เสื้อสีขาวซ้ายมือคือ นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ และ เสื้อสีแดงขวามือคือ เอกชัย หงส์กังวาน

ตำรวจควบคุมตัวเอกชัยและโชคชัย ขึ้นรถตู้พร้อมปิดตา เหตุนายห้ามไม่ให้ร่วมงานรดน้ำดำหัวพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช. ด้านโชคชัยเข้าตรวจร่างกายหลังถูกปล่อยตัว ยืนยันแจ้งความกลับข้อหาทำร้ายร่างกาย

เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย เข้าควบคุมตัวเอกชัย หงส์กังวาน และโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นักกิจกรรมทางการเมือง ขณะทั้งสองคนยืนรอรถเมล์หน้าปากซอยบ้านของเอกชัย เพื่อจะไปรดน้ำดำหัวที่หน้าบ้าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองหัวหน้า คสช., รองนายกฯ และ รมต.กลาโหม ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 71 โดยตำรวจไม่ได้แสดงหมายจับ และไม่ได้อ้างอำนาจใดในการควบคุมตัว ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ให้ตำรวจ สน.โชคชัย นำรถตู้มารับตัวทั้งสอง โดยอ้างว่านายสั่งมา ทั้งสองคนถูกแยกให้ขึ้นรถคนละคัน ทั้งนี้ ในระหว่างทางเจ้าหน้าที่เอาผ้าคลุมศีรษะโชคชัยไว้ เพื่อไม่ให้มองเห็นทาง และกดศีรษะของเขาแนบกับเบาะ พร้อมทั้งเอาเข่ากดตัวโชคชัยไว้เพื่อไม่ดิ้นได้ ก่อนนำทั้งสองไปควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก โดยโชคชัยถูกยึดโทรศัพท์มือถือ และลบภาพในโทรศัพท์ทั้งหมดด้วย 

ต่อมา เวลาประมาณ 11.00 น. เอกชัย และโชคชัย ได้รับการปล่อยตัว โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ตอนแรกเจ้าหน้าที่จะให้เอกชัยเซ็นบันทึกคำให้การ แต่เอกชัยไม่ยอมเซ็น สุดท้าย เจ้าหน้าที่จึงยินยอมปล่อยตัวโดยไม่มีการเซ็นเอกสารใด ๆ

หลังจากถูกปล่อยตัวโชคชัย ได้ไปตรวจร่างกายและยืนยันจะแจ้งความที่ สน.ลาดพร้าว ว่าถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายขณะถูกควบคุมตัวและลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

 

คำบอกเล่าขณะถูกควบคุมตัว

เอกชัย ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ว่า เวลาประมาณหกโมงเช้า ตนได้เปิดหน้าต่างออกมาดูหน้าบ้านซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทำ แต่ในวันนี้สังเกตเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ 10 กว่านาย ยืนอยู่หน้าบ้านของตน และในขณะนั้นนายโชคชัย นักกิจกรรม ก็มาหาตนที่บ้าน เนื่องทั้งสองคนจะไปร่วมงานน้ำดำหัว พลเอกประวิตร ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 71

เอกชัย เล่าต่อว่าเจ้าหน้าที่ได้ห้ามไม่ให้ไปร่วมงานรดน้ำดำหัวพลเอกประวิตรในวันนี้ แต่ทั้งสองคนไม่ยอมและยืนยันว่าจะไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการจับกุมตัวโดยไม่ได้อ้างกฎหมายใด ขณะที่ทั้งสองคนกำลังยืนรอรถเมล์อยู่ตรงข้ามหน้าปากซอยทางเข้าบ้าน โดยเอกชัยมีเจ้าหน้าที่ยืนประกบตลอดเวลา แต่โชคชัยถูกเจ้าหน้าที่ล็อคตัวให้นอนลงกับพื้นและถูกควบคุมตัวแยกขึ้นรถคนละคัน

ด้านโชคชัยเล่าว่า ขณะที่พวกตนยืนรอรถเมล์เพื่อไปซอยลาดพร้าว 71 เจ้าหน้าที่ได้เข้าล็อคตัวของตนให้นอนลงกับพื้นบนฟุตบาทตรงป้ายรถเมล์ เอาหน้าคว่ำลงไม่ให้ตนขึ้นรถ จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เรียกรถตู้จาก สน.โชคชัย ให้มารับตัว พอรถตู้มาถึง เจ้าหน้าที่ประมาณ 4-5 คนก็แบกตนขึ้นรถตู้ โดยในรถตู้มีตำรวจจาก สน.โชคชัย  ประมาณ 4 นาย

โชคชัยเล่าต่อว่า หลังจากที่ถูกนำตัวขึ้นรถตู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กดหัวตรงท้ายทอยของตนลงกับพื้นเบาะนั่ง และให้ตนนั่งอยู่ตรงที่วางเท้า แล้วเจ้าหน้าที่ได้เอาเสื้อมาคลุมหัวของตนไม่ให้เห็นทาง และจับแขนของตนทั้งสองข้างกางออก และมีเจ้าหน้าที่อีกคนขึ้นมานั่งทับบนหลังของตนโดยตำรวจเอาเข่าดันหลังไว้เพื่อไม่ให้ตนขยับได้ ส่วนขาของตนก็นั่งแบบงอเข่ามาตลอดทาง จากนั้นโชคชัยได้บอกกับตำรวจว่า “พี่ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้เพราะผมอยู่บนรถแล้ว ยังไงก็ไปไหนไม่ได้” ด้านตำรวจตอบว่า ไม่ได้เพราะนายสั่ง ทั้งนี้ โชคชัยเล่าว่าตนและเอกชัยถูกเอาตัวขึ้นรถมาคนละคัน ทราบอีกทีก็รู้ว่าตนเองอยู่ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4) สน.หัวหมาก กรุงเทพฯ

จากนั้นตำรวจได้เอาตนมาควบคุมตัวไว้ในห้องซึ่งเป็นเหมือนห้องประชุม และได้ยึดโทรศัพท์มือถือ และตนได้ทำการขัดขืนจนเกิดการฉุดกระชากกันกับเจ้าหน้าที่ เพราะตนจะไปตามหาเอกชัย จนในเวลาต่อมาโชคชัยจึงทราบว่าเอกชัยถูกนำมาควบคุมไว้ในสถานที่เดียวกันแต่คนละห้อง ส่วนโทรศัพท์มือถือหลังจากที่เจ้าหน้าที่ยึดไปและเอามาคืนก่อนปล่อยตัว ทราบว่าถูกลบภาพในมือถือออกทั้งหมดไม่เหลืออะไรเลย นอกจากนี้โชคชัยยังบอกอีกว่าตั้งแต่ทำกิจกรรมและถูกควบคุมตัวมาเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

หลังจากที่โชคชัยถูกปล่อยตัวได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยโชคชัยเล่าว่าหมอบอกว่าหูมีอาการอักเสบเล็กน้อย และโชคชัยมีอาการเจ็บตามตัวเนื่องจากถูกกดและถูกนั่งทับขณะถูกควบคุมตัวบนรถตู้ โชคชัยยังกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิที่จะมาควบคุมตัวของตนโดยพลการ และการกระทำของเจ้าหน้าที่ยังเป็นการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ซึ่งเพียงแค่จะไปร่วมงานรดน้ำดำหัวของพลเอกประวิตรเท่านั้น

 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้าควบคุมตัวเอกชัยและโชคชัยในครั้งนี้ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นอกจากจะเป็นการปิดกั้นการแสดงออกโดยสงบ โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายใด ๆ แล้ว ยังขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ที่ได้รับรองไว้ในข้อ 9 ว่า บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ และข้อ 19 บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก

นอกจากนี้ การกระทำของเจ้าหน้าที่ในระหว่างควบคุมตัวนายโชคชัยไป สน.หัวหมาก นั้น ยังเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เป็นการละเมิดสิทธิในร่างกาย ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองไว้ในมาตรา 28 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การค้นตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทํามิได้ รวมทั้ง ICCPR ข้อ 7 บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมมิได้