Member Login
Lost your password?

ส่องเทรนด์รื้อคดีเก่าคนเสื้อแดง: ขุดแจ้งข้อหา-ทยอยฟ้องศาลหลายจังหวัด

27/11/2017
By

การดำเนินการทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงราวครึ่งปีหลังของปี 2560 นี้ ที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญหนึ่งและดูเหมือนจะไม่ถูกนำเสนอหรือไม่ได้เป็นข่าวสารที่คนให้ความสนใจมากนัก ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าจับกุมหรือเรียกตัวคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่ มาแจ้งข้อกล่าวหาต่างๆ จากกรณีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2552 จนถึงก่อนการรัฐประหาร 2557 หรือบางกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาไว้นานแล้ว ก็กลับมีการเรียกตัวผู้ต้องหาไปสั่งฟ้องคดีต่อศาล

ปรากฏการณ์ “ขุด” คดีทางการเมืองมาใช้จับกุม แจ้งข้อกล่าวหา หรือสั่งฟ้องศาลดังกล่าวนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งดำเนินการดังกล่าวด้วยตนเอง แต่มีลักษณะเป็นปฏิบัติการเชิงนโยบายที่มีการสั่งการหรือเร่งรัดมาเป็นการทั่วไป เนื่องจากเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่ คสช. กำลังดำเนินการอย่างเงียบๆ และดูจะสวนทางกับนโยบาย “ปรองดอง” ที่คสช. กล่าวอ้างต่อสังคมเอาไว้ในช่วงปีที่ผ่านมา รายงานชิ้นนี้ประมวลกรณีในภูมิภาคต่างๆ เท่าที่ทราบ มาชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และดูจะยังดำเนินต่อเนื่องไป

จับกุมเสื้อแดงอย่างน้อย 6 ราย คดีปิดถนนในอุดรฯ ตั้งแต่ปี 53

เริ่มต้นที่จังหวัดทางภาคอีสาน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ ได้ปรากฏกรณีการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านเสื้อแดงอย่างน้อย 6 ราย จากกรณีการชุมนุมปิดถนนที่จังหวัดอุดรธานีตั้งแต่เมื่อปี 2553

เหตุในคดีนี้ สืบเนื่องจากความพยายามในการสลายการชุมนุมของประชาชนที่ถนนราชดำเนินในวันที่ 10 เม.ย.53 ทำให้ทางคนเสื้อแดงในอำเภอหนองวัวซอ และอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี ได้เข้าปิดกั้นถนนสายหลัก ในช่วงวันที่ 25-26 เม.ย.53 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปสมทบกำลังที่กรุงเทพฯ เพื่อสลายการชุมนุมอีก

.

ภาพการปิดกั้นถนนที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2553 (ภาพจากไทยรัฐออนไลน์)

.

การจับกุมที่เพิ่งเกิดขึ้นกับมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมดังกล่าว อาทิเช่น เมื่อต้นเดือนส.ค. (2 ส.ค.60) พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ได้เข้าจับกุมตัวนายสมพร ไชยกอง คนเสื้อแดงซึ่งประกอบอาชีพติดตั้งเครื่องเสียงในจังหวัดหนองบัวลำภู จากหมายจับที่ออกตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2553 โดยที่ไม่ได้มีการจับกุมในช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด

สมพรถูกนำตัวไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ และต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยกระทำการเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่ในการสั่งการในการมั่วสุม, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้กระทำความผิดไม่เลิก, กระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล

สมพรได้รับการประกันตัว และคดียังอยู่ในชั้นอัยการ กรณีนี้ญาติเปิดเผยว่าในวันเกิดเหตุ สมพรได้เข้าไปติดตั้งเครื่องเสียงและไมโครโฟน ไม่ได้เป็นแกนนำในการชุมนุมแต่อย่างใด ญาติยังระบุข้อมูลจากการสอบถามตำรวจที่เข้าจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าทำตามหน้าที่ และมีนโยบายให้รื้อคดีที่ค้างคาเหล่านี้

ในวันเดียวกับที่มีการจับกุมสมพร ยังมีคนเสื้อแดงในพื้นที่อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี ถูกเรียกตัวมาที่ว่าการอำเภอ ก่อนจะถูกควบคุมตัวจากหมายจับที่ออกตั้งแต่ปี 2553 ในข้อหาและพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันกับนายสมพร และคดียังอยู่ในชั้นอัยการเช่นกัน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พ.ย.60 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมกับตำรวจในพื้นที่ ยังได้เข้าจับกุมคนเสื้อแดงอีกรายหนึ่งในอำเภอหนองวัวซอ โดยใช้หมายจับของศาลอุดรธานีที่ออกตั้งแต่เมื่อปี 2553 จากกรณีการปิดถนนในช่วงเดือนเมษายน 2553 เช่นเดียวกัน คนเสื้อแดงรายนี้ถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจหนองวัวซอหนึ่งคืน ก่อนจะได้รับการประกันตัว

นอกจากนั้น เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2560 ศาลจังหวัดอุดรธานียังได้อ่านคำพิพากษาในกรณีของนักจัดรายการวิทยุคนเสื้อแดง กับพวกอีกรายหนึ่ง จากการปิดกั้นถนนบริเวณหน้า สภ.โนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2553 โดยศาลพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 4 ปี โดยที่จำเลยทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี โดยล่าสุดคดีนี้ทั้งสองคนไม่ยื่นอุทธรณ์คดี ทำให้ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ

 

จับกุมเสื้อแดงอุบลฯ คดีเผาโลงจำลองประท้วงเมื่อปี 53

ในภาคอีสานเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 60 เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.วารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้าจับกุมนายพงษ์ศักดิ์ ตุ้มทอง อดีตดีเจเสื้อแดง ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีหลังเก่า ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองมากกว่า 10 คนขึ้นไป

เหตุในคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.53 พงษ์ศักดิ์กับกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้ไปชุมนุมที่ราชธานีอโศก ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์สาขาของสันติอโศกในจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากมีการปราศรัยแล้ว ได้มีกิจกรรมเผาโลงศพจำลอง เพื่อเป็นการประท้วงท่าทีทางการเมืองของสมณะโพธิรักษ์ และพลตรีจำลอง ศรีเมือง

พงษ์ศักดิ์ระบุว่า เขารับหน้าที่ดูแลเครื่องเสียงและเครื่องปั่นไฟในงานเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุเผาโลงศพจำลอง และผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ปล่อยให้ไฟลุกไหม้สร้างความเสียหายแต่อย่างใด โดยหลังการชุมนุมไม่นาน พงษ์ศักดิ์ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งเขาก็ได้เซ็นรับทราบแล้ว แต่ตำรวจก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย ทั้งที่เขาพักอยู่ในอุบลฯ มาตลอด ไม่ได้หลบหนี

ในการสอบสวน พงษ์ศักดิ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยไม่มีทนายความอยู่ด้วย ตำรวจยังมีการขอตรวจสอบโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต พร้อมขอพาสเวิร์ดเข้าเครื่องและพาสเวิร์ดเข้าไลน์ ซึ่งพงษ์ศักดิ์ก็ได้ให้ความร่วมมือ ก่อนได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 60,000 บาท หลังจากคุมขังที่สภ.วารินชำราบ 1 คืน

 

สั่งฟ้อง 2 คดีรวด กรณีติดป้ายแยกประเทศล้านนาตั้งแต่ปี 57

ขณะเดียวกันในพื้นที่ภาคเหนือ ก็มีการ “ขุด” กรณีการติดป้ายข้อความ “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ซึ่งพบติดในพื้นที่ต่างๆ ทางภาคเหนือหลายจังหวัด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคมปี 2557 ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ในขณะนั้น ขึ้นมาแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องคดีตามมาตรา 116 หรือที่รู้จักกันในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” อีกถึง 2 คดี

สำหรับกรณีป้ายดังกล่าว เคยมีการดำเนินคดีมาตรา 116 กับนายออด สุขตะโก, นางถนอมศรี นามรัตน์ และนายสุขสยาม จอมธาร สามสมาชิกของกลุ่มแม่สรวยรักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อแดงที่เคยทำกิจกรรมในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในศาลจังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2557 จากป้ายที่ติดอยู่บริเวณสะพานลอยในอำเภอเมืองเชียงราย ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้รออาญาทั้งสามคนไว้ เมื่อปี 2558 และคดีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว

.

ภาพป้ายที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 116

.

หากแต่ในช่วงเดือนมีนาคม 2560 กลับมีการเรียกตัวผู้ต้องหาทั้งสามคนนี้ ไปสั่งฟ้องคดีข้อหาเดียวกัน ต่อศาลจังหวัดพะเยา จากกรณีการพบป้ายข้อความดังกล่าวที่ติดในอำเภอเมืองพะเยา โดยคดีนี้เคยมีการแจ้งข้อกล่าวหาคาไว้อยู่ที่ชั้นตำรวจกว่า 3 ปี จนผู้ต้องหาทั้งสามคนนึกว่าคดีไม่ได้มีการดำเนินการต่อแล้ว แต่กลับมีการสั่งฟ้องในปีนี้ โดยระบุว่าเป็นความเห็นสั่งฟ้องของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในเดือนมิถุนายนและสิงหาคม 2560 ทั้งสามคนยังถูกพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาว แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 เพิ่มอีก จากกรณีป้ายพบติดที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ก่อนจะมีการสั่งฟ้องกรณีนี้ต่อศาลจังหวัดเชียงราย ทำให้ถึงปัจจุบันทั้งสามคนถูกดำเนินคดีกรณีติดป้ายถึงสามคดีด้วยกัน โดยในสองกรณีใหม่นี้ ทั้งสามคนยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดป้ายดังกล่าวแต่อย่างใด คดีจึงยังอยู่ในระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล

 

คุมตัว “คนขายกาแฟเสื้อแดง” ดำเนินคดีร่วมก่อการร้ายปี 53

ในกรุงเทพมหานครเอง ก็มีการควบคุมตัวอดีตผู้ชุมนุมเสื้อแดง จากการชุมนุมทางการเมืองในอดีตเช่นกัน ได้แก่ กรณีของนายศักดา แก้วผูกนาค หรือ “นัท” ขายกาแฟรถเข็นที่สนามหลวงและในที่ชุมนุม ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 โดยเป็นการจับตามหมายจับของศาลอาญาในปี 2560 นี้ ในข้อหาร่วมกันหรือสนับสนุนให้มีการก่อการร้ายกับแกนนำนปช. ในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 อันเป็นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/2

สำหรับกรณีของศักดา ในปี 2553 ทางดีเอสไอเคยยื่นคำร้องต่อศาลในการขอออกหมายจับมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง แต่ศาลก็ยกคำร้องทั้งสองครั้ง โดยในเดือนมิถุนายน 2553 ศาลยกคำร้องโดยเห็นว่าพยานหลักฐานผู้ต้องหายังไม่เพียงพอที่จะออกหมายจับ และในเดือนธันวาคม 2553 ศาลยกคำร้องโดยเห็นว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการว่าจะมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ กรณียังไม่มีเหตุจำเป็นให้ออกหมายจับ ก่อนที่ในปี 2560 ทางดีเอสไอจะมีไปการขอศาลออกหมายจับนายศักดาอีกครั้ง และศาลได้อนุมัติหมายจับในที่สุด

ศักดาถูกฝากขังและควบคุมตัวในเรือนจำตั้งแต่ถูกจับกุม จนถึงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ซึ่งได้มาจากการระดมทุน จำนวน 600,000 บาท โดยทางพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษก็ได้มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาไปแล้ว

นอกจากศักดาแล้ว มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายนี้อีกรายหนึ่งด้วย

.

ภาพการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2553

.

แจ้งข้อหาแกนนำ นปช. กรณีเปิดเผยเอกสารกท.ต่างประเทศตั้งแต่ปี 52

ด้านแกนนำนปช.เอง ก็ได้ถูกรื้อฟื้นกรณีตั้งแต่เมื่อปี 2552 มาแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ย.60 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้มีการออกหมายเรียกณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และก่อแก้ว พิกุลทอง สองแกนนำนปช. ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 123 เรื่องการกระทำการให้ได้มาซึ่งข้อความเอกสารอันปกปิดไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของประเทศ และข้อหาตามมาตรา 124 เรื่องการกระทำให้ผู้อื่นล่วงรู้หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสาร หรือสิ่งใดๆ อันปกปิดไว้เป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของประเทศ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

เหตุในกรณีเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2552 โดยนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และนายสังคม ดำรงค์ยุทธภูมิ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่ากลุ่มแกนนำได้นำหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศ ไปเผยแพร่ผ่านรายการ “ความจริงวันนี้” และยังนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ ฉบับวันที่ 22-24 ธันวาคม 2552 อีกด้วย โดยระบุว่าการเผยแพร่ดังกล่าวทำให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับความเสียหาย

แม้ทั้งณัฐวุฒิและก่อแก้วจะเข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน และได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกัน แต่ก็ยังต้องต่อสู้คดีนี้ต่อไป ทั้งนอกจากทั้งสองคนนี้ ผู้ที่ถูกแจ้งความจากกรณีนี้ยังได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และนางสุพัฒภาย์ พัฒนรพันธุ์ ด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนระบุว่าจะออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

กรณีนี้รายงานข่าวระบุว่าผู้แจ้งความยังมีการไปแจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้งด้วย แต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าเป็นคดีเดียวกัน จึงได้มีคำสั่งให้โอนคดีมาให้ตำรวจกองปราบปรามทำคดีดังกล่าว

 

สู่คำถามเรื่องนโยบาย “ปรองดอง” ของ คสช.

เป็นที่น่าสังเกตว่า การดำเนินการในกรณีต่างๆ ดังกล่าวเท่าที่ทราบ เกิดมากขึ้นคาบเกี่ยวกับช่วงของการพิพากษาคดีจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเดือนตุลาคม 2560

นอกจากนั้น ตั้งแต่ในช่วงต้นปีนี้ ทางคสช. เอง ยังดำเนินโครงการสร้างความสามัคคีปรองดองทางการเมือง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) และการจัดระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง” จนกระทั่งมีการประกาศสัญญาประชาคมดังกล่าวอย่างเงียบๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ “สัญญา” ที่มีลักษณะเป็นนามธรรมดังกล่าว กลับไม่ได้มีการกล่าวถึงปมปัญหาในการจัดการกับคดีทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น และยังดำเนินอยู่ระหว่างความขัดแย้งในสังคมไทยหลายปีที่ผ่านมา

.

ภาพ “สัญญาประชาคม” 10 ข้อ ที่ทางป.ย.ป.จัดทำ (ภาพจากมติชนออนไลน์)

.

การจับกุมหรือสั่งฟ้องคดีดังกล่าว ยังเกิดขึ้นภายใต้ความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากที่ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม (ดูตัวอย่างผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 76.8 มีความเชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ)

ขณะเดียวกัน ในยุค คสช. เอง การใช้กระบวนการทางกฎหมายยังกลายไปเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้เห็นต่างหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอีกด้วย (ดูรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ปรากฏการณ์ “ขุด” คดี ที่มีแนวโน้มจะมุ่งดำเนินการต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายเดียว จึงดูจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “สองมาตรฐาน” ซึ่งสั่งสมเรื่อยมาตลอดความขัดแย้งทางการเมือง และดูจะยิ่งสวนทางกับแนวทางการสร้างความปรองดองที่ คสช. กล่าวอ้าง และยังใช้งบประมาณจำนวนมากกว่า 1,300 ล้านบาท ดำเนินการโครงการมาจนถึงปัจจุบัน

 

Tags: , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน