Member Login
Lost your password?

การฟ้องคดีโดยประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ: การนำเข้าและใช้แบบไทยๆ

09/01/2018
By

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2560 เครือข่ายภาคประชาชนจำนวน 23 คน ยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ขอยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญและการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยอาศัยช่องทางการฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ

มาตรา 213  บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นับเป็นช่องทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของตนจากการใช้อำนาจรัฐ บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจถึงต้นแบบและที่มาของมาตรานี้ รวมถึงการเดินทางของนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญสู่การดัดแปลงและนำมาใช้ในระบบกฎหมายไทย

ต้นแบบของมาตรา 213 ในระบบกฎหมายเยอรมัน เรียกว่า “การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ”

ต้นแบบของมาตรา 213 มาจากนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญในระบบกฎหมายเยอรมันที่เรียกว่า “การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ” เป็นช่องทางของกฎหมายที่เปิดให้บุคคลยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของตนถูกละเมิดจากการใช้อำนาจมหาชนโดยองค์กรของรัฐต่าง ๆ อำนาจมหาชนดังกล่าวนี้หมายความถึงการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายโดยฝ่ายปกครอง หรือแม้กระทั่งการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วย

การร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปเพื่อตรวจสอบ “กฎหมาย” “การกระทำทางปกครอง” ตลอดจน “คำพิพากษาของศาล”ว่าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้หรือไม่

เยอรมันสร้างนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างหลักประกันความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และรับประกันว่าองค์กรของรัฐต่าง ๆ จะเคารพและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้จริง โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล

เขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในคดีร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญนี้ ปรากฎในมาตรา 93 วรรค 1 ข้อ 4 อักษร a แห่งกฎหมายพื้นฐานแห่งสหพันธรัฐสาธารณรัฐเยอรมัน และมาตรา 13 ข้อ 8 อักษร a แห่งรัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐ

บุคคลจะร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญได้ต้องประกอบไปด้วยเงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ การใช้อำนาจรัฐมีเป้าหมายเพื่อละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และผู้ร้องทุกข์ได้ใช้ช่องทางทางกฎหมายอื่นที่มีเพื่อเยียวยาการละเมิดสิทธิดังกล่าวมาจนหมดสิ้นแล้ว จึงจะสามารถมาฟ้องคดีร้องทุกข์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ 

“การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ” สู่ “การฟ้องคดีโดยประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ” แบบไทย ๆ ครั้งแรกในมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

มาตรา 212  บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้

การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว  ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

หลังการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 นวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญของเยอรมันถูกดัดแปลงมาเป็นมาตรา 212 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวพยายามนำ “การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ” ในระบบกฎหมายเยอรมันมาเป็นส่วนหนึ่งในระบบกฎหมายไทย

แต่ท้ายที่สุด นวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญของเยอรมันก็กลายเป็นนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญแบบไทย ๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นกำเนิดในระบบกฎหมายเยอรมันอย่างมาก ทั้งในทางเนื้อหาและวัตถุประสงค์

มาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จำกัดขอบเขตอำนาจการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญให้เหลือเพียงเรื่องการใช้อำนาจนิติบัญญัติหรือการตรากฎหมายของรัฐสภาเท่านั้น แต่ไม่สามารถตรวจสอบคำสั่งทางปกครองและคำพิพากษาว่าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เหมือนในระบบกฎหมายเยอรมัน ทำให้วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญชิ้นนี้หายไปเมื่อเข้ามาสู่ระบบกฎหมายไทย เพราะไม่สามารถทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งสุดท้ายและรับประกันการใช้อำนาจรัฐทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ให้เคารพและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้จริง

นอกจากนี้ การตรวจสอบว่ากฎหมายขัดหรือแย้งกับสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลหรือไม่ตามมาตรา 212 ระบุให้บุคคลต้องใช้สิทธิโดยวิธีการอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วเสียก่อนจึงจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้

แต่วิธีอื่นที่มี เช่น มาตรา 211 ให้คู่ความในคดีสามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงการยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมาตรา 245 (1) และมาตรา 257 (2) ตามลำดับ ต่างก็มีปลายทางที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ในทางปฏิบัติ บุคคลที่อาศัยช่องทางอื่นที่มีจนหมดแล้ว จึงไม่มีโอกาสหรือความจำเป็นที่จะใช้ช่องทางตามมาตรา 212 ได้เลย

การนำเข้านวัตกรรมการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญสู่ระบบกฎหมายไทยครั้งแรก จึงเป็นการนำเข้าที่ผิดหลักการจากต้นกำเนิดในระบบกฎหมายเยอรมันอย่างมาก และกลายเป็นการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ (ที่ใช้ไม่ได้) แบบไทย ๆ ในที่สุด

จากมาตรา 212 สู่มาตรา 213 ในฐานะจุดขายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

จุดขายสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำภายหลังการรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งต่อมาถูกประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ปรากฎในเอกสารที่ชื่อว่าว่า “คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ 10 เรื่องน่ารู้ เล่ม 2” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อใช้เผยแพร่รณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญก่อนการออกเสียงประชามติ

กรธ. ชูจุดขายสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างน้อย 2 ประการ คือ ขยายการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ และให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น

ในส่วนของการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น กรธ. ปรับปรุงข้อผิดพลาดของมาตรา 212 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยยกเลิกข้อจำกัดที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติ ว่ากฎหมายที่ถูกตราขึ้นละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลหรือไม่ และขยายอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบ “การกระทำ” เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังตัดลดเงื่อนไขที่ระบุให้บุคคลจะต้องใช้ช่องทางทางกฎหมายอื่น ๆ ที่มี เพื่อเยียวยาการละเมิดสิทธิจนหมดแล้วเสียก่อน จึงจะสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ตามแบบเยอรมัน และตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ออกไป จึงดูเหมือนจะขยายสิทธิของประชาชนมากยิ่งขึ้น

คำถามคือ “การกระทำ” ดังกล่าวนี้ครอบคลุมการใช้อำนาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เหมือนในระบบกฎหมายเยอรมันหรือไม่ และสิทธิในการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น ก็ถูกจำกัดให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำถามและความไม่แน่นอนของช่องทางในการยื่นคำร้องตามมาตรา 213 ประชาชนหลายกลุ่มยังหวังว่ามาตรา 213 จะเป็นอีกช่องทางพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง สังเกตได้จากการอาศัยช่องทางนี้ยื่นคำร้องจำนวนมากหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญแบบไทย ๆ สิ้นผลลงโดยการใช้แบบไทย ๆ

ข้อมูลจากการสืบค้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2560 หรือสี่เดือนหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีประชาชนยื่นคำร้องตามมาตรา 213 ว่า การกระทำขององค์กรของรัฐต่าง ๆ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของตนต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 18 คำร้อง แต่ปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้ง 18 คำร้องไว้พิจารณา โดยเหตุผลของการยกคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญสามารถแบ่งออกได้ 4 เหตุผลใหญ่ ดังนี้

1. เนื่องจากเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงและเรื่องยุติไปก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ จำนวน 1 คำสั่ง (คำสั่งที่ 2/2560)

2. เนื่องจากคำร้องไม่ปรากฎว่ามีการกระทำใดอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของผู้ร้อง จำนวน 3 คำสั่ง (คำสั่งที่ 3/2560 คำสั่งที่ 14/2560 และคำสั่งที่ 19/2560)

3. เนื่องจากเป็นกรณีที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญและไม่ปรากฎการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวโดยอาศัยช่องทางตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญได้ จำนวน 4 คำสั่ง (คำสั่งที่ 9/2560 คำสั่งที่ 15/2560 คำสั่งที่ 16/2560 คำสั่งที่ 17/2560)

4. เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดช่องทางอื่นในการตรวจสอบไว้เฉพาะแล้ว จึงไม่อาจอาศัยช่องทางตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญได้ จำนวน 10 คำสั่ง โดยแบ่งเป็นกรณีย่อยได้ ดังนี้

กรณีแรก เป็นกรณีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้กำหนดช่องทางในการตรวจสอบไว้เฉพาะแล้วในมาตรา 212 และมาตรา 231 (1) ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวโดยอาศัยช่องทางตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญได้ จำนวน 7 คำสั่ง (คำสั่งที่ 4/2560 คำสั่งที่ 7/2560 คำสั่งที่ 8/2560 คำสั่งที่ 12/2560 คำสั่งที่ 13/2560 คำสั่งที่ 18/2560)

