จากกรณีนิสิตนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในหลายพื้นที่กลับต้องเผชิญกับการปิดกั้นการทำกิจกรรมและการข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มีการห้ามนิสิตนักศึกษาตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ, ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่, ที่มหาวิทยาลัยบูรพา มีเจ้าหน้าที่สันติบาลบุกไปยังบ้านของนักศึกษาผู้ทำกิจกรรม หรือที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเข้าติดตามจับตากิจกรรมและขอรายชื่อผู้ทำกิจกรรม เป็นต้น

นอกจากนั้น กลุ่มนิสิตจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ยังเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เผชิญกับการปิดกั้นและอุปสรรคในการทำกิจกรรมล่ารายชื่อ โดยต้องมีการย้ายสถานที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถึง 5 ครั้ง เนื่องจากทั้งการสั่งห้ามทำกิจกรรมโดยมหาวิทยาลัย และการกดดันจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

นิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ร่วมทำกิจกรรมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าจากการติดตามการเลือกตั้ง และการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ทำให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ และเมื่อเห็นว่ามีเพื่อนๆ ในหลายมหาวิทยาลัยเริ่มทำกิจกรรมล่ารายชื่อเพื่อถอดถอน กกต. จึงชักชวนเพื่อนและรุ่นน้องมาร่วมกันตั้งโต๊ะในมหาวิทยาลัย โดยเดิมกำหนดการทำกิจกรรมล่ารายชื่อไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ คือระหว่างวันที่ 28 มี.ค. – 2 เม.ย. 62

การตั้งโต๊ะล่ารายชื่อในวันแรก คือวันที่ 28 มี.ค. เกิดขึ้นภายในคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยพบว่ามีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 1 นาย เข้ามาดูการจัดกิจกรรม และมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยติดตามจับตาถ่ายรูปกิจกรรม ต่อมาทราบว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัย

ในวันนั้นเอง นิสิตผู้ริเริ่มตั้งโต๊ะล่ารายชื่อก็ได้ถูกคณบดีของคณะสังคมศาสตร์เรียกไปพบ โดยคณบดีแจ้งว่าทางผู้บริหารได้สั่งการเรื่องการไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมล่ารายชื่อถอดถอนกกต. ภายในมหาวิทยาลัย แม้ทางคณบดีจะไม่เห็นด้วยและไม่อยากปิดกั้นนิสิตในการทำกิจกรรม แต่ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง จึงขอให้ทางกลุ่มนิสิตไม่ทำกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย

ในวันถัดมา ทางกลุ่มนิสิตจึงได้เปลี่ยนสถานที่ตั้งโต๊ะไปยังร้านค้าแห่งหนึ่งภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นร้านของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน แต่อนุญาตให้ตั้งโต๊ะได้ 1 วัน ระหว่างการทำกิจกรรม ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาคอยเฝ้าดูการทำกิจกรรมล่ารายชื่อโดยตลอดด้วย

ต่อมาวันที่ 30 มี.ค. ทางกลุ่มนิสิตได้ย้ายไปตั้งโต๊ะล่ารายชื่อที่ร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่ง ซึ่งทางร้านอนุญาต และทางกลุ่มก็ได้โพสต์ประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนสถานที่ล่ารายชื่อ ในแต่ละวันพบว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาติดตามจับตากิจกรรม โดยมีเจ้าหน้าที่นายหนึ่งระบุว่าเป็นสันติบาล เดินเข้ามาสอบถามเป็นบางครั้งว่าได้รายชื่อมากี่คนแล้วด้วย

จนวันที่ 1 เม.ย. เมื่อทางกลุ่มนิสิตจะเข้าไปตั้งโต๊ะที่ร้านถ่ายเอกสารอีกครั้ง พบว่าทางร้านระบุว่าไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมล่ารายชื่อบริเวณหน้าร้านอีกแล้ว เนื่องจากวานนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาพูดคุยกับทางร้าน ระบุว่ากิจกรรมที่กลุ่มนิสิตกำลังทำนั้น เป็น “การยุยงปลุกปั่น” ขอไม่ให้ทางร้านสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ทางกลุ่มนิสิตจึงได้ตัดสินใจย้ายสถานที่ตั้งโต๊ะไปบริเวณข้างรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวรแทน

ต่อมา ได้มีรุ่นพี่ของนิสิตเสนอให้ย้ายไปตั้งโต๊ะกิจกรรมในตลาดนัดใกล้กับมหาวิทยาลัย ทางกลุ่มจึงย้ายกิจกรรมวันสุดท้ายไปยังตลาดนัด โดยมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบคอยติดตามสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมอยู่เช่นเดิม และยังมีเจ้าหน้าที่สันติบาลที่เคยเข้ามาพูดคุย เข้ามาสอบถามอีกว่าจะทำกิจกรรมอีกหรือไม่ และไปทำที่ใด ทางกลุ่มนิสิตระบุว่ากิจกรรมเสร็จสิ้นแล้ว และยังไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ ต่อ

นิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้เปิดเผยข้อมูลกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่าตลอดกิจกรรมได้รายชื่อผู้ร่วมถอดถอน กกต. ประมาณ 170 รายชื่อ โดยเนื่องจากมีการย้ายสถานที่ทำกิจกรรมบ่อยและการประชาสัมพันธ์ยังทำได้ยาก ทำให้ได้รายชื่อไม่มากนัก โดยเขาเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรมีพื้นที่ให้กับนิสิตนักศึกษาในการแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรม หรือการแสดงผลงานต่างๆ และควรจะปกป้องนิสิตนักศึกษา แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ทหาร ในการกดดัน หรือห้ามปรามนิสิตนักศึกษาเสียเอง

อ่านเพิ่มเติม การล่าชื่อถอดถอน กกต. เป็นสิทธิ – พื้นที่มหาวิทยาลัยควรเปิดกว้างต่อเสรีภาพการแสดงออก

 

ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊ก NU-Movement – นู๋เคลื่อนไหว