาแล้วเกือบ 5 เดือน โดยมี 3 คน เคยยื่นขอประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยวางหลักทรัพย์ตั้งแต่ 1-3 แสนบาท/คดี แต่ศาลจังหวัดพล รวมถึงศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาต ในชั้นพิจารณาหลังจากที่โจทก์ฟ้องญาติจึงไม่ได้ยื่นอีก เนื่องจากโจทก์ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอาฆาตพระมหากษัตริย์เพิ่มเข้ามา ทำให้หลักทรัพย์ประกันสูงขึ้นเกินกว่าที่ครอบครัวจะหามาได้ และมีความเป็นไปได้น้อยที่ศาลจะอนุญาต ส่วนที่เหลืออีก 3 คน ไม่เคยยื่นประกันตัวเลย เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์

คดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่มีการก่อเหตุเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติในอำเภอบ้านไผ่ และอำเภอชนบทในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2560 ต่อมา วันที่ 17 พ.ค. 60 ทหารและตำรวจได้เข้าจับกุมเยาวชนชาย (อายุ 14 ปี) 1 คน วัยรุ่นชาย (อายุ 18-20 ปี) 6 คน จากบ้านและสถานศึกษาในตำบลบ้านแท่น อ.ชนบท และนายฉัตรชัย จากบ้านในอำเภอโนนศิลา และจับกุมนายหนูพิณที่ จ.อุดรธานี นำไปควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 23 จ.ขอนแก่น และมณฑลทหารบกที่ 11 กรุงเทพฯ รวม 6 วัน โดยญาติไม่สามารถติดต่อได้ และไม่ทราบสถานที่ควบคุมตัว  ก่อนที่ศาลจังหวัดพลจะออกหมายจับผู้ต้องหาในกรณีนี้ทั้งหมดรวม 8 คน ในวันที่ 20 พ.ค. 60 และทหารส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหา เป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจร, วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และทำให้เสียทรัพย์ ในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีทนายหรือคนที่ผู้ต้องหาไว้ใจเข้าร่วม และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อใคร ทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินจำนวนไม่กี่ร้อย ผู้ต้องหาให้ข้อมูลภายหลังว่า ในขณะให้การรับสารภาพเขาไม่เข้าใจว่า เป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจร คืออะไร ส่วนในการแจ้งข้อกล่าวหา ตาม ม.112 เพิ่มในภายหลัง ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนา

ทั้งนี้ เยาวชนอายุ 14 ปี ถูกแยกดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายหนูพิณและฉัตรชัย ได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาในคดีตระเตรียมวางเพลิง ซึ่งจำเลยทั้งสองเปลี่ยนใจไม่ได้ลงมือก่อเหตุ ศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ฐานเป็นอั้งยี่ ลงโทษจำคุก 1 ปี ฐานตระเตรียมวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นและหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานหมิ่นฯ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ให้ริบของกลางคือน้ำมัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถกระบะ (อ่านข่าวย้อนหลังที่นี่)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฟ้อง 112 แปดผู้ต้องหาคดีเผาซุ้มฯ เพิ่มเติมจาก 4 ข้อหาเดิม

คดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ: ควบคุมตัวเด็ก 14 ในค่ายทหาร และการควบคุมตัวมิชอบที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

Tags: , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน