Member Login
Lost your password?

กฎหมายห้ามชุมนุมในรัฐทหาร ตอนที่ 1

29/03/2018
By

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

บทความชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บไซต์มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมเมื่อ 17 ธันวาคม 2560

 

หากยังมีใครเชื่อว่ากฎหมายห้ามชุมนุม หรือพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.. 2558 เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมอยู่อีก เขาผู้นั้นก็คงจะหูหนวกและตาบอดสนิท เทียบไม่ได้กับชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่มองเห็นโลกตามความเป็นจริงเสียยิ่งกว่า ดังเสียงสะท้อนแผ่วเบาของชาวบ้านคนหนึ่งในพื้นที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลยพูดเอาไว้ได้น่าสนใจว่า

ก่อน คสช. ทำการรัฐประหาร พวกนายทุนหรือบริษัทฟ้องคดีเรา แต่พอหลัง คสช. รัฐประหาร รัฐกลับเป็นผู้ฟ้องคดีเรา”

นั่นคือเสียงสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมจากในพื้นที่ที่ผู้หญิง 7 คน ถูกรัฐกลั่นแกล้งโดยใช้กฎหมายห้ามชุมนุมพ่วงกฎหมายอาญาและทำกันอย่างเป็นขบวนการ เริ่มจากสมาชิก อบต.เขาหลวงในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลแจ้งข้อหา ตำรวจทำสำนวน และอัยการจังหวัดเลยส่งฟ้องต่อศาลในวันสตรีสากลปี 2560 พอดิบพอดี ในข้อหา หนึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุม สองเป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยไม่ชอบตามกฎหมาย และสามกระทำการบังคับและข่มขืนใจสมาชิก อบต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จำนวน 16 คนในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลในระหว่างการประชุมสภาโดยบังคับและข่มขืนใจไม่ให้มีมติอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และ ส... เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด(อ่าน ที่นี่)

7 สมาชิกกลุ่มกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

อีกทั้งน่าจะมีคดีใหม่ตามกฎหมายห้ามชุมนุมเกิดขึ้นอีกในเร็ว ๆ นี้ เป็นคดีคล้ายกันแต่ต่างกรรมต่างวาระอันเนื่องมาการประชุมสภา อบต. เขาหลวงหลายครั้งหลายหนในช่วงสามปีที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาวาระการอนุญาตขอใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส... เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ซึ่งชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านได้เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และก็เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนแทบทุกครั้ง เพราะสมาชิก อบต. เขาหลวงกลุ่มดังกล่าวดื้อรั้นและดันทุรังผลักดันวาระการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส... เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำเข้าไปในสภา ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการผลักดันเรื่องดังกล่าวจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและผลกระทบรุนแรงกับชาวบ้านในเขตหมู่บ้านโซนล่างของตำบลที่ตั้งอยู่ใกล้เขตเหมืองแร่

ข้อความในเครื่องหมายคำพูดข้างต้นจึงไม่ได้หมายความว่าพวกนายทุนฟ้องคดีชาวบ้านน้อยลง แต่หมายถึงว่าชาวบ้านเจอคดีมากขึ้นจากการที่พวกนายทุนมีผู้ส่งเสริมและสนับสนุนจากฝ่ายรัฐที่ออกมาจากที่ซ่อนชัดเจนขึ้น

เหตุที่รัฐฟ้องคดีชาวบ้านมากขึ้นก็เนื่องจากรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ประกาศใช้กฎหมายห้ามชุมนุม ซึ่งแทนที่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง อำนวยความสะดวก ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่กลับกลายเป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้ปกป้องนายทุนไปเสีย

กฎหมายฉบับนี้ได้ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงการ นโยบายและกฎหมายร่วมกับรัฐ ด้วยการห้ามทำกิจกรรมแทบทุกรูปแบบที่เป็นการรวมตัวกันของประชาชน เช่น ยื่นหนังสือ ประชุม พิธีกรรม งานบุญ เดินขบวน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมตามกฎหมายดังกล่าว โดยบังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุม (ถ้าชุมนุมโดยไม่แจ้งก็มีความผิด) ซึ่งตามหลักการแล้วเพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการแจ้งเพื่อขออนุญาต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่อนุญาต หรือถ้าอนุญาตก็จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ เต็มไปหมดจนทำให้การชุมนุมไม่มีพลังกดดันและต่อรองกับรัฐได้

