ทำความรู้จัก 3 จำเลย ผู้ต้องสู้ 3 คดีซ้อน ในข้อหา ม.116 กรณีติดป้ายประเทศล้านนา

29/01/2018
By

มันเป็นเรื่องที่ให้ความรู้สึก “เดจาวู” อยู่บ้าง คือเป็นเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าได้เกิดขึ้นซ้ำอีก หรือได้เคยพบพาน-พบเห็นมาก่อนแล้ว เมื่อในห้องพิจารณานั้น มีชาย-หญิงสามคนเดิมตกที่นั่งเป็นจำเลยต้องต่อสู้คดีซ้ำอีกครั้ง มีข้อกล่าวหาเดิมที่เคยต่อสู้คดีผ่านมาแล้ว มีการกระทำที่ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องเดิมที่เคยนึกว่าผ่านพ้นไปแล้ว มีทนายความให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายคนเดิม และทั้งหมดต้องกลับมาในวงรอบของ “กระบวนการยุติธรรม” เช่นเดิม ดังที่เคยผ่านมาแล้วเมื่อสามปีก่อนหน้า

แม้เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพะเยาจะยกฟ้องคดีของนายออด สุขตะโก นายสุขสยาม จอมธาร และนางถนอมศรี นามรัตน์ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือ “ยุยงปลุกปั่น” จากกรณีการพบป้ายที่มีข้อความว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กู ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ซึ่งติดในจังหวัดพะเยา เนื่องจากโจทก์ไม่ได้มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยทั้งสามคนได้กระทำความผิดตามฟ้อง

ดูสรุปคำเบิกความพยานคดีนี้ได้ในรายงาน “เพียงเพราะป้ายเหมือนกัน จึงถูกดำเนินคดีซ้ำอีกครั้ง” และสรุปคำพิพากษา

แม้จะมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นไปแล้ว แต่ในคดีนี้ ก็ยังต้องรอติดตามว่าทางอัยการฝ่ายโจทก์จะมีการอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่ อีกทั้งในขณะนี้ จำเลยทั้ง 3 ยังถูกดำเนินคดีจากป้ายลักษณะเดียวกัน ซึ่งพบติดที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบป้ายในที่อื่นๆ อีกด้วย คดีนี้ก็ถูกสั่งฟ้องศาลไปแล้วเช่นกัน โดยศาลจังหวัดเชียงรายนัดสืบพยานในระหว่างวันที่ 26-29 มิ.ย. และ 3 ก.ค. 2561

ไม่นับว่าก่อนหน้านั้น ทั้ง 3 คน ล้วนเคยถูกดำเนินคดีจากกรณีป้ายข้อความเดียวกัน ซึ่งพบที่หน้าห้างเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงรายมาแล้ว คดีนั้นศาลจังหวัดเชียงรายได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษไว้ เป็นระยะเวลา 5 ปี ไปแล้ว รวมทั้งหมดทำให้ทั้งสามคนถูกดำเนินคดีแล้ว 3 คดี จากข้อหาเดียวกันทั้งหมด (เรื่องราวการดำเนินคดีต่อ 3 จำเลย)

ในอีกมุมมองหนึ่งนอกเหนือไปจากสถานะ “จำเลย” ที่ต้องต่อสู้คดี และรอคอย “คำพิพากษา” แล้ว สามัญชนทั้ง 3 คน เคยทำอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่ในขณะที่ต้องเผชิญคดีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพวกเขาต้องพบเจอกับอะไรบ้าง ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวจากชีวิตบางส่วนเพื่อให้พอรู้จักพวกเขาและเธอมากขึ้น

 

จำเลยที่ 1 ออด สุขตะโก

เขาเป็นชายวัยกลางคนค่อนไปทางสูงวัยแล้ว ด้วยอายุ 66 ปี ที่ยังดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง รูปร่างสูงใหญ่ สมกับเป็นอดีตทหารเกณฑ์ในกรมทหารราบที่ 11 และอดีตอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อำเภอแม่สรวย ประกอบอาชีพทำสวนลำไย ปลูกพืชผักที่ไร่ และยังทำแคปซูลลำไยอัดเม็ดออกจำหน่ายด้วย