กรณีที่สอง เป็นกรณีที่ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของร่าง พ.ร.บ. ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาแล้ว โดยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 148 ประกอบ 263 ได้กำหนดกระบวนการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวโดยอาศัยช่องทางตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญได้ จำนวน 2 คำสั่ง (คำสั่งที่ 6/2560 คำสั่งที่ 11/2560)

กรณีที่สาม อาศัยทั้งสองเหตุผลข้างต้น จำนวน 1 คำสั่ง (คำสั่งที่ 10/2560)

จากเหตุผลทั้งสี่ประเภทที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ยกคำร้อง ความน่าสนใจอยู่ที่เหตุผลที่สี่ อันแสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มใช้และตีความกฎหมายสร้างเงื่อนไขนอกเหนือจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญตามแบบเยอรมันถูกตีกรอบให้แคบลง เริ่มตั้งแต่บุคคลไม่อาจใช้ช่องทางยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพื่อตรวจสอบว่ากฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่

การตีความแบบไทย ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญแสดงออกผ่านคำสั่งไม่รับพิจารณา ซึ่งสร้างข้อจำกัดในการใช้สิทธิของประชาชน เป็นไปเพื่อไม่ให้มีเรื่องเข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจนเกินกำลัง หรือเรียกว่าน้ำท่วมศาล ตามที่ปรากฎในบทสัมภาษณ์ของนายจรัญ  ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่กี่วันหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สะท้อนถึงการตีความแบบไทย ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของศาลมากกว่าการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล

นอกจากนี้ เหตุผลดังกล่าวยังส่งผลโดยตรงต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีมติเห็นชอบไปในเดือนพฤศจิกายน 2560

ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้สร้างข้อจำกัดจำนวนมาก โดยกำหนดว่าบุคคลไม่อาจใช้มาตรานี้ตรวจสอบการกระทำของรัฐบาล สิ่งที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายได้กำหนดช่องทางเฉพาะไว้แล้ว เรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลอื่น ๆ การกระทำของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และการบริหารงานบุคคลขององค์กรตุลาการได้

การกำหนดข้อจำกัดเพิ่มเติมเช่นนี้ ย่อมทำให้การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญตามแบบเยอรมันที่ถูกดัดแปลงมาอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นครั้งที่สอง ประกอบการใช้แบบไทย ๆ ได้ทำลายวัตถุประสงค์สำคัญของนวัตกรรมทางรัฐธรรมนูญตามแบบเยอรมันลงทันที

นำไปสู่การตั้งคำถามที่สำคัญว่า ตกลงแล้วบุคคลสามารถใช้ช่องทางตามมาตรา 213 ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐใดได้บ้าง หรือท้ายที่สุดมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะลงเอยแบบเดียวกับมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คือ เป็นช่องทางทางกฎหมายที่สวยหรูแต่ใช้บังคับไม่ได้เลยในความเป็นจริง

บทส่งท้าย

การยื่นฟ้องโดยเครือข่ายภาคประชาชนจำนวน 23 คน ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ในวันที่ 19  ธ.ค. 2560 คงจะเป็นการทดสอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญประการหนึ่ง

การทดสอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทดสอบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ เพราะแนวคำสั่งศาลข้างต้นย่อมคาดหมายผลของคดีได้ระดับหนึ่ง แต่การทดสอบครั้งนี้เป็นไปเพื่อเปิดเผยให้ประชาชนได้เห็นว่า จุดขายของ กรธ. ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขยายเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจำนวนมาก และมีช่องทางให้พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวมากมายกว่ารัฐธรรมนูญก่อน ๆ จะเป็นความจริงหรือไม่ หรือความจริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นดอกผลอีกประการของการรัฐประหารเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารไม่สามารถพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ตามคำโฆษณา อาจถึงเวลาที่ประชาชนควรตระหนักและแสวงหนทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของตนเองได้อย่างแท้จริงด้วยตัวของตนเอง

Tags: , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น คนอยากเลือกตั้ง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ชุมนุมทางการเมือง บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม อานนท์ นำภา เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน