Member Login
Lost your password?

“3 ปี สิ่งเสมือนกฎหมาย” ให้อำนาจทหารกว้างขวาง ขาดการตรวจสอบ ในนาม “คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/58”

01/04/2018
By

วันที่ 1 เมษายน 2561 เป็นวันครบรอบ 3 ปี ของการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  ซึ่งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า อำนาจที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวาง ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล รุกคืบตีความกว้างขวางในทุกตารางนิ้วของสิทธิเสรีภาพผ่านคำสั่งฉบับนี้ ตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย

เนื่องในวันครบรอบ 3 ปี ของคำสั่งที่ถูกใช้จนเสมือนกฎหมายนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอทบทวนกลไกบางประการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ตามคำสั่งดังกล่าว และผลของการใช้คำสั่งนี้ ว่ามีผลอย่างไรต่อการสร้างบรรยากาศ “การรักษาความสงบเรียบร้อย และคืนความสุขให้ประเทศไทย” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่  3/2558  ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2558 โดยระบุเหตุผลในการออกประกาศฉบับดังกล่าวว่า เมื่อมีการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึก  สมควรมีมาตรการในการดำเนินการกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ การฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนั้น หัวหน้า คสช. จึงเห็นว่าเป็นการจำเป็น เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าวให้ลดน้อยหรือหมดสิ้นลงโดยเร็ว  ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เป็นฐานในการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ขึ้นมา

ในรายละเอียดของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารเป็น “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิด 4 ประเภท ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธ และความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนประกาศ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ทั่วราชอาณาจักรไทย และในการปฏิบัติเกี่ยวกับ 4 ประเภทความผิดข้างต้น เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว จับกุม ควบคุมตัว ค้น ยึด อายัด หรือกระทำการใด ๆ ก็ตาม “ตามคำสั่ง คสช.” รวมถึงสามารถทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนในคดีทั้ง 4 ประเภทด้วย

กลไกดังกล่าวคล้ายกับโครงสร้างการใช้อำนาจของกองทัพและทหารตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งบังคับใช้อยู่ก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2557 จนกระทั่งยกเลิกเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2558 วันเดียวกับที่ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 นี้ โดยกฎอัยการศึกมีเจตนารมณ์ให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในทุกด้าน เพื่อกระทำการในนาม “การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย” รวมถึงการอนุญาตให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็นทหารสามารถใช้อำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ด้วย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ คสช. ยังไม่ยกเลิกการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว การให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้มาตรการจำกัดเสรีภาพของบุคคลได้อย่างกว้างขวาง จะนำไปสู่การคุกคามประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้

ตัวอย่างเช่น ในข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป  โดยที่ในคำสั่งดังกล่าวมิได้นิยามคำว่า “ชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมือง” ไว้ แต่กลับกำหนดให้ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องรับโทษทางอาญา ทั้งจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในสถานการณ์ปัจจุบันจึงพบว่า ฐานความผิดดังกล่าวถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกลุ่มบุคคลทั่วไปที่ใช้สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งมักเป็นทหารและในบางกรณีได้รับมอบอำนาจโดยตรงจาก คสช. มักระบุว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อ 12 ของคำสั่งนี้ เป็นการพูด การปราศรัย การชูป้าย การประชุม หรือการชุมนุมที่ “บิดเบือนข้อเท็จจริง” หรือ “ต่อต้านการทำงานของรัฐบาล”

ในส่วนท้ายของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังได้กำหนดยกเว้นความรับผิดให้กับทหารซึ่งปฏิบัติการตามคำสั่งนี้ “โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น”  ให้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย โดยให้สิทธิผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย “จากทางราชการ” ได้  แต่ไม่สามารถเรียกร้องโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้น นอกจากนี้ ในมาตรา 44 ซึ่งเป็นฐานทางกฎหมายให้คำสั่ง คสช. ฉบับนี้ ยังบัญญัติถ้อยคำในลักษณะเดียวกันไว้ คือ ให้ “ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด”  การยกเว้นความรับผิดให้แก่เจ้าหน้าที่ซ้อนไว้ถึง 2 ครั้ง เป็นผลที่แม้แต่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังพิพากษาให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่ง “อ้าง” อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าที่ คสช.ที่ 3/2558 ใช้กำลังจับกุมผู้ที่ชุมนุมโดยสงบในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 จนผู้ชุมนุมบางคนได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายว่า ไม่สามารถเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้ปฏิบัติการดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ชุมนุมได้

 

เกิดอะไรขึ้นบ้างตลอด 3 ปี ของการบังคับใช้คำสั่งนี้เสมือนกฎหมาย

มีผู้ถูกจับกุมและถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. แล้วอย่างน้อย 330 ราย จำนวน 33 คดี[1] โดยมีหลายรายถูกดำเนินคดีจากคำสั่งดังกล่าวหลายคดีจากเหตุการณ์ที่ต่างกันออกไป จำนวนผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 3 เหตุการณ์หลัก ๆ คือ

  • การแสดงสัญลักษณ์ของกลุ่มนักศึกษา ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของการรัฐประหารโดย คสช. ช่วงเดือนพฤษภาคม 2558  ที่แม้จะเป็นชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ก็นำมาสู่การจับกุมและดำเนินคดีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 16 ราย ด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  จากกิจกรรมที่กลุ่มดาวดินออกมาชุมนุม คัดค้านการรัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น  และการชุมนุมของนักศึกษาและนักกิจกรรมที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาพเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวกลุ่มนักศึกษา-นักกิจกรรมที่จัดกิจกรรม 1 ปีรัฐประหาร ที่หน้าหอศิลป์ กทม. (ภาพจากมติชนออนไลน์)
  • ก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ในวันที่ 7 ส.ค.  2559  มีความพยายามสกัดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็น หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือกิจกรรมการรณรงค์ แม้กระทั่งการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติขึ้นมาติดตามการทำประชามติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เจ้าหน้าที่ดำเนินการกดดัน ปิดกั้น จับกุม ดำเนินคดี จนกระทั่งยกเลิกการเปิดศูนย์ปราบโกงฯ โดยใช้ทั้งการเรียกตัวแกนนำไปพูดคุย การบุกไปยังจุดที่จะมีการเปิดศูนย์ปราบโกงฯ หรือการข่มขู่จะดำเนินคดีด้วยความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งภายหลัง มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวและแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อประชาชนจากเหตุการณ์ในช่วงนั้นกว่า 178   ราย[2]

กิจกรรมเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติที่ถูกดำเนินคดีด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/58
  • “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” สถานการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 61 จากการที่มีกลุ่มประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและให้ คสช.หยุดสืบทอดอำนาจ ต่อมาก็ได้มีการชุมนุมตามมาอีกหลายครั้ง เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องเรื่องการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน  ซึ่งภายหลังผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วนได้รับหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาว่าขัดขืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 จนเป็นที่มาของคดี MBK39, RDN50, CMU06 และ Pattaya รวม 6 คดี ทำให้จนถึงขณะนี้ มียอดผู้ต้องหา “คนอยากเลือกตั้ง” กว่า 77 ราย[3]  โดยหลายคนถูกดำเนินคดีในหลายคดี (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

กิจกรรมรวมพลคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน เมื่อ 10 ก.พ. 61

ทั้ง 3 เหตุการณ์ ล้วนแต่เป็นกรณีที่มีการรวมกลุ่มของประชาชน เพื่อใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งไม่ได้รบกวน และไม่เป็นการกระทบต่อ “ความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ” แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวกลับถูกตีความว่า เป็นการ “ชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมือง” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  จากผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งเป็นทหาร

นอกจากนี้ ยังมี 3 คดีที่น่าสนใจ ซึ่งอาจชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างของการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 บนดุลยพินิจและการตีความของเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายเดียว ซึ่งใช้เหตุผลในการวินิจฉัยว่า การกระทำใดที่เป็นการ “มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง” ที่ขัดต่อมาตรฐานระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และคุณค่าบางประการซึ่งสังคมในระบอบประชาธิปไตยยอมรับ ได้แก่

  • คดี “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” เป็นการรุกคืบเข้าไปยังพื้นที่ทางวิชาการและเสรีภาพทางวิชาการของคำสั่งฉบับดังกล่าว  เพราะจากการที่นักวิชาการในนาม “เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัย”  ออกแถลงการณ์ร่วมกันในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร” ระบุยืนยันถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยืนยันว่าการจะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้ง เพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ  ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 58  ต่อมา กลับถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความดำเนินคดีต่อนักวิชาการจำนวน 8 คน ที่ร่วมออกแถลงการณ์  โดยในตอนท้ายของข้อกล่าวหาระบุว่า “ผู้ต้องหากับพวก เพื่อประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ที่จะให้สื่อมวลชนนำแถลงการณ์ดังกล่าวไปขยายผลทางการเมือง เป็นการปลุกระดมทางการเมืองให้ออกมาต่อต้านการทำงานของ คสช.”  การกระทำนั้น จึงเป็นการ “มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง”  ซึ่งฝ่าฝืนข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  และแม้นักวิชาการที่ตกเป็นผู้ต้องหาจะยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเห็นทางวิชาการต่อสาธารณะ  แต่ก็ยังไม่พ้นที่จะถูกดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเพราะคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  หลักการที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพทางวิชาการ ก็ไม่ถูกนำมาพิจารณาประกอบก่อนการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาแต่อย่างใด

ภาพการแถลงข่าวโดยเครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่นำไปสู่การดำเนินคดี (ภาพจากสำนักข่าว North Public News)
  • คดี “We Walk” เมื่อการขายเสื้อและลงชื่อเสนอยกเลิกกฎหมาย เป็นการ “มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง” การจัดกิจกรรมของเครือข่าย  People GO Network ในชื่อ “We Walk เดินมิตรภาพ” เป็นกิจกรรมเดินเท้าระยะทาง 450 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดขอนแก่น เพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ หลักประกันสุขภาพ นโยบายความมั่นคงทางอาหาร กฎหมายที่จะไม่ลดทอนสิทธิมนุษยชน-สิทธิชุมชน และรัฐธรรมนูญต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมและรับฟังอย่างรอบด้าน โดยก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมการเดินในวันที่ 20 ม.ค. 61 นั้น วันที่ 19 ม.ค. 61 ได้มีจัดเสวนาเรื่องสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน กิจกรรมละคร ดนตรี การขายเสื้อยืด การเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานลงชื่อในการยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. และฉายภาพยนตร์ รวมทั้งจัดตลาดอาหารปลอดภัย ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  ซึ่งนำมาสู่การกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ทหารต่อผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 8 ราย โดยมีส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหาว่า  การจำหน่ายเสื้อยืดมีข้อความ “ช่วยกันคนละชื่อ ปลดอาวุธ คสช.” พร้อมกับมีการตั้งโต๊ะ โดยมีป้ายข้อความ “ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช.”  และ การมั่วสุมจัดการชุมนุมปราศรัยบิดเบือนโจมตีการทำงานของรัฐบาล ในวันที่ 20 ม.ค. 61 เป็นการกระทำมีลักษณะเป็นการ “มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  ซึ่งการกระทำดังกล่าวข้างต้น หากมองจากมุมมองของคนทั่ว ๆ ไปแล้ว อาจจะไม่ได้มีสิ่งใดที่มากไปกว่าการจำหน่ายสินค้า การรวบรวมรายชื่อเพื่อการยกเลิกหรือเสนอกฎหมายใด ๆ อันเป็นสิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ และการแสดงความคิดเห็นออกมาต่อสาธารณะ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารตีความ ร้อยเรียงผูกโยงเป็นเรื่องราวว่าเป็นการ “มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง” ที่ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  ด้วยเช่นกัน

กืจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
  • คดี “ชาวบ้านดอยเทวดา” เมื่อการเดินสนับสนุน “We walk เดินมิตรภาพ” จากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นำมาสู่การควบคุมตัวตลอดทั้งคืนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ที่จังหวัดพะเยา กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า นักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชน 14 ราย ซึ่งจัดกิจกรรมเดินสนับสนุน  “We walk เดินมิตรภาพ ” และเรียกร้องให้มีกฎหมายสำหรับคนจน 4 ฉบับ (ธนาคารที่ดิน ภาษีในอัตราก้าวหน้า สิทธิชุมชน และกองทุนยุติธรรม) ในวันที่ 5 ก.พ. 61 ภายในหมู่บ้านดอยเทวดา อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยานั้น เป็นการ “มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง” เป็นการใช้อำนาจที่นำมาสู่สถานการณ์ควบคุมตัวชาวบ้าน นักกิจกรรม และนักศึกษาไว้ภายในสถานีตำรวจตลอดทั้งคืน ก่อนที่กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาจะเสร็จสิ้นลงในเวลา 03.30 น. ของวันที่ 6 ก.พ. 61 โดยผู้ต้องหาจำนวน 10 คน ยังถูกส่งตัวไปฝากขังที่ศาลต่อในเช้าของอีกวันหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 61 พนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวมีความเห็นว่า ควรสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อกล่าวหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 แต่การกระทำทั้งหมดของผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ กลับไม่ได้รับการตรวจสอบว่าเป็นการกระทำลงไป “โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจําเป็น” หรือไม่

กิจกรรมหนุน’เดินมิตรภาพ’ที่พะเยา

ท้ายที่สุดแล้ว คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3 /2558 ซึ่งถูกทำให้เป็นเสมือนกฎหมายนี้ แม้จะขัดต่อหลักการทางกฎหมาย หรือหลักการสิทธิมนุษยชนเพียงใด การจะยกเลิกสิ่งเสมือนกฎหมายนั้น ก็ยังคงต้องอาศัยกฎหมายด้วยกันเท่านั้นเพื่อยกเลิกไป ดังนั้นแล้ว 3 สิ่งที่ควรจะกระทำต่อคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558  คือ

  • ประการแรก ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 จากการให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหารกระทำการ อันง่ายต่อการล่วงล้ำเขตแดนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ด้วยการใช้กลไกทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาลิดรอนสิทธิของบุคคลนั้นซ้ำสองโดยไม่สามารถเรียกร้องให้ตัวผู้กระทำโดยตรงรับผิดได้ คำสั่งดังกล่าวยังขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 4 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ที่บังคับใช้ขณะมีการประกาศคำสั่งฉบับนี้ เพราะเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบต่างได้รับการคุ้มครองทั้งตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นรัฐภาคี นอกจากนี้ ยังขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 ที่รับรองว่าบุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธอีกด้วย นอกจากข้อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งด้วยเหตุเพราะขัดกับกฎหมายซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าตามรายละเอียดข้างต้นแล้ว เฉพาะเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เมื่อมีพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 บังคับใช้ คำสั่งฉบับดังกล่าวซึ่งถูกบังคับใช้เสมือนกฎหมายที่ควบคุมการใช้เสรีภาพในการชุมนุม จึงควรถูกยกเลิกไปตามหลักกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่าด้วย
  • ประการที่สอง ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณากรณีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 อย่างรอบด้าน เป็นขั้นแรกของการคืนความสุขให้ประเทศไทย เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายดังกล่าว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเป็นความเสียหายทางกายภาพ ความเสียหายทางจิตใจ หรือความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการคุกคาม ละเมิด หรือก่อให้เกิดคดีความของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้อ้างการปฏิบัติตามคำสั่งฉบับดังกล่าว
  • ประการที่สาม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เป็นเพียงการทำให้ความขัดแย้งถูกกดทับไว้โดย คสช. หรือเจ้าหน้าที่ทหารด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมเพื่อหาทางออกร่วมกัน การเปิดให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกและพูดถึงปัญหาที่มี  เพื่อหาทางออกบนกฎหรือกติกาที่ยอมรับร่วมกันในสังคม จึงจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่า ทั้งควรมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดคำสั่งรูปแบบเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และประกาศ/คำสั่ง คสช. อื่นๆ ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวม 35 ฉบับได้ที่ https://ilaw.or.th/10000sign

 

อ้างอิง

[1] https://freedom.ilaw.or.th/politically-charged, http://www.tlhr2014.com/th/?p=6726, ข้อมูลที่ศูนย์ทนายฯได้ติดตามอีก 5 คดี ผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 61)

[2] http://www.tlhr2014.com/th/?p=3924

[3] http://www.tlhr2014.com/th/?p=6726

Tags: , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น คนอยากเลือกตั้ง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ชุมนุมทางการเมือง บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อานนท์ นำภา เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน