Member Login
Lost your password?

ไปยังไม่ถึงจุดเริ่มต้น: ทบทวน 3 ปี กลุ่มพลเมืองโต้กลับฟ้องคสช. ข้อหากบฏ ก่อนศาลฎีกาพิพากษา

12/06/2018
By

ในวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1805/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 1760/2558 ที่ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคสช. ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 โดยก่อนจะถึงวันพิพากษา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชวนย้อนดูกระบวนการยื่นฟ้องคสช.และผลคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ผ่านมา ก่อนมาถึงชั้นศาลฎีกา

ข้อควรทราบที่สำคัญ  ไม่ว่าคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2561 จะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม กระบวนการฟ้องร้องในข้อหากบฏนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากกระบวนการต่อสู้ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับตลอดระยะเวลา 3 ปี เป็นเพียงกระบวนการต่อสู้เพื่อร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีไว้พิจารณา คำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้จึงยังไม่ใช่การตัดสินชี้ขาดว่าคสช.เป็นกบฏหรือไม่ แต่เป็นเพียงการตัดสินว่าศาลชั้นต้นจะรับคดีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับฟ้องคสช.ไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากศาลฎีกาชี้ว่าศาลชั้นต้นควรรับพิจารณา กระบวนการไต่สวนในคดีกบฏจึงจะเริ่มขึ้นได้

 

1 ปี รัฐประหาร: กลุ่มพลเมืองโต้กลับยื่นฟ้องคสช. ร่วมกันเป็นกบฏจากการเข้ายึดอำนาจ

ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ “พ่อน้องเฌอ” กับพวก 15 คน พร้อมด้วยนายอานนท์ นำภา ทนายความกลุ่ม ได้เข้ายื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. รวม 5 คน ประกอบด้วย พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย, พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง, พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว และพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จากกรณีเข้ายึดอำนาจทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ตามคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลอาญา รัชดาภิเษก บรรยายพฤติการณ์ว่าระหว่างวันที่ 20 – 24 พ.ค. 57 จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายและล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้สิ้นสุดลง ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อันเป็นความผิดฐานกบฏ และพวกจำเลยยังได้ออกคำสั่งในนาม คสช. หลายฉบับ อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ทำให้โจทก์ทั้ง 15 คน ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 , 113 และ 114

 

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แม้การยึดอำนาจไม่เป็นประชาธิปไตย แต่อ้างเหตุมาตรา 48 บัญญัติยกเว้นความผิดไว้แก่คสช.

          ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 แม้ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์เห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม และยอมรับว่าการเข้ายึดอำนาจของคสช.ไม่เป็นประชาธิปไตยตามข้อความดังนี้      

“การกระทำตามโจทก์ระบุในฟ้องว่า เหตุเริ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 57 ต่อเนื่องมานั้น ก็แสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้ากับพวก เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันเข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศในวันที่ 22 พ.ค. 57 ที่ต่อมาในวันที่ 25 พ.ค. 57 จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ออกประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 ให้คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ดังนั้นก็ต้องถือว่าความผิดตามฟ้องนี้เกิดขึ้นก่อนที่หัวหน้า คสช. จะออกประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 ให้มีผลบังคับใช้ ที่จะทำให้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แต่ความผิดตามฟ้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลอาญาจึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ได้”        

 

แต่ทั้งนี้ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องอันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับพ.ศ. 2557 ลงวันที่ 22 ก.ค. 57 ในมาตรา 48 มีบทบัญญัติยกเว้นความผิดและความรับผิดไว้ โดยศาลมีความเห็นว่า


แม้มีการเข้ายึดและการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของจำเลยทั้งห้ากับพวก ในนาม คสช.จะไม่เป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย แต่ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 22 ก.ค. 57 โดยมีบทบัญญัติยกเว้นความผิดและความรับผิดไว้ใน มาตรา 48 ว่า บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำต่อเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ของหัวหน้าและคณะ คสช. รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคสช. ที่ได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางด้านบริหาร หรือทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษ และการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันดังกล่าว หรือก่อนหรือหลังวันดังกล่าว หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง…..ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง จึงพ้นจากความผิด และความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 48 แล้ว คดีของโจทก์ทั้งสิบห้าจึงไม่มีมูลที่ศาลจะรับไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง”

 

พลเมืองโต้กลับร้องศาลอุทธรณ์ให้มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น

วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 สองเดือนหลังจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยระบุว่า

“ขอให้ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบห้า ไว้พิจารณา และมีคำพิพากษาต่อไป เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 162 เมื่อโจทก์ทั้งสิบห้า ยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนมูลฟ้อง แล้ววินิจฉัยไปตามรูปคดี ไม่ใช่ปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรมและไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลที่จะพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นนำเอาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยอาชญากร ซึ่งก่ออาชญากรรมต่อรัฐและประชาชนมายกเว้นการรับผิดให้กับจำเลยทั้ง 5 คน โดยไม่มีการไต่สวนพิจารณาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ศาลอุทธรณ์รับคำร้องของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ โดยมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 5 ทำคำแก้อุทธรณ์ภายใน 15 วัน

วันที่ 10 สิงหาคม 2558 ทนายอานนท์ นำภา ตัวแทนกลุ่มพลเมืองโต้กลับ เปิดเผยว่าศาลอาญามีคำสั่งรับอุทธรณ์คำร้องของกลุ่มพลเมืองโต้กลับแล้ว โดยมีคำสั่งให้จำเลยทำคำแก้อุทธรณ์ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน จากนั้นให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ซึ่งการที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ยื่นอุทธรณ์คำร้องก่อนหน้านี้ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยไปตามรูปคดี ไม่ใช่ปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรม และไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลที่จะพิสูจน์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้ง 5 ทำคำแก้อุทธรณ์ส่งศาลอาญาแล้ว ศาลอุทธรณ์อาจพิจารณาตามศาลชั้นต้นว่า คสช.มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเองแล้ว จึงไม่มีความผิด ก็จะยกฟ้องตามศาลชั้นต้น แต่หากศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นเปิดการไต่สวนตามที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับฟ้อง คสช. ทาง คสช. อาจจะประสานสำนักงานอัยการ เพื่อขอให้อัยการมาว่าความให้จำเลยในฐานะทนายของรัฐ

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น : ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจในการไต่สวน เหตุมาตรา 48 ถูกประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ระบุการกระทำใดๆของคสช.ย่อมถูกต้องตามกฎหมาย

จนวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าแม้ฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ว่า คสช. ออกกฎหมายมาตรา  47  และ 48 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดกับหลักประชาธิปไตย และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และความปรารถนาของประชาชน ดังนั้น คสช.จึงไม่สามารถอ้างกฎหมายสองมาตรานี้ยกเว้นความผิดแก่ตัวเองได้นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า

“……มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557  นั้น ประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบันแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจในการไต่สวน อีกทั้งในมาตรานี้ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า การกระทำใดๆ ของ คสช.ย่อมถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนข้ออุทธรณ์ของฝ่ายโจทก์ที่ว่า การออกฎหมายในมาตราดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องแยกส่วนกันในการพิจารณา ไม่เกี่ยวข้องกับคำร้องของฝ่ายโจทก์

ทั้งนี้ อานนท์ นำภา ทนายความฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ กล่าวหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้องคดีทั้งสองศาล ทำให้ฝ่ายโจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 แต่ตามมาตรา 221[1] ก็เปิดช่องให้สามารถยื่นฎีกาได้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาคดีนี้ทำความเห็นแย้งว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกาก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

          “แม้ทั้งสองศาลจะยกฟ้อง แต่ก็ยังมีข้อกฎหมายที่เปิดช่องให้ฎีกาได้ โดยเราจะให้เหตุผลว่า คดีนี้เป็นคดีที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าในสังคม ข้อขัดแย้งควรจะขึ้นสู่ศาลสูงสุด ทั้งนี้ยังไม่เคยมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร รวมถึงการกระทำใดของคณะรัฐประหารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เข้าสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกามาก่อน” ทนายความฝ่ายโจทก์กล่าว

 

กลุ่มพลเมืองโต้กลับเดินหน้ายื่นฎีกาต่อ: โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎมาย

สามเดือนหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำร้องยืนตามศาลชั้นต้น ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับยังคงต่อสู้โดยการเข้ายื่นฎีกา ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559  แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายกคำร้องในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  โดยฎีกามีสาระสำคัญ 3 ประเด็น

ประเด็นโต้แย้งที่ 1 เน้นย้ำว่ามาตรา 47 และมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มีสภาพเป็นกฎเกณฑ์ที่ขัดต่อเสียงแห่งมโนธรรมและหลักการพื้นฐานแห่งความยุติธรรมของมนุษยชาติอย่างชัดแจ้ง โดยทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับยังคงยืนยันว่าประเด็นที่ได้อุทธรณ์ไปเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อคำพิพากษาในคดี และเป็นส่วนเดียวกันกับคดีอย่างแยกไม่ออก โดยมีความสำคัญเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานทางกฎหมาย ที่จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการใช้กฎหมายต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังกระทบกระเทือนต่อหลักการทางกฎหมายทั้งระบบ ทางกลุ่มจึงยืนยันว่าศาลอุทธรณ์ควรหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยและรับฟังก่อนจะมีคำพิพากษา การพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นของศาลอุทธรณ์โดยไม่หยิบยกประเด็นในอุทธรณ์ขึ้นมาวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเนื้อหาคือ

“……มาตรา 47 แ ละ มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อมโนธรรมและหลักการพื้นฐานแห่งความยุติธรรมของมนุษย์อย่างชัดแจ้งอันมีผลทางให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่สภาพเป็นกฎหมายแต่อย่างใด และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะต้องอยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานทั่วไปของระบบกฎหมายที่ว่า “บุคคลหาอาจถือเอาประโยชน์จากความฉ้อฉลที่ตนได้ก่อขึ้น หาอาจเรียกร้องใดบนความอยุติธรรมของตน หาได้รับยกเว้นความรับผิดจากอาชญากรรมของตัวเองได้” การกระทำของจำเลยทั้งห้า จึงไม่อาจจะพ้นจากความรับผิดตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  2557  กำหนดไว้ได้ ….” 

 

ประเด็นโต้แย้งที่ 2 ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อความที่ว่า

“วัตถุประสงค์ของการไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ก็เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยในชั้นพิจารณาหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดีในชั้นตรวจรับฟ้องนั้น หากศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด คดีขาดอายุความ มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องเพื่อวินิจฉัยมูลคดีก่อนประทับฟ้อง”

 

โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใน 2 ประเด็น คือ
2.1  การยืนยันว่าฟ้องของโจทก์ถือเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยมีรายละเอียดครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158  ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะต้องดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ เปิดโอกาสให้โจทก์ได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานต่อศาล ตามสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (1) กำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2.2  อธิบายเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไว้ในภาค 3 โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่  1. ฟ้องคดีอาญาและไต่สวนมูลฟ้อง 2. การพิจารณา

2.3 คำพิพากษาและคำสั่ง ซึ่งได้แบ่งแยกหมวดไว้ชัดเจน เพราะโดยหลักกฎหมายศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ก่อน หากพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องของโจทก์มีมูล ก็จะต้องประทับรับฟ้องไว้พิจารณา แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดีตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่ได้ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องและยังไม่ได้มีการรับฟ้องไว้พิจารณา แต่กลับพิพากษายกฟ้องโดยที่ยังไม่มีการรับฟ้องไว้พิจารณาและไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงประเด็นในคดีทั้งหมดที่ทางกลุ่มพลเมืองโต้กลับกล่าวในอุทธรณ์ ทำให้เป็นการข้ามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดี คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทบต่อสิทธิของโจทก์ทั้งสิบห้าที่จะนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล อันจะไม่สามารถนำไปสู่ความยุติธรรมแก่โจทก์ทั้งสิบห้าได้

 

ประเด็นโต้แย้งที่ 3 ทางกลุ่มยืนยันถึงความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องเป็นผู้ผดุงหลักนิติรัฐและนิติธรรม ดังข้อความที่ว่า

โจทก์ทั้งสิบห้าขอเรียนต่อศาลว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการร่วมกันใช้กำลังบังคับให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศอันมิใช่วิถีทางตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดไว้ อันถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และมาตรา 114…การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เพิกเฉยต่อการย่ำยีระบบกฎหมายของจำเลยทั้งห้ากับพวก ย่อมเป็นการรองรับและนับเอากระบวนการรัฐประหารอันผิดต่อกฎหมายให้กลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย  และท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่คณะรัฐประหารกำลังทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างกว้างใหญ่ไพศาล ประหนึ่งดั่งไฟที่กำลังลามทุ่งจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนและขัดแย้งทุกย่อมหญ้า  คงมีเพียงอำนาจของศาลฎีกาเท่านั้นในฐานะเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ที่จะช่วยผดุงความยุติธรรมตรวจสอบการใช้อำนาจ ถ่วงดุล และคานอำนาจของคณะรัฐประหารได้ ทั้งนี้หากกลไกในกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปด้วยความยุติธรรม นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ สังคมย่อมตระหนักว่ากระบวนการยุติธรรมและสถาบันตุลาการยังคงเป็นเสาหลักอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริงโดยปราศจากอคติ  อีกทั้งยังป้องกันมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่างในการก่อรัฐประหารยึดอำนาจของประชาชนและดำรงตนอยู่เหนือกฎหมาย และเหนืออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”      

 

นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา: จะไปถึงจุดเริ่มต้น?

เป็นเวลาเกือบสองปีภายหลังการยื่นฎีกาของกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ไม่มีความเคลื่อนไหวในคดีนี้ จนกระทั่งในวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ศาลฎีกาได้มีหมายนัดฟังคำพิพากษามายังผู้ฟ้องคดีทั้ง 15 คน เพื่อให้ไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เวลา 9.30 น. ที่ศาลอาญา รัชดา

เป็นที่น่าจับตามองว่าผลการพิพากษาจะออกมาในแนวทางใด โดยผลคำพิพากษาที่เป็นไปได้ใน 2 รูปแบบ คือ 1.ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือไม่รับฟ้อง เนื่องจากคณะรัฐประหารยึดอำนาจแล้วนิรโทษกรรมตนเองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว อันจะทำให้การฟ้องร้องเอาผิดคณะรัฐประหารในคดีนี้ต้องสิ้นสุดลง และ 2. ศาลวินิจฉัยให้ต้องมีการพิจารณาคดีก่อน ทำให้สำนวนคดีนี้จะถูกส่งย้อนกลับไปยังศาลชั้นต้นใหม่ ให้ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง และเปิดโอกาสให้ฝ่ายโจทก์หรือกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ผู้ฟ้องทั้ง 15 คน นำพยานหลักฐานเข้ามานำสืบในชั้นศาล นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเอาผิดคณะรัฐประหารที่อาจเป็นไปได้ต่อไป

 

 

[1] ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ระบุว่า ห้ามมิให้ คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ มาตรา 221 ระบุว่า ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมาย นี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น แย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็น ปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

Tags: , , , , , ,



Top Posts

TAG

112 116 BBC Thai freedom of expression Head of NCPO order 3/58 NDM กฎอัยการศึก กรุงเทพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ขอนแก่น คนอยากเลือกตั้ง ควบคุมตัวมิชอบ คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จ่านิว ชุมนุมทางการเมือง บีบีซีไทย ประชามติ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.ประชามติ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ พฤติการณ์คุกคาม พูดเพื่อเสรีภาพ ม.112 มทบ.11 มาตรา 44 มาตรา 112 ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ศูนย์ปราบโกงประชามติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม อานนท์ นำภา เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออก แชร์เฟซบุ๊ก ไผ่ จตุภัทร์ ไผ่ ดาวดิน