ออดมักใส่และพกพาหมวกคาวบอยใบใหญ่ติดรถไปด้วยเสมอ และในสมัยการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็มักจะสวมหมวกดังกล่าวเดินทักทายผู้คนตามเต๊นท์ในที่ชุมนุม เพื่อนเสื้อแดงจึงเรียกลุงสวมหมวกใหญ่จากจังหวัดเชียงรายคนนี้ ด้วยฉายาว่า “ลุงออด หมวกใหญ่”

พื้นเพเดิมของออดเป็นคนจังหวัดนครปฐม จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อแต่งงานแล้วจึงย้ายมาอยู่กับภรรยาที่จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่เมื่อปี 2517  ออดเล่าว่าตนเองเริ่มสนใจการเมืองระดับชาติมาตั้งแต่ปี 2544 ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยความประทับใจในนโยบายทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนั้น โดยเฉพาะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยในตอนนั้น ภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก ต้องรับการรักษาโดยการตัดมดลูก ทำให้ได้ใช้สิทธิในโครงการ 30 บาท ภรรยาตนจึงหายขาดมาได้ ต่อมายังมีนโยบายกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท สามารถผลักดันนโยบายจนประสบความสำเร็จและส่งผลต่อคนในท้องถิ่น จึงได้เห็นถึงนโยบายที่ทำได้จริง

ออดเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 โดยเข้าร่วมกิจกรรมเป็นบางครั้งบางคราวตามโอกาสที่ว่างเว้นจากการทำงาน รวมทั้งการชุมนุมใหญ่ที่ราชดำเนินและราชประสงค์ในปี 2553  เขายังเป็นหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนารามขณะเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. นั้นด้วย

หลังการรัฐประหารปี 57 ออดได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารเรียกไปควบคุมตัวภายในค่ายเม็งรายมหาราชมาแล้ว โดยเขาถูกควบคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากถูกมองว่าเป็นแกนนำในพื้นที่อำเภอแม่สรวย และยังถูกให้เซ็นเอกสารข้อตกลงไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อนได้รับการปล่อยตัวอีกด้วย หลังจากนั้นเขายังถูกเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจแวะเวียนไปเยี่ยมที่บ้านอีกมากกว่า 10 ครั้ง ในช่วงกว่าสามปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังถูกดำเนินคดีติดป้ายประเทศล้านนานี้รวมสามคดีแล้ว

หากได้ลองพูดคุยด้วยสักครั้งจะสัมผัสได้ว่าออดเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นอยู่ในแววตา ทุกๆ บทสนทนาจะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความหวัง แต่ด้วยความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในระหว่างที่ถูกพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดพะเยาอันยืดเยื้อ วันหนึ่ง ออดได้เปรยออกมาว่า “เบื่อนะ เบื่อความไม่ยุติธรรม มันท้อตรงนี้”

 

จำเลยที่ 2 สุขสยาม จอมธาร

ชายอายุ 65 ปี รูปร่างสมส่วนตามแบบฉบับชาวบ้านพื้นถิ่นในต่างจังหวัด เป็นคนพูดน้อย บุคลิกเป็นคนซื่อๆ ตรงๆ แต่ก็มีรอยยิ้มให้เห็นอยู่เสมอๆ  เขามักสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้างด้วยการปล่อยมุกตลกออกมาเป็นบางครั้งบางคราว