จึงส่งผลให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนา นโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ต้องโดนกฎหมายฉบับนี้เล่นงาน นอกเหนือจากคดีของชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านเหมืองทองคำจังหวัดเลยที่หยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นไปแล้ว ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่โดนคดีจากกฎหมายฉบับนี้ เช่น (1) ชาวบ้าน 27 คน จากพื้นที่เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตรถูกฟ้องโดยอัยการในข้อหาร่วมกันชุมนุมปิดกั้นทางสาธารณะ ใส่หมวกหรือคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางตน และเป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่ควบคุมดูแลผู้ชุมนุมและไม่แจ้งการชุมนุมด้วย และข้อหาบุกรุกและข่มขืนใจตามกฎหมายอาญา จากกรณีที่ไปขวางรถขนแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่ลักลอบใช้ถนนสาธารณประโยชน์ขนแร่(อ่าน ที่นี่)

จำเลยทั้ง 27 คน ขณะฟังคำสั่งฟ้องคดีของอัยการ (ภาพจาก Chainarong Sretthachau)

กรณีที่ (2) ชาวบ้านและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน 9 คน ถูกฟ้องโดยรัฐข้อหาชุมนุมโดยไม่ขออนุญาตและบุกรุกสถานที่ที่ใช้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราจังหวัดสตูลในยามวิกาล และ(3) ประชาชน 7 คนที่ชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นถูกฟ้องโดยอัยการฐานร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการใช้บริการในสถานีขนส่งสาธารณะและในสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

ภาพการชุมนุมคัดค้านการย้าย บขส.ขอนแก่น ภาพจาก อีสานเรคคอร์ด

ยังไม่นับรวมประชาชนที่ถูกข่มขุ่คุกคามแต่ไม่เป็นคดีอีกจำนวนมากจนทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำการชุมนุมได้ เพียงแค่คดีความที่ยกตัวอย่างให้เห็นก็พอจะบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุม เพราะถ้ามุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมจริง คงไม่มีผู้ชุมนุมรายใดต้องเจอการฟ้องคดีจากรัฐเยี่ยงนี้ ในทางตรงกันข้าม นับตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับยังไม่มีฝ่ายเจ้าพนักงานถูกฟ้องคดีแม้สักรายเดียวโทษฐานละเลยหน้าที่คุ้มครองผู้ชุมนุม กลับกลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อฟ้องคดีกลั่นแกล้งประชาชนไปเสีย

กฎหมายฉบับนี้จึงทำให้รัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. เดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วโดยไร้การตรวจสอบและตั้งคำถามจากประชาชน เพราะเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมของประชาชนหลายประการ ดังนี้

ประการแรก มาตรา 7 เปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตรรอบรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลทั้งหลายแหล่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมว่าจะอนุญาตให้ชุมนุมรอบสถานที่เหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็เปิดให้ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางให้กับผู้ใช้อำนาจรัฐหรือผู้ปกครองที่มองสถานการณ์และความอ่อนไหวต่าง ๆ จากด้านของฝ่ายรัฐเพียงด้านเดียว โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการที่เป็นมาตรฐานใดกำหนดไว้ ยกเว้นก็แต่เอกสาร ‘คู่มือการปฎิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.. 2558’ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย และเป็นเพียงแค่คู่มือแนะนำแก่เจ้าพนักงานเพื่อการบริหารจัดการชุมนุมและแนวทางการสอบสวนดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมเท่านั้น

ประการที่สอง มาตรา 8 จงใจที่จะทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นไม่ได้ (หรือเกิดขึ้นได้แต่เป็นการชุมนุมแบบติด ๆ ขัด ๆ จนไร้พลังการต่อรอง) ในสถานที่ทำการ ‘หน่วยงานของรัฐ’ ทุกแห่งทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับท้องถิ่น อันได้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐบาล องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอื่ของรัฐ โดยยกเรื่องการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฎิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐมาเป็นข้ออ้างหรือข้อห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุม

ประการที่สาม มาตรา 10 และมาตรา 11 บังคับให้ขออนุญาตทำการชุมนุม ไม่ใช่เพียงแค่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามที่เข้าใจกันทั่วไป กล่าวคือ ในด้านผู้ชุมนุมถูกบังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุมพร้อมเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดที่ไม่อาจปิดบังอำพรางแผนการชุมนุมที่สร้างแรงกดดันและพลังต่อรองกับรัฐได้เลย เช่น ต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน เป็นการขอชุมนุมแบบอยู่ประจำที่หรือจะเคลื่อนไหว/เคลื่อนย้ายไปบริเวณอื่น ฯลฯ แก่ผู้รับแจ้งการชุมนุม

แต่ในส่วนของด้านผู้รับแจ้งการชุมนุมกลับเปิดโอกาสให้สามารถมีคำสั่งห้ามชุมนุมได้หากเห็นว่าการชุมนุมที่ได้รับแจ้งนั้นอาจขัดต่อมาตรา 7 และมาตรา 8 ที่เข้าไปชุมนุมในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาลหรือศาล หรือฝ่าฝืนชุมนุมในรัศมีห้าสิบเมตรของพื้นที่เหล่านั้นที่ถูกประกาศห้าม หรือกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ และสถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ทั้ง ๆ ที่ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจหรือการตัดสินใจของผู้แจ้งการชุมนุมเป็นด้านหลัก แต่กลับใช้หลักการ ‘ห้ามไว้ก่อน’ จนแทบไม่เหลือพื้นที่สาธารณะใด ๆ ให้แก่ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องต่อรองและกดดันรัฐหรือเอกชนให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือต่อนโยบายสาธารณะใด ๆ ได้อีกต่อไปเลย

บทบัญญัติสองมาตรานี้ยิ่งสะท้อนความลำเอียง ไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมของรัฐโดยเลือกคุ้มครองผู้รับแจ้งการชุมนุมและเจ้าพนักงานเป็นด้านหลักด้วยการให้งดการชุมนุมไว้ก่อนระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม การอุทธรณ์และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ซ้ำร้ายยิ่งไปอีกตรงที่หากผู้แจ้งการชุมนุมไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งห้ามชุมนุม ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือผู้รับแจ้งการชุมนุมขึ้นไปหนึ่งชั้น ซึ่งเป็นตำรวจ ไม่ใช่ศาล โดยให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด

ประการที่สี่ มาตรา 14 ถูกบังคับให้แจ้งการชุมนุมเพื่อขออนุญาตตามมาตรา 10 ถ้าไม่ปฎิบัติถือว่ามีความผิด รวมถึงการที่ผู้แจ้งการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้รับแจ้งหรือที่ผู้รับแจ้งมีคำสั่งห้ามการชุมนุมตามมาตรา 11 หรือที่จัดขึ้นโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่แจ้งการชุมนุมภายหลังพร้อมคำขอผ่อนผันแล้วได้รับหนังสือแจ้งว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้จัดการชุมนุมได้ตามมาตรา 12 ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

ประการที่ห้า ความสำคัญของการชุมนุมสาธารณะก็คือต้องใช้เสียงในการควบคุม ปลุกเร้า แจ้งรายละเอียดและสั่งการมวลชน และใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันและต่อรองกับรัฐ แต่มาตรา 15 (7) กลับห้ามใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าที่มีขนาดหรือระดับเสียงตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด และเมื่อดูลงไปในรายละเอียดของประกาศตามกฎหมายฉบับนี้1 ในการชุมนุมกรณีต่าง ๆ จะใช้เครื่องขยายเสียงได้ที่ค่าระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ(หรือ dB(A)) ซึ่งเป็นระดับเสียงใกล้เคียงกับเสียงขุดเจาะถนนหรือถ้าดังกว่านี้อีกเล็กน้อยก็คือเสียงฟ้าผ่า แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เสียงที่ระดับ 115 เดซิเบลเอ ตลอดเวลาของการชุมนุมได้ ในการชุมนุมตลอดวันหรือ 24 ชั่วโมงจะต้องใช้ระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ 70 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นระดับเสียงของเครื่องซักผ้า ไม่เพียงเท่านี้ประกาศฯดังกล่าวยังกำหนดระดับเสียงอันเป็นการรบกวนผู้อื่นไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นเสียงของการหายใจปกติ

ประการที่หก กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้กำลังสลายการชุมนุมได้ 2กรณี

กรณีแรกเจ้าพนักงานเข้าสลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม กล่าวคือ ตามมาตรา 21 ได้เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานสลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลในกรณีการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 หรือไม่เลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้งตามมาตรา 18 และกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 หรือเดินขบวนเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 17 เมื่อเจ้าพนักงานประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วไม่ปฎิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานเริ่มต้นกระบวนการโดยร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมได้โดยให้เจ้าพนักงานหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง แต่ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนได้เพียงเท่าที่จำเป็น

ทั้งนี้เครื่องมือควบคุมฝูงชน 48 รายการ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ก็มีอยู่หลายรายการที่อันตรายแต่เจ้าพนักงานฯ สามารถนำมาใช้ได้ตามดุลพินิจได้ไม่ว่าจะเป็นกระบองยาง แก๊สน้ำตา อาวุธปืนลูกซองสำหรับยิงกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า เป็นต้น

กรณีที่สองเจ้าพนักงานฯ สลายการชุมนุมได้หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม หลังจากที่ผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กำหนดตามคำสั่งศาลตามมาตรา 22 และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามมาตรา 23 หากยังมีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า ให้เจ้าพนักงานสามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุมและสลายการชุมนุมได้ตามมาตรา 24

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ประกอบกับบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับที่ค่อนข้างรุนแรงต่อบุคคลและกลุ่ม/องค์กรประชาชนที่ประสงค์จะทำการชุมนุมเพื่อเรียกร้องคัดค้านความไม่เป็นธรรมกรณีต่าง ๆ ทำให้รัฐใช้กฎหมายฉบับนี้ควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคมจนทำให้แทบไม่เกิดการเคลื่อนไหวที่มีพลังต่อรองและกดดันรัฐและเอกชนได้อีกแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน

อีกทั้งในรัฐทหารแบบ คสช. ยังไม่พอใจต่อกฎหมายฉบับนี้มากนัก เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ที่กำหนดให้ตำรวจทำหน้าที่หลักเป็นทั้งผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ยังขาดมุมมองเกี่ยวกับ ‘ภัยคุกคามด้านความมั่นคง’ แบบทหารที่ชอบใช้การทำงานเชิงรุกด้วยการเข้าไปสอดส่องและคุกคามชีวิตประจำวันของประชาชนอยู่อีกมาก จึงพบเห็นแทบทุกกรณีในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาแทรกแซงอยู่เป็นประจำ พร้อมกับการบังคับข่มขู่ผู้ชุมนุมที่เกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้โดยยกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก คสช. พ่วงเข้ามาเพื่อกระทำการข่มขู่คุกคามต่อประชาชนให้หนักข้อยิ่งขึ้น โดยที่กฎหมายห้ามชุมนุมเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่ขออนุญาตการชุมนุม แต่คำสั่งดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ด้วยการก้าวล่วงเข้าไปในเคหสถานของผู​้ชุมนุมเพื่อตรวจค้นหรือทำการข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัวจนต้องเปลี่ยนใจหรือหลบหนีไม่ยอมออกมาชุมนุมตามวันเวลาที่ตั้งใจได้

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสื่อสารเพื่อให้เข้าใจผิดว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมโดยตำรวจดีกว่าทหารแต่อย่างใด เพราะโดยเนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ไม่ว่าจะบังคับใช้โดยใครก็เลวร้ายด้วยกันทั้งสิ้นเพราะมุ่งให้ความคุ้มครองฝ่ายรัฐทั้งผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์เป็นหลัก เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมในยุครัฐทหารแบบ คสช. มีความเลวร้ายมากไปกว่าตัวบทกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เพราะใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงฉบับอื่น ๆ เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องในการตัดสินใจที่จะให้หรือไม่ให้ชุมนุมกรณีต่าง ๆ ของประชาชน

อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือ ถึงแม้โดยหลักการผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์จะต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณที่สมควรแก่เหตุในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้แก่ผู้ชุมนุม ไม่ลุแก่อำนาจมากเกินไป แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีตัวแปรอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือ การทำหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกันของ ‘บทบัญญัติในกฎหมาย’ กับ ‘อำนาจรัฐ’ โดยเฉพาะในยุคสมัยของรัฐทหารแบบ คสช. ที่ผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ตามกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่เป็นตำรวจที่ต้องทำงานรับใช้ทหารอาจมีดุลพินิจและวิจารณญาณที่เกินเลยหรือไม่ผูกพันบทบัญญัติได้ โดยเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวและองค์กรของผู้ใช้อำนาจรัฐที่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข่มขู่คุกคามประชาชนไม่ให้ออกมาชุมนุมเพื่อสร้างพลังต่อรองและกดดันรัฐได้

ข้อถกเถียงในเรื่องที่ว่ากฎหมายฉบับนี้คุ้มครองผู้ชุมนุมจริงหรือไม่ ไม่สามารถถกเถียงกันบนโต๊ะประชุม หรือไม่สามารถผุดหลักการหรือข้อคิดเห็นออกมาจากการจัดเวทีหรือเอกสารได้อีกต่อไป มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องเอาชีวิตและร่างกายเข้าเสี่ยงด้วยการออกมาชุมนุมบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพื่อผลักดันหลักการไปให้สุดหนทางเท่าที่ยังพอมีอยู่ เพื่อดูว่าการคุ้มครองผู้ชุมนุมจะเป็นจริงได้หรือไม่ท่ามกลางสภาวะความตีบตันของสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสุดบรรยายในยุคสมัยนี้

1 ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กำหนดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการชุมนุมสาธารณะ พ.. 2558 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2558

แก้ไขข้อความและเพิ่มเติมอ้างอิง เมื่อ 29 มี.ค.2561

Tags: , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น คนอยากเลือกตั้ง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ชุมนุมทางการเมือง บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อานนท์ นำภา เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน