12 ธ.ค. 61 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา เป็นนัดฟังคำพิพากษาคดีแชร์ข้อความวิจารณ์นโยบายรัฐบาลคสช. จากเพจ “กูต้องได้ 100 ร้านจากทักษิณแน่ ๆ” ในฐานความผิด เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยวันนี้มีจำเลย 5 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา

เวลา 10.00 น. ศาลขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยตัดสินว่าจำเลยมีความผิดตาม มาตรา14 (5) จากการส่งต่อข้อความตามมาตรา 14 (2) ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ปรับ 5,000 บาท เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมีคำพิพากษาให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท และจำเลยไม่มีประวัติกระทำความผิดจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจากในช่วงต้นปี 2561 มีการดำเนินคดีเอาผิดกับประชาชนเกี่ยวกับการแชร์ข้อความจากเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณ แน่ ๆ” จำนวนหลายราย โดยมีการติดตามตัวมารายงานตัวตามหมายเรียกได้ 9 ราย โดยเนื้อหาข้อความเป็นการวิจารณ์นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดในรัฐบาล คสช. และวิจารณ์การดูด ส.ส. ของรัฐบาล คสช. (อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมใน: ปอท.แจ้งข้อหาคนแชร์เพจ “กูต้องได้ 100 ล้านฯ” เพิ่มอีก 1 ราย ก่อนปล่อยตัวกลับหลังแจ้งข้อหา)

วิจารณ์นโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาล 

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 61 เมื่อเฟสบุ๊ค “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ ๆ” ได้โพสต์ภาพและแชร์ข้อความความล้มเหลวของนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับยาเสพติด และมีผู้แชร์ข้อความดังกล่าวต่อไปจำนวนมาก โดยข้อความระบุว่า

“ยาเสพติดระบาดหนักในหลายชุมชน จนท.ทหารหลายพื้นที่ ทำงานเป็นคนดูแลความไม่สงบให้แก่พวกขายยา (กล่าวลอย ๆ) โดยทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ ลองดูสิ เยอะจริง ๆ ยกตัวอย่างแถวบ่อนไก่ก็ตำรวจ-ทหาร เป็นหูเป็นตาให้ผู้ค้าเองด้วย ปปส.มาสืบเองก็คงมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ทำอะไร ประชาชนในชุมชนอยู่กันอย่างหวาดระแวง ลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นประจำ นี่หรือคือยุคที่ คสช.อ้างว่าสงบสุข แต่ยาเสพติดกลับทะลักเข้ามาทำลายอนาคตของประเทศ ทหารนอกแถวมีมากมาย แต่ควบคุมให้มีวินัยไม่ได้ เพราะคสช. เอง ก็มีอำนาจด้วยวิธีการที่ผิด ๆ และขาดวินัย น่าสงสัยต่อไปอีก ใครปล่อยให้ยาเสพติดทะลักเข้ามา ประโยชน์ไปตกที่ใคร เงินไปไหน อืม”

ประโยคดังกล่าวทำให้พนักงานสอบสวนจากกองปราบปราม ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีเอาผิดกับประชาชน จำนวน 10 คน ในข้อหาทำผิด พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 โดยคดีนี้มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ในคำบรรยายฟ้องของอัยการฝ่ายโจทก์ ระบุว่า “ข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างหนักในหลายชุมชนปัจจุบัน เกิดขึ้นจากการที่มีเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบในพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับผู้ค้ายาเสพติดเสียเอง จึงทำให้ยาเสพติดกลับทะลักเข้ามาทำลายอนาคตของประเทศ เหตุเพราะคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เองก็มีอำนาจและวิธีการที่ผิด ๆ และขาดวินัย ซึ่งเป็นเท็จเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบในเขตพื้นที่และเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตท้องที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบปรามการกระทำความผิด จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจะร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาให้กับผู้ค้ายาเสพติดเสียเองประกบกับปัจจุบันก็ไม่เคยมีข้อมูลดังกล่าวปรากฏตามรายงานหรือทางสื่อมวลชนเลย

วิจารณ์รัฐบาลคสช. เตรียมการดูด ส.ส. 

นอกจากนี้ในคดีเดียวกัน ยังมีจำเลย 4 คน แชร์ข้อความดังกล่าว ซึ่งได้ให้การรับสารภาพได้แชร์ข้อความดังกล่าวในช่วงเดือนเมษายน

นอกจากนี้ยังมีผู้แชร์ความอื่นจากเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ ๆ” ซึ่งถูกดำเนินคดีในชุดเดียวกัน โดยมีข้อความว่า “คสช.ตั้งเป้าดูด 300 หัว เพื่อมาสนับสนุนตนเอง และไม่ใช่ดูดธรรมดามีการจ่ายเงินค่าดูดและเจรจาพักคดีด้วย ทีนี้ ท่านคิดเล่น ๆ ดูว่าเงินค่าดูด มาจากไหน? ส่วนเท่าไร จากไหน จากใครบ้าง ไว้จะเปิดเผยภายหน้า อิอิ”

โจทก์เห็นว่าข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจว่า คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจและหน้าที่ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พยายามใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการพยายามใช้วิธีดึงผู้ที่คิดว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งและมีคุณสมบัติที่จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน (ดูด) ให้ได้จำนวน 300 คน ด้วยการหาเงินด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อนำมาจ่ายให้กับผู้ที่ถูก คสช. วางไว้ ซึ่งเป็นความเท็จเนื่องจาก คสช. ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง และคสช. จะต้องพ้นอำนาจหน้าที่ไปเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นข้อความนี้จึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตามในคดีนี้ ยังมีนัดฟังคำพิพากษาสำหรับจำเลยที่ให้การรับสารภาพอีก 2 ราย ในวันที่ 28 ธ.ค. 61 และยังมีจำเลยที่ยังต่อสู้คดีโดยให้การปฏิเสธจากแชร์ข้อความดังกล่าวอยู่ 2 คน คือนายเปรวินทร์ (สงวนนามสกุล) และ คนึงนิตย์ (สงวนนามสกุล) โดยระหว่างการต่อสู้คดีจำเลยบางรายต้องใส่เครื่องติดตามตัวหรือ “EM” แทนการใช้หลักทรัพย์ประกันตัว (อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมที่: 2 จำเลยคดีแชร์เพจ “กูต้องได้ 100 ล้านฯ” ยืนยันปฏิเสธข้อหา ศาลสั่งแยกฟ้องเป็นครั้งที่สาม)