พื้นเพเดิมเป็นคนอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายอยู่แล้ว เรียนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนในอำเภอนี้ ก่อนเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ราว 4 ปี โดยทำทั้งงานโรงแรมและงานจัดการสต็อกสินค้าในบริษัท จากนั้นตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตและทำงานที่เชียงรายบ้านเกิด เคยเป็นทั้งผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 จังหวัดเชียงราย เคยเข้าไปทำงานในปั๊มน้ำมัน เคยเป็นลูกจ้างร้านถ่ายรูป และเคยเป็นดีเจสถานีวิทยุชุมชนในอำเภอแม่สรวย โดยจัดรายการวิทยุประเภทรายการเพลงและรายงานข่าวสารทั่วๆ ไป อยู่ราว 2 ปี ก่อนจะตัดสินใจหยุดงานรับจ้างคนอื่น มาเป็นเกษตรกรดูแลชีวิตตนเอง

ปัจจุบันสุขสยามอาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านในอำเภอแม่สรวย โดยมีรายได้จากการปลูกพืชผลในไร่ บนพื้นที่ราว 50 ไร่ อาทิเช่น ลำไย เงาะ ส้มโอ ทุเรียน และพืชผักต่างๆ

สุขสยามเล่าว่าก่อนหน้านี้ตนเป็นหนี้นอกระบบ จนในช่วงรัฐบาลทักษิณ ภายใต้นโยบายช่วยเหลือจัดการนำหนี้เข้าระบบ ทำให้มีดอกเบี้ยคงที่ขึ้น ทำให้เขาสามารถทำงานมาใช้หนี้ จนปลดหนี้ทั้งหมดไปได้ในช่วงเวลานั้น มองย้อนกลับไป สุขสยามเห็นว่าถ้าปัจจุบันถ้ายังเป็นหนี้นอกระบบแบบเดิมอยู่ ป่านนี้ตนก็อาจตายไปแล้ว ด้วยภาวะหนี้สินท่วมทับครอบครัว

ในช่วงของการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง สุขสยามเข้าร่วมการชุมนุมอยู่บ้างถ้าหากไม่ติดเวลาทำมาหากิน แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีติดตามข่าวสารอยู่ที่บ้าน หรือพบปะแลกเปลี่ยนกับกลุ่มในพื้นที่ โดยเขาไม่ได้มีบทบาทเป็นแกนนำอะไร เพียงแต่ติดตามข่าวสารและเข้าร่วมในบางกิจกรรมตามโอกาสเท่านั้น

“เมื่อปีที่แล้วที่โดนคดีที่พะเยา เราก็เอ๊ะ เราไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมเราโดน ทำไมคนที่ฟ้องเรา เขาไม่มาถามเราว่าทำหรือเปล่า เขามีหลักฐานอะไรหรือเปล่า แต่พอฟ้องมา เขาเอาไปแบบนั้น เราก็ต้องไป มันขัดขืนไม่ได้” สุขสยามเล่าถึงภาวะที่เขารู้สึกเมื่อโดนคดีเดิมซ้ำอีกครั้ง

 

จำเลยที่ 3 ถนอมศรี นามรัตน์

หญิงแกร่งอายุ 56 ปี และเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มจำเลย 3 คน เป็นคนพูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ บุคลิกรวดเร็วทะมัดทะแมง ด้วยประสบการณ์การศึกษาด้านศึกษาศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี  ทำให้ได้ไปเป็นคุณครูสอนวิชาฟิสิกส์ประจำโรงเรียนในอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นครูฟิสิกส์ถือว่าเป็นสาขาที่เรียนยากและมีผู้เรียนอยู่น้อยมาก ก่อนที่จะลาออกจากราชการ และไปอาศัยอยู่ที่ประเทศฮ่องกงเป็นเวลา 6 ปี ก่อนกลับมาอยู่ประเทศไทย ปัจจุบันประกอบกิจการส่วนตัวและรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีอาชีพประจำที่แน่นอน

