“เขาจะตัดสินหรือยัง” “มารอบนี้ตัดสินแล้วใช่ไหม” สองประโยคที่จำเลยถามทนายความเสมอ เมื่อเจอหน้ากันในวันนัดสืบพยานที่ศาลทหารกรุงเทพ

“อีกนานเลยนะ กว่าจะนัดสืบพยานครั้งต่อไป น้องชายก็ติดคุกไปเรื่อย ๆ เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า ไม่ยุ่งอีกแล้วการเมือง”[1]  คำพูดหนึ่งของญาติผู้ต้องหาในคดีตระเตรียมการก่อการร้ายและคดีโอนเงินจ้างวานปาระเบิดศาลอาญา ยังกังวานในความรับรู้ของเหล่าผู้สังเกตการณ์คดี ณ ศาลทหารกรุงเทพ

เหตุ “เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” เป็นเงื่อนไขเริ่มต้นที่ระบุอยู่ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 37/2557 (ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557) เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร นัยยะหนึ่งของการได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อย คือ ความรวดเร็วในการจัดการคดีในเขตอำนาจของตน แต่หากเราพิจารณาอย่างใกล้ชิดถึงความสำคัญของนัยยะนี้ “ความรวดเร็วของการพิจารณาคดี” ที่ควรจะเป็น ควรหมายถึง “ความมีประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาคดีตลอดสาย (A custody chain)” ตั้งแต่ชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชั้นการสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ และชั้นการพิจารณาคดีขององค์กรศาล อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านพ้นเข้าปีที่ 5 ของการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเอง (คสช.) กลับปรากฏข้อเท็จจริงในทางตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์และนัยยะของประกาศฉบับนี้ โดยกระบวนการพิจารณาคดีตลอดสายในศาลทหารนั้นแท้จริงดำเนินไปด้วย “ความล่าช้า”

 

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 37/2557 ให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร

ประกาศ คสช. ฉบับนี้ คือ ประกาศ คสช. เรื่องความผิดที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร อันหมายถึงการกำหนดให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหมหรือรับราชการทหารต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งความผิดที่ประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้พิจารณาในศาลทหาร ประกอบด้วย ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 107-112 ซึ่งรวมถึงความผิดฐาน “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์”,  ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 113-118  และความผิดตามประกาศหรือคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นการกระทําที่เกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักรและระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับ รวมถึง ความผิดในข้อหา มีหรือใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 50/2557

ต่อมาแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. จะออก “คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่  55/2559” ยกเลิกการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารโดยอ้างว่าประชาชนต่างมีเจตนารมณ์และให้ความร่วมมือที่ดีในการนําประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่คําสั่งนี้กลับไม่ครอบคลุมคดีที่อัยการทหารสั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้และคดีที่กําลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลทหาร อีกความหมายหนึ่ง คือ พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีคดีโดยมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25 พ.ค. 57 – 12 ก.ย. 59 ก่อนคําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559 มีผลใช้บังคับ ยังอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหารต่อไป โดยกรมพระธรรมนูญ ให้ข้อมูลว่าระหว่างวันที่ 25 พ.ค. 57 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 61 มีคดีของพลเรือนอย่างน้อย 281 คดี[2] ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร

ในส่วน คดีของพลเรือนที่ขึ้นศาลทหารที่อยู่ในการดูแลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีทั้งหมด 58 คดี มีจำนวนพลเรือนที่ขึ้นศาลทหารรวมแล้วถึง 111 คน[3] แบ่งเป็นคดีที่พิพากษาแล้ว 31 คดี ซึ่งเป็นคดีที่จำเลยรับสารภาพถึงจำนวน 18 คดี, คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จำนวน 25 คดี มีจำนวนพลเรือน 60 คน ยังอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร โดย 8 คดี มีนัดพิจารณาคดีในเดือนนี้[4] และคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 2 คดี มีผู้ต้องหาถึง 16 คน โดย 5 คน ยังเป็นผู้ต้องหาในทั้งสองคดี ซึ่งหมายความว่า บุคคลทั้ง 16 คน อาจถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร หากคดีของพวกเขาถูกสั่งฟ้องโดยอัยการศาลทหารในอนาคต

 

ลักษณะการพิจารณาคดีที่ล่าช้าในศาลทหาร

ศูนย์ทนายความฯ แบ่งลักษณะการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อยาวนานที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. คดีที่มีความล่าช้าด้วยเหตุทางกระบวนการพิจารณาอันเกี่ยวเนื่องด้วยการรัฐประหาร และ 2. คดีที่มีความล่าช้าด้วยเหตุเฉพาะการเลื่อนการสืบพยานโจทก์ โดยข้อมูลนี้มาจากการสังเคราะห์ข้อมูลในคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความฯ ทั้ง 58 คดี และมีขอบเขตการนับจำนวนวันที่ล่าช้า “ระหว่างวันที่ 22 พ.ค. 57 – 15 มี.ค. 62” ซึ่งในบางคดีอาจมีเหตุให้เกิดความล่าช้าได้มากกว่าหนึ่งเหตุ

ลักษณะความล่าช้าประเภทแรกเกิดจากเหตุทางกระบวนการพิจารณาอันเกี่ยวเนื่องด้วยการรัฐประหาร ประกอบด้วย 3 สาเหตุหลัก กล่าวคือ ก) การพิจารณาเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลทหารและศาลพลเรือน กรณีนี้ จำเลยประสงค์ให้มีการตรวจสอบประกาศ คสช. ที่กำหนดให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร และโต้แย้งว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหา เกิดขึ้นก่อน คสช. ออกประกาศให้การกระทำนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร  การพิจารณาคดีเหล่านั้นโดยศาลทหารจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ มีคดีที่จำเลยยื่นโต้แย้งเขตอำนาจศาลทหาร จำนวน 7 คดี  ข) การไต่สวนทางการแพทย์ในรายผู้ป่วยจิตเภท (Schizophrenia) เนื่องจากคดีที่มีข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ว่าจำเลยมีอาการทางจิต จึงขอให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจ, รักษา และประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี ตามระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ที่สถานพยาบาลอันให้บริการแก่ผู้ต้องหาที่มีความผิดปกติทางจิตและผู้ป่วยนิติจิตเวช[5] กรณีดังกล่าว อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความฯ รวม  3 คดี  และ ค) กระบวนพิจารณาที่ไม่ปกติของศาลทหารอันเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดีในเวลาอันสมควร จำนวน 7 คดี โดยเหตุขัดข้องมาจากการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารในหลายขั้นตอน อันได้แก่ การเบิกตัวและส่งตัวจำเลยที่ถูกคุมขังในคดีอื่นมาพิจารณาคดีที่ศาลทหาร, การยื่นคำขอให้เปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา เนื่องด้วยเหตุการตัดพยานสำคัญในคดีที่อาจนำมาสู่การพิจารณาคดีที่เป็นผลร้ายต่อจำเลยในคดีนั้น, การโต้แย้งกับผู้พิพากษาศาลทหารต่อการตัดพยานหลักฐานที่สำคัญของจำเลยที่เป็นพลเรือน รวมถึง ความล่าช้าที่ไม่ทราบสาเหตุจากการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการและศาลทหารเองในการออกคำสั่งต่อคดีในขั้นตอนชั้นสอบสวนสั่งฟ้อง และกำหนดวันนัดพิจารณาในขั้นตอนชั้นศาล แสดงได้ดังตารางต่อไปนี้

เหตุ กรณี จำนวนวันที่ล่าช้า  (นับตั้งแต่วันที่มีเหตุ จนถึงวันนัดครั้งถัดไปในคดีนั้น ๆ )
ก) การพิจารณาเขตอำนาจศาล ระหว่างศาลทหารและศาลพลเรือน 1. คดีพลเมืองโต้กลับ จัดกิจกรรม “เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก” เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 58 บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ โดยจำเลยเป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม  นักศึกษา ทนายความ และผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนเมื่อปี พ.ศ. 2553  (ข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง) 683 วัน
2. คดีสิรภพ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นนักเขียนบทกลอนและบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์ หลังรัฐประหาร เจ้าหน้าที่รัฐแจ้งความดำเนินคดีจากการเขียนบทกลอนและเผยแพร่ข้อความทางสื่อออนไลน์  (ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ม. 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 ม. 14 (3)) 617 วัน
3. คดีชุมนุมหน้าหอศิลป์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 58 ของนักศึกษาเนื่องในวันครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร (ข้อหาฝ่าฝืนประกาศหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) 515 วัน
4. คดีครอบครองระเบิด RGD5  ในคดีนี้มีเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเท่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามสอบถามจำเลยเพื่อเชื่อมโยงไปถึงขบวนการความรุนแรงทางการเมืองใต้ดิน และมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกจับกุม  (ข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิด, ฝ่าฝืนประกาศ คสช.) 417 วัน
5. คดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ของนักศึกษา/นักกิจกรรม 7 คน ที่ถูกฟ้องจาก กิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” เพื่อตรวจสอบการทุจริตในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 58 ( ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) 369 วัน
6. คดีพลเมืองรุกเดิน นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับถูกดำเนินคดีจากการ เดินเท้าจากบ้านคนเดียวไปรายงานตัวที่ศาลทหารกรุงเทพ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม (ข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และฝ่าฝืนประกาศ คสช.) 249 วัน
7. คดีฐนกร (สงวนนามสกุล) คดีนี้จำเลยถูกฟ้อง 3 กรรม คือ ข้อหายุยงปลุกปั่น จากการแชร์ผังการทุจริตการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งจัดทำโดยเพจ NDM, ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จากการกดไลค์เพจที่ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์, และโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวพาดพิงถึงสุนัขทรงเลี้ยง 162 วัน
ข) การไต่สวนทางการแพทย์ในรายผู้ป่วยจิตเภท 1. คดีนายฤาชา (สงวนนามสกุล) หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จำเลยโพสต์ภาพข้อความโดยคิดว่าตนเป็นร่างทรงพระแม่ธรณี –> มีเหตุความล่าช้า ทั้งจากการเรียกไต่สวนแพทย์ และจำเลยเองไม่สามารถต่อสู้คดีได้ 417 วัน
2. คดีนายประจักษ์ชัย (สงวนนามสกุล) หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จากการที่จำเลยยื่นหนังสือขอให้ปลดพระมหากษัตริย์ –> มีเหตุความล่าช้าจากการเรียกไต่สวนแพทย์ 381 วัน
3. คดีนางบุปผา (นามสมมุติ) หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จำเลยหลงผิดว่าตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นสายลับและต้องรักษากฎมณเฑียรบาล —> มีเหตุความล่าช้า ทั้งจากการรอผลการวินิจฉัยของแพทย์ และต่อมาศาลเรียกแพทย์ไต่สวนไม่ได้ 328 วัน
ค) กระบวนพิจารณาที่ไม่ปกติของศาลทหารอันเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดีในเวลาอันสมควร
ค.1. ศาลพลเรือนไม่ส่งตัวจำเลยมาศาลทหาร 1. คดีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ชูป้ายค้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น  (ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) 110 วัน
ค.2 จำเลยขอให้เปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา โดยรอการพิจารณาคดีในนัดถัดไปอย่างยืดเยื้อ 2. คดีนายธเนตร อนันตวงษ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย โพสต์แผนผังทุจริตอุทยานราชภักดิ์ (ข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550) 210 วัน
ค.3 มีข้อโต้แย้งเรื่องศาลทหารให้ตัดพยานหลักฐานสำคัญ 3. คดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ของนักศึกษา/นักกิจกรรม 7 คน 298 วัน
ค.4 ใช้ระยะเวลานานในการส่งฟ้อง หรือกำหนดวันนัดที่ทิ้งช่วงห่างเป็นเวลานานระหว่างวันสอบคำให้การถึงวันตรวจพยานหลักฐาน 4. คดีแจกใบปลิวประชามติ ที่บางเสาธง เพื่อรณรงค์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 คดีนี้มีการแยกฟ้องจำเลย โดยในคดีของนายรังสิมันต์ โรม มี ระยะเวลาระหว่างวันฟ้องถึงวันสอบคำให้การทิ้งช่วงห่างกันนานที่สุด –>

(ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และ พ.ร.บ. ประชามติฯ  พ.ศ. 2559)

210 วัน
5. คดีนายจือเซง  แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์  จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559   ในงานเสวนาของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มีระยะเวลานานระหว่างนัดฟ้องถึงนัดสอบคำให้การ และนัดสอบคำให้การถึงนัดตรวจพยานหลักฐาน

( ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ม. 112 ประมวลกฎหมายอาญา)

304 วัน
6. คดี “จ้า” ของพัฒน์นรี (สงวนนามสกุล) หรือแม่ “จ่านิว” มีระยะเวลานานระหว่างนัดฟ้องถึงนัดสอบคำให้การ และนัดสอบคำให้การถึงนัดตรวจพยานหลักฐาน

(ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์  และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550)

240 วัน
7. คดีครอบครองระเบิด RGD5 กรณีล่าช้าในส่วนระยะเวลาระหว่างวันฟ้องถึงวันนัดพร้อม 210 วัน

 

ลักษณะความล่าช้าในศาลทหารประเภทที่สอง มีสาเหตุมาจากการเลื่อนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ โดยคดีที่มีการเลื่อนสืบพยานโจทก์ตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป มีจำนวนทั้งสิ้น 8 คดี  เหตุแห่งการเลื่อนคดีที่นำมาอ้างมากที่สุด คือ การตามพยานที่เป็นพลเรือนให้มาศาลไม่ได้ นอกจากนี้ พยานที่เป็นข้าราชการเองมักติดราชการอื่นหรือย้ายสถานที่ทำงานใหม่ทำให้เกิดข้อขัดข้องในการส่งหมายเรียกมาเป็นพยานที่ศาล ข้อสังเกตอีกประการ คือ คดีที่มีการเลื่อนสืบพยานโจทก์มักเป็นคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และคดีที่เกี่ยวกับอาวุธ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ถูกใช้กันมากหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557

กรณี จำนวนนัดทั้งหมด จำนวนครั้งที่เลื่อน

(%จำนวนครั้งที่เลื่อนต่อจำนวนนัดทั้งหมด)

จำนวนวันที่เลื่อน เหตุแห่งการเลื่อนการสืบพยานโจทก์
1. คดี 112 สิรภพ (สงวนนามสกุล) 22 นัด 8 ครั้ง

(36%)

679 วัน พยานโจทก์ซึ่งเป็นพลเรือนไม่มาศาล (ทั้ง 8 ครั้ง )
2. คดีจ้างวานปาระเบิดศาลอาญา 35 นัด 10 ครั้ง

(28.5%)

611 วัน -พยานทหารติดราชการอื่น (2 ครั้ง)

-ติดตามพยานที่เป็นพลเรือนให้มาศาลไม่ได้ บางรายได้รับหมายแล้วแต่ไม่เดินทางมาเป็นพยานให้อัยการ (8 ครั้ง)

3. คดี 112 อัญชัญ (สงวนนามสกุล) จากการแชร์คลิปบรรพตฯ จำนวน 29 กรรม และเป็นคดีที่เกิดระหว่างประกาศกฎอัยการศึก ต้องห้ามอุทธรณ์/ฎีกาในศาลทหาร 20 นัด 8 ครั้ง

(40%)

600 วัน เลื่อนโดยโจทก์ 6 ครั้ง ด้วยเหตุ

-พยานตำรวจและพลเรือนติดราชการ (4 ครั้ง)

-พยานพลเรือนไม่มาศาลเนื่องจากส่งหมายไม่ได้ (1 ครั้ง)

-พยานพลเรือนไม่มาศาลโดยไม่ทราบเหตุ (1 ครั้ง)

4. คดีก่อเหตุปาระเบิดศาลอาญา – จำเลยทั้ง 14 ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันปาระเบิดบริเวณศาล จำเลยบางรายร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างควบคุมตัวของทหาร 42 นัด 12 ครั้ง

(28.5%)

502 วัน -พยานตำรวจติดราชการเร่งด่วน (6 ครั้ง)

-โจทก์ไม่สามารถตามพยานพลเรือนที่ตนเองอ้างมาสืบพยานได้ บางรายเสียชีวิต และติดธุระจำเป็น (5 ครั้ง)

5. คดี 112 นายประจักษ์ชัย (ผู้ป่วยจิตเภท) 21 นัด 6 ครั้ง

(28.5%)

485 วัน พยานตำรวจไม่มาศาล อ้างเหตุป่วย, ติดราชการ และไม่ได้รับหมาย (4 ครั้ง)
6. คดีครอบครองระเบิด RGD5 25 นัด 10 ครั้ง

(40%)

480 วัน -พยานตำรวจไม่มาศาล เนื่องจากย้ายสถานที่ทำงาน จึงไม่ได้รับหมาย และไม่มาศาลแม้ได้รับทราบนัดแล้ว (7 ครั้ง)

-พยานทหารย้ายสถานที่ทำงาน (2 ครั้ง)

7. คดี 112 นายจือเซง  แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา 21 นัด 6 ครั้ง

(28.57%)

452 วัน โจทก์ติดตามพยานไม่ได้ และพยานตำรวจเกษียณราชการ (4 ครั้ง)
8. คดี 112 นายธารา (สงวนนามสกุล) จากการแชร์คลิปบรรพตฯ จำนวน 6 คลิป และเป็นคดีที่เกิดระหว่างประกาศกฎอัยการศึก ต้องห้ามอุทธรณ์/ฎีกาในศาลทหาร 10 นัด

(จำเลยรับสารภาพ)

5 ครั้ง

(50%)

415 วัน พยานทั้งทหารและพลเรือนไม่มาศาล (3 ครั้ง)

 

ทั้งนี้ ทนายความของศูนย์ทนายความฯ[6] สะท้อนให้เห็นว่า สาเหตุที่ทำให้การเลื่อนนัดสืบพยานเกิดขี้นบ่อยครั้งและเป็นประจำ ซึ่งสร้างภาระทางคดีให้กับจำเลยเป็นอย่างมากนี้เกิดจาก

  • นโยบาย “นัดต่อนัด” ของศาลทหาร โดยเมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยานลำดับแรก ศาลจึงนัดสืบพยานลำดับต่อไป หากพยานลำดับแรกไม่มาศาลก็จะไม่มีการสืบพยานในนัดนั้น โดยไม่สามารถสืบพยานลำดับต่อไปแทนได้ ศาลยังไม่พิจารณาตัดพยานที่ไม่มาศาลซ้ำซากทิ้งไปด้วยเหตุไม่มีความสำคัญต่อคดี อีกทั้งในแต่ละนัดจะกำหนดให้สืบพยานกัน “เพียงครึ่งวัน” เท่านั้น นโยบาย “นัดต่อนัด” นี้ แตกต่างจากระบบของศาลยุติธรรมที่กำหนดให้การนัดพิจารณาคดีเป็น “การนัดพิจารณาคดีแบบต่อเนื่อง” ที่กำหนดวันสืบพยานของคู่ความไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหากมีเหตุต้องเลื่อนการพิจารณาในนัดนั้นจะต้องมีเหตุจำเป็นอันสมควรเท่านั้น เช่น ป่วย ซึ่งโดยปกติศาลยุติธรรมจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดในเรื่องการเลื่อนคดี อันสอดคล้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 (1) และมาตรา 179 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ระบุว่า ม. 8 (1) จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม และม. 179 ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้และกฎหมายอื่น ศาลจะดำเนินการพิจารณาตลอดไปจนเสร็จโดยไม่เลื่อนก็ได้ถ้าพยานไม่มา หรือมีเหตุอื่นอันควรต้องเลื่อนการพิจารณา ก็ให้ศาลเลื่อนคดีไปตามที่เห็นสมควร
  • ระบบการบริหารงานของศาลทหารที่ยังมีระบบการเรียกพยานบุคคลมาเบิกความไม่เต็มระบบ ศาลทหารมีเพียงบริการออกหมายเรียกพยานของคู่ความให้มาศาลดังเช่นที่ศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่ศาลทหารยังไม่มีระบบให้เจ้าหน้าที่ส่งหมายรายงานผลการส่งหมายกลับเข้าสำนวนคดีเหมือนศาลยุติธรรม ที่จะทำให้คู่ความทราบก่อนวันนัดหรือในวันนัดได้ว่าส่งหมายเรียกพยานรายนั้นได้หรือไม่ หากส่งไม่ได้เกิดจากสาเหตุใด ดังเช่นที่ หากนัดใดอัยการทหารที่ออกหมายไม่สามารถติดตามพยานมาสืบได้ ทั้งจำเลยและทนายความจะไม่มีโอกาสได้ทราบล่วงหน้าและต้องเสียวันนัดพิจารณานั้นไป 1 วันต่อการเลื่อนสืบพยาน 1 ครั้ง
  • การไม่ออกหมายจับพยานและการฟ้องคดีพยานที่ไม่มาตามหมายเรียก ศาลทหารไม่ได้กำหนดโทษให้พยานบุคคลปากสำคัญที่ไม่มาศาลตามหมายนัด โดยการออกหมายจับและเอาตัวมากักขังไว้เพื่อให้เบิกความอันเป็นข้อสำคัญของคดีในเวลาอันควร ซึ่งแตกต่างจากศาลยุติธรรมที่กำหนดให้มีกระทำดังกล่าว ไว้ในมาตรา 111 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 170 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า ม.111 อนุ 2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานที่ไม่มาศาลเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี เมื่อศาลเห็นว่าพยานได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว จงใจไม่ไปยังศาลตามเวลาที่กำหนดไว้ หรือจงใจหลบเสีย ศาลจะสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีไปและออกหมายจับและเอาตัวพยานกักขังไว้จนกว่าจะได้เบิกความตามวันเวลาที่เห็นสมควรได้ แต่ไม่ลบล้างโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และม. 170 ประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดขัดขืนหมายหรือคำสั่งของศาลให้มาให้ถ้อยคำ ให้มาเบิกความหรือให้ส่งทรัพย์หรือเอกสารใดในการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และบางกรณี “พยานฝ่ายโจทก์ขออนุญาตเลื่อนนัด” เอง ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะพยานทราบวันนัดตามหมายเรียกจากอัยการอยู่ก่อนแล้ว

ผลร้ายจากการพิจารณาคดีที่ยาวนาน

การพิจารณาคดีที่ล่าช้าไม่ว่าด้วยเหตุใดดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้คดีของจำเลยซึ่งเป็นพลเรือนอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหารด้วยระยะเวลายาวนานอย่างไม่ควรจะเป็น โดยที่ศาลทหารมีปัญหาทั้งในเรื่องการขาดความเป็นอิสระและเป็นกลางในการพิจารณาคดีเพราะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหม ยังผลให้เกิดปัญหาอันกระทบต่อการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของจำเลยโดยตรง

จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความฯ พบว่า จำเลยได้รับผลกระทบจากการพิจารณาคดีที่ยาวนานนี้ใน 3 ลักษณะ กล่าวคือ

1) ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีอย่างยาวนาน เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว มีจำนวนถึง 4 คดี จากจำนวนทั้งหมด 58 คดี โดยมีคดีที่ล่าช้าที่สุดของศาลทหาร คือ คดีนายสิรภพ  ที่ปัจจุบันถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดียาวนานถึง 4 ปี 8 เดือน หรือรวมแล้ว 1,634 วัน สิรภพไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวแม้จะยื่นคำประกันตัวถึง 7 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 61 โดยวางเงินประกันถึง 500,000 บาทแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ หากอัญชัญ ไม่ได้รับการประกันตัวในคดี 112 เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 61 เธอจะถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดีมากกว่า 3 ปี 9 เดือน หรือ 1,380 วัน

ผลร้าย: ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีอย่างยาวนาน เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว
กรณี ระยะเวลาที่ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี (ข้อมูล ณ 15 มี.ค. 62)
1. คดี 112 สิรภพ (สงวนนามสกุล) 4 ปี 8 เดือน (1,634 วัน)
2. คดีครอบครองระเบิด RGD5 4 ปี 6 เดือน (1,584 วัน)
3. คดีก่อเหตุปาระเบิดศาลอาญา ( จำเลย 5 คนจากทั้งหมด 14 คนยังไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว) 4 ปี (1,471 วัน)
4. คดีจ้างวานปาระเบิดศาลอาญา 4 ปี (1,462 วัน)
* หมายเหตุ คดี 112 อัญชัญ (สงวนนามสกุล) (จำเลยเพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 61) 3 ปี 9 เดือน (1,380 วัน)

 

2) จำเลยตัดสินใจรับสารภาพเพื่อให้คดีจบลงอย่างรวดเร็วและให้ศาลทหารพิจารณาลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ในการต่อสู้คดีเกี่ยวกับความมั่นคงและคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่จำเลยไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี พบว่า มี 3 คดีที่จำเลยรับสารภาพในระหว่างการสืบพยานโจทก์ เพราะไม่สามารถอดทนต่อระยะเวลาที่เนิ่นนานของกระบวนการพิจารณาของศาลทหาร และจำเลยเองพิจารณาว่าบรรยากาศทางการเมืองไม่มีทิศทางเปิดกว้างอันจะส่งให้คำพิพากษาเป็นผลดีกับตนได้ โดยจำเลยถูกควบคุมตัวเป็นระยะเวลา 504 วัน, 414 วันและ 395 วัน ตามลำดับ ก่อนเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ

ผลร้าย: จำเลยตัดสินใจรับสารภาพเพราะไม่สามารถอดทนต่อระยะเวลาที่เนิ่นนานจากกระบวนการพิจารณาของศาลทหาร
กรณี จำนวนวันที่ถูกควบคุมตัวก่อนรับสารภาพ
1. คดี 112 นายธารา (สงวนนามสกุล) 504 วัน
2. คดี 112 นายวิชัย (สงวนนามสกุล) ถูกดำเนินคดี จากการปลอมเฟสบุ๊คเพื่อโพสต์ข้อความ 414 วัน
3. คดี 112 นายสมัคร (สงวนนามสกุล) ผู้ป่วยทางจิตเวช ถูกดำเนินคดี จากการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ในที่สาธารณะ 395 วัน

 

3) เสีย “ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี” เป็นจำนวนมาก ทั้งเงินประกันตัวของจำเลยในคดีศาลทหาร และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลในกรณีที่จำเลยได้รับการประกันตัว  ในส่วนของเงินประกันตัวนั้น โดยที่ศาลทหารไม่มีระเบียบให้ปล่อยตัวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน ต่างจากศาลยุติธรรมซึ่งศาลอาจมีดุลพินิจให้ปล่อยตัวจำเลยในระหว่างพิจารณาโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้ในกรณีที่มีอัตราโทษต่ำกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้ทุกคดีที่ขึ้นสู่ศาลทหาร จำเลยต้องหาหลักทรัพย์มายื่นประกอบคำร้องขอประกันตัว ทั้งนี้ ข้อมูลของคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความฯ ที่เคยยื่นขอประกันตัวในศาลทหารจำนวน 32 คดี มี 25 คดีที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์ตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 1,008,000 บาท หรือ รวมเป็นหลักทรัพย์ใน 25 คดี กว่า 7,060,000 บาท เงินประกันดังกล่าวนี้เป็นภาระอันหนักอึ้งที่จำเลยแต่ละคนซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาต้องหามาเพื่อใช้แลกกับอิสระภาพให้ตนเองซึ่งถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่ม และเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบโดยปราศจากอาวุธ

 

“ความล่าช้า” ที่ย้อนแย้งกับข้ออ้างของ คสช.  

หากทบทวนถึงเหตุผลและนัยยะที่ยกมาอ้างในการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 แล้ว หนึ่งในนัยยะหนึ่งคือ “ความรวดเร็ว” ในการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องในยุคที่รัฐบาล คสช. ใช้อำนาจ แต่จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึง “ความล่าช้า” ในการพิจารณาคดีด้วยเหตุข้อขัดข้องทางกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวเนื่องด้วยการรัฐประหารและเหตุเฉพาะจากการเลื่อนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ เหตุผลที่ยกมาอ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นจริง ดังนั้น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 จึงไม่มีความชอบธรรมต่อไปในการบังคับใช้

แม้ต่อมา คสช. ได้ยกเลิกประกาศนี้แล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 59 ด้วยคําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 55/2559  ทำให้การกระทำที่เป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ, ความผิดในหมวดความมั่นคงบางประเภท, ความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง คสช. และคดีเกี่ยวกับอาวุธ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารอีก แต่อย่างไรก็ตาม การยกเลิกให้พลเรือนขึ้นศาลทหารตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ไม่รวมถึงคดีที่ได้ฟ้องและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหารอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงการกระทำความผิดในลักษณะที่กล่าวมาในระหว่างวันที่ 25 พ.ค. 57 – 12 ก.ย. 59 ยังคงอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลทหารต่อไป ข้อเท็จจริงที่ยังมีการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร อีกจำนวน 25 คดี และจำนวนพลเรือน 60 คน ที่ยังอยู่ในเขตอำนาจศาลทหารในความดูแลของศูนย์ทนายความฯ นี้ แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องถึงความไม่ชอบธรรมต่อการบังคับใช้อำนาจที่ไม่อาจบรรลุผลได้ และยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลถึงความด้อยประสิทธิภาพที่จะเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Right to Fair Trial) ของผู้ถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย

การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 14 (3) (ค) (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) โดยสิทธิหนึ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้ได้ประกันสิทธิไว้ให้ผู้ถูกดำเนินคดีอาญา คือ “การได้รับการพิจารณาคดีโดยไม่ชักช้า” ผ่านทนายความที่ตนเองเลือกในทุกขั้นตอน ทั้งชั้นตำรวจ อัยการและในชั้นศาล เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเข้าถึงความยุติธรรมและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไทยในฐานะรัฐภาคี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีเหล่านี้ อย่างน้อยโดยการบริหารงานยุติธรรมที่คำนึงถึงหลักการได้รับการพิจารณาคดีอาญาโดยไม่ชักช้านี้[7] ซึ่งในศาลยุติธรรมมีการกำหนดระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมเร่งรัดการพิจารณาคดีอาญาให้รวดเร็ว เพื่อลดปัญหาคดีล้นศาลในแต่ละปี และเพื่อลดภาระทางคดีและค่าใช้จ่ายของคู่ความ มาตรการดังกล่าว คือ การจัดระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างคู่ความ และการกำหนดวันนัดพิจารณาคดีครบองค์คณะและต่อเนื่อง[8] อันสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมาตรการเหล่านี้ขาดหายไปจากการบริหารงานยุติธรรมของศาลทหาร แม้ไม่สามารถเปรียบเทียบสถิติเป็นจำนวนระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณาคดีประเภทเดียวกันระหว่างศาลยุติธรรมและศาลทหารได้ในความเรียงฉบับนี้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎถึง “ความล่าช้า” ในการพิจารณาคดีข้างต้นในศาลทหารนำมาสู่ข้อสรุปได้ว่า ไทยไม่สามารถประกันสิทธิถึงการพิจารณาโดยไม่ชักช้าตามกฎหมายระหว่างประเทศได้จากการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

การคลี่คลายความไม่ชอบธรรมจากการอ้างเหตุที่ไม่อาจบรรลุผลได้ในนามของความรวดเร็วและการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเข้าเป็นภาคี ตลอดจนถึงการประกันสิทธิได้รับการพิจารณาคดีโดยไม่ชักช้า คือ คสช. ต้องยกเลิกการนำพลเรือนเข้าสู่การพิจารณาในศาลทหารโดยเด็ดขาด ไม่ว่ามูลเหตุแห่งการกระทำความผิดนั้นจะเกิดขึ้นก่อนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 55/2559 จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ก็ตาม พร้อมกับโอนคดีทั้งหมดที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีในศาลทหารขณะนี้เข้าสู่ระบบการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อประกันว่าสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับการคุ้มครองจากศาลยุติธรรม และรับรองว่าการพิจารณาคดีอาญาจะไม่ต่ำกว่ามาตรฐานในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และที่สำคัญเพื่อลดปัจจัยและปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดีของศาลทหารให้หมดไป

และเนื่องด้วยวาระการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 รัฐบาลใหม่และพรรคการเมืองที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยจำเป็นต้องสร้างวาระการจัดการปัญหาการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมต่อพลเรือนทั้งในศาลทหารและศาลยุติธรรมที่เกิดขึ้นในยุคของรัฐประหาร 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีพลเรือนหลายคดีในศาลทหารที่ยังไม่เสร็จสิ้น

การพิจารณาคดีที่มีวันหมดอายุ

การกำหนดวันนัดอย่างต่อเนื่องให้ประชาชนได้มีเวลาทำมาหากิน

อาจเป็นคำตอบให้กับเสียงของจำเลยและญาติจำเลยในห้วงยามที่พวกเขาและคนที่เขารักถูกดำเนินคดีจากการใช้อำนาจของ คสช. ในสมัยรัฐประหาร 2557

———————————————-

 

[1] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (พฤศจิกายน, 2559). ทนายสิทธิฯ เล่าเรื่อง: ปัญหาการทำงานของศาลทหาร “การจองจำไม่มีวันหมดอายุ”. เข้าถึงได้ที่ https://www.tlhr2014.com/?p=2922.

[2] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (พฤศจิกายน, 2557). เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร. เข้าถึงได้ที่ https://tlhr2014.wordpress.com/2015/11/13/static-case-in-military-court/.: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (สิงหาคม, 2558). เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ปี 2. เข้าถึงได้ที่ https://www.tlhr2014.com/th/?p=1650. และ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (กุมภาพันธ์, 2560). พลเรือนยังคงขึ้นศาลทหาร: เปิดสถิติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ปีที่ 3. เข้าถึงได้ที่ https://www.tlhr2014.com/th/?p=3498. : โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน (iLAW). (สิงหาคม 2561). สีปี ศาลทหาร คดีพลเรือนยังคงค้างอย่างน้อย 281 คดี. เข้าถึงได้ที่ https://freedom.ilaw.or.th/4yearsofmilitarycourt., ทั้งนี้ ทางศูนย์ทนายความฯ ยังไม่พบการรายงานอย่างเป็นทางการในสถิติใหม่

[3] การนับจำนวนพลเรือนที่ขึ้นศาลทหารในความเรียงฉบับนี้ไม่นับรายชื่อพลเรือนซ้ำ แม้ว่าจำเลยจะถูกฟ้องในหลายคดี

[4] ดูตารางนัดหมายคดีประจำเดือนมีนาคม 2562 ที่เว็บไซด์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

[5] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง. (กรกฎาคม, 2559). ‘คนบ้า’ ในกระบวนการยุติธรรมไทย การดำเนินการ ม. 112 กับผู้ป่วยจิตเภท. เข้าถึงได้ที่  https://www.tcijthai.com/news/2016/18/scoop/6305.

[6] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (พฤศจิกายน, 2559). ทนายสิทธิฯ เล่าเรื่อง: ปัญหาการทำงานของศาลทหาร “การจองจำไม่มีวันหมดอายุ”. เข้าถึงได้ที่ https://www.tlhr2014.com/?p=2922.

[7] เรียบเรียงจากร่างข้อเสนอต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นธรรม ภายใต้ระบอบ คสช. ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

[8] ดูระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีอาญา พ.ศ. 2560 และระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะและต่อเนื่อง พ.ศ. 2545