เมื่อ 2 เม.ย. 2562 ศาลทหารมีนัดสืบพยานโจทก์ในคดี “พลเมืองรุกเดิน” ที่พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากเหตุที่พันธ์ศักดิ์ทำกิจกรรมเดินจากบ้านพักย่านบางบัวทองไปที่ศาลทหารในช่วงวันที่ 14-16 มี.ค. 2558 เพื่อเรียกร้องให้ยุติการพิจารณาคดีของพลเรือนในศาลทหาร

คดีนี้เริ่มสืบพยานในศาลทหาร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 ถึงปัจจุบันสืบพยานโจทก์ไปได้เพียง 4 ปาก จากที่มีพยานโจทก์ทั้งหมด 15 ปาก และพยานจำเลยอีก 7 ปาก พยานโจทก์ที่ขึ้นเบิกความในนัดนี้เป็ยพยายโจทก์ปากที่ 5 ได้แก่ ด.ต.พงศ์เทพ โกฎเพชร ผู้บังคับหมู่สืบสวน สน.พญาไท

ด.ต.พงศ์เทพเบิกความว่าตนเกี่ยวข้องในคดีนี้คือเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2558 ที่ซอยรางน้ำต่อเนื่องเข้าถนนโยธี โดยก่อนเกิดเหตุ พยานได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2558 ว่านายพันธ์ศักดิ์ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเชิญชวนให้คนมาชุมนุม แต่เขาไม่ทราบว่าคนที่โพสต์เป็นใคร และกลุ่มพลเมืองโต้กลับโพสต์เรียกร้องให้ประชาชนไม่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร โดยกำหนดชุมนุมในวันที่ 14-16 มี.ค. 2558 ซึ่งกิจกรรมนี้จะเข้ามาชุมนุมในพื้นที่ของสน.พญาไทด้วย

ผู้บังคับบัญชาแจ้งแก่พยานให้ทราบเพียงเท่านี้ แต่ตัวพยานเองไม่เห็นข้อความดังกล่าว และมีคำสั่งให้พยานไปสังเกตการณ์เพราะเป็นเรื่องการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับคนที่มาชุมนุม เพราะอาจถูกคนเห็นต่างทำร้าย

ด.ต.พงศ์เทพเบิกความต่อว่าในเวลานั้น คสช. กำหนดให้การชุมนุมทางการเมืองผิดกฎหมาย และ คสช.ยังเป็นรัฐบาล การชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศ คสช. ทั้งนี้เหตุการณ์ส่วนของวันที่ 14 มี.ค. นั้น ผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้หน่วยสืบสวนอีกชุดหนึ่งของสน.พญาไทไปสังเกตการณ์ ซึ่งชุดสืบของสน.พญาไทจะมีสลับกันวันคู่-วันคี่ ส่วนพยานไปพร้อมกับชุดสืบสวนในวันที่ 15 มี.ค. เพื่อไปรักษาความสงบในพื้นที่ โดยไปที่ซอยรางน้ำ

พยานเบิกความถึงวันที่ไปสังเกตการณ์ว่า ราว 9.00 น. พันธ์ศักดิ์เดินจากบริเวณถนนราชปรารภฝั่งพื้นที่ของสน.ดินแดงเข้ามาที่ซอยรางน้ำ แล้วเดินทะลุซอยไปที่ถนนโยธี เดินผ่านหน้ากรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยพันธ์ศักดิ์เดินอยู่คนเดียวจนมาถึงจุดดังกล่าว ก็มีชาย 3 คน แต่งกายคล้ายนักศึกษาเข้ามอบดอกกุหลาบแดงให้กับพันธ์ศักดิ์และมีการพูดคุยกันนิดหน่อย แต่พยานไม่ทราบเนื้อหาว่าพวกเขาคุยอะไรกัน จากนั้นพันธ์ศักดิ์ออกเดินต่อ โดยชายแต่งชุดนักศึกษาทั้ง 3 คน เดินตามอยู่ห่างกันราว 5 เมตร

จากนั้น พันธ์ศักดิ์เดินเลี้ยวเข้าถนนพระราม 6 แล้วเดินต่อไปที่แยกถนนศรีอยุธยา ข้ามไปทางฝั่งกรมทางหลวง เมื่อถึงบริเวณดังกล่าวก็มีชายสวมหมวกเข้ามาพูดคุยกับพันธ์ศักดิ์ แล้วชายคนดังกล่าวก็เดินตามพันธ์ศักดิ์ไป แต่พยานไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน จึงไม่ทราบเนื้อหาการพูดคุย  พันธ์ศักดิ์ได้ข้ามทางรถไฟที่แยกเสาวณีย์ มุ่งหน้าไปทางลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของสน.ดุสิตแล้ว ดังนั้นพยานและชุดของพยานจึงหมดหน้าที่ จึงได้เดินทางกลับ

พยานเบิกความอีกว่านอกจากชุดสืบสวนของสน.พญาไทแล้ว ยังมีตำรวจจากสถานีอื่น ทหาร และนักข่าวด้วยเป็นจำนวนมาก แต่ที่พยานรู้ว่าใครเป็นผู้ชุมนุมบ้างนั้น เพราะว่าถ้าเป็นนักข่าวก็จะมีบัตรนักข่าว หรือบัตร PRESS และเดินอยู่ข้างหน้าพันธ์ศักดิ์คอยถ่ายภาพ ส่วนพวกตนและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ก็จะอยู่รอบๆ เว้นระยะเอาไว้ ไม่ได้ไปร่วมเดินด้วย

ในการสังเกตการณ์ พวกพยานได้ถ่ายภาพเอาไว้ด้วย จากนั้นก็ส่งภาพที่ถ่ายให้กับผู้บังคับบัญชาต่อ เพื่อให้รายงานขึ้นไปตามลำดับชั้น หลังเหตุการณ์ พนักงานสอบสวนสน.สำราญราษฎร์ได้เรียกพยานไปให้การในฐานะพยาน

ช่วงทนายความจำเลยถามค้าน พยานตอบว่าตนมีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ตั้งแต่ซอยรางน้ำถึงแยกเสาวณีย์ แต่พยานไม่ทราบว่าก่อนที่จำเลยจะเดินเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ หรือหลังจากเดินออกนอกพื้นที่ไปแล้ว จำเลยจะได้ปราศรัยหรือไม่ ทราบแต่เพียงว่าจำเลยมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อทำกิจกรรม

ทนายความถามว่าที่หน้าที่ของพยานคือสืบสวนและจับกุมใช่หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องให้ผู้บังคับบัญชาสั่งก่อนถึงจะปฏิบัติได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ แต่ตนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แต่คดีนี้ผู้บังคับบัญชาแค่แจ้งให้ทราบว่าจะมีการทำกิจกรรมในพื้นที่ แต่พยานก็ไม่ได้เห็นข้อความในโพสต์ของจำเลยเอง


ภาพโดย Banradr Photo

ทนายความได้ถามพยานว่าได้เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนไว้ว่าอย่างไร โดยนำบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนให้พยานดู พยานเบิกความว่าตนเคยให้การว่าจำเลยได้ประกาศผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คว่าจะมีการทำกิจกรรมเดิน แต่กิจกรรมดังกล่าวมีนัยยะทางการเมือง กล่าวคือเป็นการเดินเท้าที่ลักษณะต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จึงมีการประกาศเพื่อนัดประชาชนมารวมตัวกัน และจะมีการเสวนาทางการเมืองตามเส้นทางที่เดินผ่าน โดยไม่มีเจตนาจะไปพบพนักงานสอบสวนตามปกติ แต่เป็นการเดินเพื่อชักชวนหรือซ่องสุมให้การรวมกลุ่มก่อการต่อต้านเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ คสช. จึงเป็นการเดินเท้าเพื่อรณรงค์ชักชวนให้คนที่พบเห็นมาร่วมชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากนั้น ทนายความได้นำข้อความในโพสต์ของจำเลยให้พยานอ่าน และถามว่าเจตนาของจำเลยที่โพสต์ข้อความนั้นไม่ได้มีเจตนาจะฝ่าฝืนการชุมนุมทางการเมือง และจะไปตามนัดของพนักงานสอบสวนใช่หรือไม่ พยานตอบว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ

ทนายความถามอีกว่าในระหว่างที่จำเลยเดินอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสน.พญาไท จำเลยไม่ได้มีการปราศรัยทางการเมืองหรือต่อต้านรัฐบาลเลยใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่มีการปราศรัย

ด.ต.พงศ์เทพเบิกความต่อว่าในวันเกิดเหตุไม่ได้เกิดเหตุวุ่นวายและสงบเรียบร้อยอยู่ แต่รัฐบาลจะยังสามารถปฏิบัติงานได้หรือไม่นั้น พยานไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้อยู่ในส่วนของพยาน

ทนายความได้ถามว่าอำนาจหน้าที่ของพยานสามารถขอตรวจบัตรประชาชนได้หรือไม่ และในวันเกิดเหตุได้ขอดูบัตรประชาชนคนที่มาร่วมหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้ขอตรวจบัตร ทนายความถามต่อว่าวันนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาจากหลายหน่วย พยานเองก็ไม่ได้ทราบทั้งหมดว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบบ้างใช่หรือไม่ พยานตอบว่าถ้าเป็นเจ้าหน้าที่บางส่วนที่มาจากหน่วยอื่น พยานก็ไม่ทราบ

ทนายความถามด.ต.พงศ์เทพต่อว่าตามที่เบิกความไปตอนต้นว่ามีการส่งภาพถ่ายถึงผู้บังคับบัญชานั้น พยานส่งผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือเป็นการเขียนรายงานส่งถึงผู้บังคับบัญชา พยานตอบว่าภาพในสำนวนพยานไม่ได้ถ่ายเองแต่เป็นพวกของพยานที่อยู่ในชุดเดียวกัน จึงไม่ทราบว่าเขาส่งกันทางใด

อัยการทหารซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ได้ถามติงว่า ด.ต.พงศ์เทพได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไร พยานตอบว่าได้รับคำสั่งให้ไปสังเกตการณ์ รักษาความสงบ รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม เนื่องจากเป็นการชุมนุมทางการเมือง อัยการได้ถามต่อว่าที่พยานได้เบิกความตอบทนายความว่าตนไม่ทราบว่ารัฐบาลจะยังสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติหรือไม่ แต่การชุมนุมก็อาจจะก่อให้เกิดอะไรขึ้นได้ พยานตอบว่าอาจเกิดความวุ่นวายและไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองได้

อัยการทหารถามด.ต.พงศ์เทพต่อว่า ที่ตำรวจหรือทหารแต่งกายนอกเครื่องแบบ พยานแยกไม่ได้นั้น แต่พยานทราบจากอะไรว่าใครเป็นผู้ชุมนุม พยานตอบว่าทหาร ตำรวจ และนักข่าวจะไม่เข้าไปร่วมเดิน อย่างตัวพยานและพวกของพยานก็จะเดินเป็นกลุ่มแยกออกมาอยู่โดยรอบของผู้ชุมนุมอีกที แม้ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบก็ตาม

หลังสืบพยานเสร็จอัยการได้แถลงขอนัดสืบพยานปากต่อไป และทางทนายความได้ขอเพิ่มวันนัดสืบพยานเพิ่มไว้ล่วงหน้าอีกสองนัด ศาลทหารอนุญาตและได้นัดสืบพยานครั้งต่อไป ในวันที่ 26 กรกฎาคม, 16 และ 27 สิงหาคม 2562