เธอร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงราย อันเนื่องมาจากความชื่นชมนโยบายในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งก่อนนั้นพ่อของเธอเป็นเพียงภารโรง ที่ไม่ได้มีรายได้มากนัก และแม่ก็มีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลในเชียงรายและเชียงใหม่อยู่บ่อยครั้ง ครอบครัวเคยต้องแบ่งที่นาบางส่วนขายเพื่อนำเงินมาใช้ในการรักษาแม่ จนมาถึงรัฐบาลยุคนั้น ภายใต้โครงการ 30 บาท การรักษาก็ครอบคลุมอยู่ภายในนั้น เธอมองว่ามันเป็นนโยบายที่เปิดโอกาสสำหรับทุกๆ คน  คนที่ไม่มีเงินก็สามารถไปหาหมอได้ ยาที่ได้รับไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ไปใช้สิทธิ ก็ได้รับยาเหมือนกัน

อีกนโยบายทางการเมืองที่เธอเห็นว่ามีประโยชน์ คือการส่งเสริมให้เด็กที่เก่ง เรียนดี หรือมีความตั้งใจ ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาพัฒนาท้องถิ่น กลับมาให้ความรู้กับชุมชนของตนเอง เธอมองว่ารัฐบาลยุคนั้นสามารถช่วยให้ “คนจน” ลืมตาอ้าปากได้

ตอนเธอยังเด็ก ยังเคยได้เห็นภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เคยเกิดคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น พอพูดคุยกับพ่อก็ได้รับคำตอบว่าอย่าไปยุ่ง ให้ตั้งใจเรียนหนังสือไป จนต่อมาได้เห็นหนังสือของพ่อที่เก็บไว้ จึงได้หยิบมาอ่าน จึงได้อ่านเรื่องราวของปรีดี พนมยงค์ หรือความคิดที่อยู่ในตำราอย่างเรื่อง “3 ก๊ก” ล้วนเป็นพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ให้ความสนใจเรื่องการเมืองและสังคมของเธอ

ในส่วนการร่วมกิจกรรมการเคลื่อนไหว เธอเล่าว่าเริ่มไปร่วมชุมนุมครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่มีเหตุการณ์เดินขบวนไปที่บ้าน 4 เสา เพื่อกดดันพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้ลาออก จนมาถึงเหตุการณ์ช่วงปี 2552 ก็ได้ไปร่วมชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ผ่านประสบการณ์การถูกแก๊สน้ำตา ซึ่งยังส่งผลกระทบมาจนปัจจุบัน คือทำให้ไม่สามารถขับรถไกลๆ ได้ เพราะน้ำตามักจะไหลอยู่ตลอด รวมทั้งร่วมเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงปี 2553 ในกรุงเทพฯ ด้วย

หลังรัฐประหารครั้งนี้ เธอยังเคยเจ้าหน้าที่ทหารเรียกตัวเข้าไปพบในค่ายทหารมาแล้ว จากเหตุการณ์ช่วงการเปิดศูนย์ปราบโกงในจังหวัดต่างๆ ในช่วงของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถนอมศรีระบุว่าเธอเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สังคมมีภาวะของคนไม่เท่ากัน เธอเชื่อว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมเคลื่อนไหวทุกวันนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นคนเท่าเทียมกัน

“ใครบอกว่าเรามีประชาธิปไตย มันไม่มีในแบบที่เราร่ำเรียนมา” เธอสรุปความเข้าใจส่วนตัว

 

กลุ่มแม่สรวยรักประชาธิปไตย

พวกเขาและเธอทั้ง 3 คน สังกัดอยู่กลุ่มแม่สรวยรักประชาธิปไตย อันเนื่องจากเคยเข้าร่วมชุมนุมเสื้อแดงมาตั้งแต่ช่วงปี 2552 ทำให้ทั้งสามคนได้รู้จักกัน พร้อมกับสมาชิกอีกหลายคนในอำเภอแม่สรวย หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่อำเภอแม่สรวยจึงได้รวมตัวก่อตั้งกันเป็นกลุ่มขึ้น เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน

หลังจากนั้น เวลามีคนเสื้อแดงเสียชีวิตหรือมีงานบุญต่างๆ ก็ชวนสมาชิกไปร่วมงาน รวมทั้งเวลามีเหตุการณ์อย่างน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ก็ช่วยกันระดมเงินและข้าวของไปช่วยเหลือด้วย การรวมตัวกันทำให้เกิดความเป็นกลุ่มก้อนในการทำกิจกรรมต่างๆ จนกระทั่งหลังรัฐประหาร 2557 การทำกิจกรรมหรือรวมตัวกันก็แทบเป็นไปไม่ได้อีก เนื่องจากการควบคุมจับตาของเจ้าหน้าที่

ก่อนหน้านี้ทั้ง 3 คนไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากนัก เพราะอาศัยอยู่กันคนละตำบล เพียงแต่เคยพบปะกันในการชุมนุม จนได้มารู้จักกันมากขึ้นก็เมื่อกลายเป็นผู้ต้องหาคดีเดียวกันที่เชียงรายเมื่อปี 2557 ทำให้ต้องไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น และต้องพูดคุยปรึกษากันเสมอ

ภาระทางคดีกับคำถามเรื่อง “ความยุติธรรม”

สิ่งที่ตามมาจากการถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกถึงสองคดี คือภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องเกิดจากการต่อสู้คดี อาทิ การหาหลักทรัพย์ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี, ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง, ค่าอาหารหรือรวมไปถึงค่าที่พักในกรณีที่มีการพิจารณาคดีหลายวันติดต่อกัน เนื่องจากทั้งสามคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดพะเยา การไป-กลับระหว่างบ้านและศาลหรือสถานีตำรวจ จึงสร้างภาระค่าเดินทางและความเหนื่อยล้าให้กับทั้งสามคนอย่างมาก รวมไปถึงค่าเสียเวลาและโอกาสในการประกอบกิจการหรือการไปรับจ้างเพื่อหารายได้ ในวันที่ต้องมาขึ้นศาลอีกด้วย

ออดเล่าว่าในการประกันตัวคดีที่ศาลเชียงราย ตนได้ไปเช่าหลักทรัพย์เป็นที่ดินจากคนรู้จัก นำมาประกันตัว โดยคิดค่าเช่าเป็น 10% จากจำนวนเงินประกันตัว คือ 200,000 บาท เท่ากับ 20,000 บาท ตลอดการยืมมาประกันตัวครั้งนี้ เนื่องจากโฉนดที่ดินของตน ที่เดิมจะนำไปใช้ในการประกันตัว ไม่สามารถใช้ได้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นที่ดินตาบอด คือทางเข้าออกของที่ดินผืนนั้นถูกปิดล้อมจากที่ดินผืนอื่นๆ จึงไม่สามารถใช้ได้

“ถูกดำเนินคดีนี้ ใครว่าไม่เครียด แม้เราไม่ได้ทำ แต่ก็เครียด แถมยังเป็นภาระมาก มาคดีแต่ละครั้งเนี่ย อย่างน้อยๆ เราก็ต้องมีแล้ว 500 บาท ไหนจะค่าข้าว ค่าน้ำมันรถ” ออดบอกเล่าถึงภาระทางคดี ที่แม้ศาลจะยกฟ้องในคดีที่พะเยา แต่ยังเหลือการต่อสู้อีกคดีหนึ่งที่ศาลจังหวัดเชียงราย

ทั้งสามคนยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในกรณีป้ายซึ่งถูกติดที่พะเยาและที่อำเภอแม่ลาว การถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องนี้ โดยที่พยานหลักฐานก็ไม่ชัดเจน แต่คดีก็ยังดำเนินมาจนถึงชั้นศาล จึงสร้างความรู้สึกว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม” ให้เกิดขึ้นติดตามมากับทั้งสามคนด้วยเช่นกัน

 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Tags: , , , , , , , , , , , ,



TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 military court NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ดาวดิน บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เฟซบุ๊ค เรียกรายงานตัว เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน