Member Login
Lost your password?

นักวิชาการภาษาศาสตร์ให้การคดี “ไทยศึกษา” ชี้การยกข้อความออกจากบริบท เพื่อเน้นการต่อต้านรัฐบาล ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน

07/12/2017
By

วันนี้ 7 ธ.ค. 60  ดร.อิสระ ชูศรี  อาจารย์จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์  ได้เดินทางเข้ายื่นคำให้การในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญต่อพนักงานสอบสวนสภ.ช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ในคดีของ 5 นักวิชาการ นักศึกษา และนักแปล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากกรณีการติดแผ่นป้ายข้อความว่า “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร”ที่ฝาผนังห้องประชุมศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ขณะเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา เมื่อวันที่ 18 ก.ค.60

ในคดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งห้าคน ได้แก่ นายชยันต์ วรรธนะภูติ, นางภัควดี วีระภาสพงษ์, นายนลธวัช มะชัย, นายชัยพงษ์ สำเนียง และนายธีรมล บัวงาม ได้ถูกกล่าวหาว่าการติดแผ่นป้ายดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง เป็นการต่อต้าน ยุยง ปลุกปั่น หรือปลุกระดมทางการเมือง อาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลในเชิงลบ โดยผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอให้พนักงานสอบสวนได้สอบพยานนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้ โดยขณะนี้คดียังอยู่ในชั้นอัยการศาลแขวง

 

ข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” แสดงการปฏิเสธประโยค “เวทีวิชาการ คือค่ายทหาร”

คำให้การโดยสรุป ดร.อิสระเห็นว่า การจะพิจารณาความหมายของข้อความใดๆ ก็ตาม เพื่อที่จะให้เข้าใจเจตนาของผู้ที่ใช้ข้อความนั้นเพื่อส่งสาร ผู้รับสารจะต้องคำนึงถึงหลักการพื้นฐานของการสื่อสารหรือสนทนากัน ได้แก่ ความร่วมมือกันระหว่างผู้ที่มีส่วนร่วมอยู่ในบริบทของการสื่อสารหรือเป็นคู่สนทนากัน

เมื่อนำหลักการดังกล่าวมาวิเคราะห์ ข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”  อยู่ในรูปประโยคปฏิเสธ  ดังนั้น จึงเข้าใจได้ว่าผู้สร้างข้อความแสดงการปฏิเสธประโยคที่มีความหมายตรงข้ามกับประโยคดังกล่าว ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นประโยคที่มีความหมายโดยประมาณว่า “เวทีวิชาการ คือค่ายทหาร” จึงจะทำให้สามารถเข้าใจความหมายของ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”  ได้ชัดเจนขึ้นในฐานะที่เป็นประโยคที่แสดงความหมายเชิงโต้แย้ง

จากการที่พยาน ติดตามข่าวสารในช่วงนั้น พบว่าเวทีวิชาการที่อยู่ในข้อความที่เป็นปัญหานั้น คือการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นการประชุมทางวิชาการที่มีชื่อเสียงอย่างมากในระดับนานาชาติ แต่กลับพบว่าในการประชุมนั้นมีทหารในเครื่องแบบเข้าสังเกตการณ์การประชุมและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในลักษณะที่ผิดไปจากปกติที่เคยเป็นมาในการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ในฐานะที่พยาน เองก็มีความเป็นนักวิชาการ จึงเข้าใจได้ว่าบรรยากาศของการจัดประชุมนั้นอยู่ภายใต้การจับจ้องและตรวจตราของทหารจำนวนหนึ่ง จนคล้ายกับว่าการประชุมของนักวิชาการที่จัดอยู่นั้นเป็นเสมือนค่ายทหาร

ด้วยเหตุนี้เองพยาน จึงตีความว่าข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” เป็นข้อความที่มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ หรือเป็นอุปลักษณ์ ที่แสดงข้อคิดเห็นในเชิงไม่เห็นด้วยกับการที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการจัดประชุมในลักษณะที่ขัดกับวัฒนธรรมของนักวิชาการที่ต้องการพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแง่มุมต่าง ๆ โดยเสรี โดยอาศัยเหตุผลและข้อเท็จจริงเป็นเครื่องสนับสนุน อันจะยังให้เกิดความงอกงามตามขนบทางวิชาการที่มีความเป็นสากล

โดยสรุป ข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”  ที่ปรากฏขึ้น ในเหตุการณ์การประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา มีความหมายเป็นการแสดงจุดยืน    คัดค้านการแทรกแซงการจัดประชุมทางวิชาการโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

 

“เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ไม่มีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่น ปลุกระดมทางด้านการเมือง

ดร.อิสระ ยังเห็นว่าข้อความ“เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” ไม่ได้เป็นข้อความที่ถูกแสดงขึ้นโดยเอกเทศ แต่เป็นข้อความที่ขึ้นกับบริบทของการสื่อสารที่มีความจำเพาะเจาะจง กล่าวคือการแสดงข้อความดังกล่าวมีลักษณะที่ผิดไปจากความปกติธรรมดาของการประชุมทางวิชาการที่มุ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการด้วยกันเป็นสำคัญ จนกระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์ที่ผิดไปจากความปกติธรรมดาของ “เวทีวิชาการ” เกิดขึ้น ได้แก่ การเข้าสังเกตการณ์หรือตรวจสอบการประชุมฯ โดยเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ ข้อความที่เป็นปัญหาจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสื่อสารความไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าหน้าที่ประพฤติตนในลักษณะที่เป็นการแทรกแซงการประชุมทางวิชาการ

การชูป้ายข้อความดังกล่าว ก็มิได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยอิสระหรือมีการเตรียมการต่างหากจากการประชุมทางวิชาการที่เป็นบริบทของมัน แต่เกิดขึ้นในฐานะปฏิกิริยาของผู้ร่วมการประชุมฯ ส่วนหนึ่งที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในการประชุมนั้น

จากเหตุผลสองประการข้างต้น พยานจึงมีความคิดเห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่น ปลุกระดมทางด้านการเมือง และอาจก่อให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลเชิงลบโดยทั่วไปแต่อย่างใด เนื่องจากข้อความนี้ไม่ได้มีรายละเอียดเนื้อหาที่เป็นการยุยงปลุกปั่นปลุกระดมทางการเมือง หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในแง่อื่นใดเลย นอกเหนือไปจากที่เป็นการปฏิเสธการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ทหารในการประชุมทางวิชาการ ที่ถือว่าเป็นวิถีปกติของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพที่ต้องอาศัยวิชาการนี้

การที่ผู้กล่าวหามีการหยิบยกเอาข้อความดังกล่าวออกมาจากบริบทของการสื่อสาร เพื่อเน้นให้เห็นเฉพาะแง่มุมที่เป็นการต่อต้านรัฐบาล จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจความหมายที่คลาดเคลื่อนไปจากบริบทที่ข้อความนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนและความต้องการที่จะธำรงเสรีภาพทางวิชาการด้วยการจัดประชุมทางวิชาการโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ

 

 

อ่านคำให้การพยานปากอื่นๆ เพิ่มเติม

เสรีภาพสำคัญยิ่งสำหรับงานประชุมวิชาการ: เปิดคำให้การ ‘อานันท์ กาญจนพันธุ์’ ในคดีไทยศึกษา

นักวิชาการรัฐศาสตร์-สื่อสารมวลชน เข้ายื่นคำให้การพยานในคดี ‘เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร’

นักวิชาการกฎหมายให้การคดีไทยศึกษา ชี้คำสั่งหน.คสช.3/58 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อมีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ผู้ต้องหาคดี “เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร” รายงานตัวอัยการ พร้อมร้องขอสอบพยานเพิ่ม 1 ปาก

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สภ.เมืองขอนแก่น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เฟซบุ๊ค เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน