วันที่ 1-2 พ.ค. 62 ศาลแขวงพระนครเหนือ สืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้น รวม 6 ปาก ในคดีนายเอกชัย หงส์กังวาน และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ 2 จำเลยในคดีร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 61 จากกรณีที่จำเลยเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ให้เอาผิดกับพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ศาลนัดฟังคำพิพากษา วันที่ 10 มิ.ย. 62

พันเอกบุรินทร์ยอมรับไม่ได้รับมอบอำนาจจากผบ. ทบ.ให้มาแจ้งความ

วันที่ 1 พ.ค. 62 เวลา 9.50 น. สืบพยานโจทก์ปากที่ 1 พันเอก บุรินทร์ ทองประไพ ผู้รับมอบอำนาจมาแจ้งความในคดีดังกล่าว พันเอกบุรินทร์กล่าวว่า ก่อนได้รับมอบอำนาจให้มาแจ้งความในคดีนี้ ฝ่ายข่าวของคสช.ได้ติดตามโพสต์ของ เอกชัย หงส์กังวานซึ่งโพสต์ในวันที่ 17 ต.ค. 61 ว่า พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้มีการประชุมหน่วยขึ้นตรงและมีการให้สัมภาษณ์สื่อในห้องประชุม ตรงหอประชุมกองทัพบก ถนนวิภาวดี  โดยนายเอกชัยได้กล่าวหาว่า ผบ.ทบ.ไม่รับรองว่าจะไม่มีการปฏิวัติ หากการเมืองไม่สงบ และกล่าวหาว่าพลเอกอภิรัชต์ มีพฤติการณ์เป็นกบฏ นายเอกชัยจึงจะไปแจ้งความที่สน.ลาดพร้าว ในวันที่ 19 ต.ค. 61 พร้อมกับนายโชคชัย

พันเอกบุรินทร์ได้กล่าวต่อว่า เอกชัยมีทัศนคติในการกล่าวร้ายกองทัพบกอยู่หลายครั้งและตนได้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความกับจำเลยหลายครั้ง โดยในครั้งนี้ฝ่ายข่าวได้มีการนำเอกสารที่มีภาพสเตตัสเฟซบุ๊คของนายเอกชัยมาประกอบการวิเคราะห์เพื่อไปแจ้งความด้วย

ทั้งนี้พันเอกบุรินทร์เห็นว่าตามเอกสารที่มีถ้อยคำของพลเอกอภิรัชต์ที่นายเอกชัยนำไปประกอบการแจ้งความ ไม่ได้มีถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการข่มขู่ว่าจะปฏิวัติ เพราะการปฏิวัติทุกครั้งที่เกิดขึ้นมักใช้กำลังทหาร ลำพังพลเอกอภิรัชต์คนเดียวไม่สามารถทำรัฐประหารได้ พยานได้ยินเพียงพูดที่ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับทุกรัฐบาล

ช่วงทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน พันเอกบุรินทร์ยอมรับว่าข้อความที่นายเอกชัยไปแจ้งความนั้นไม่ได้แจ้งความกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)แต่แจ้งความพลเอกอภิรัชต์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก และตนเองไม่ได้รับมอบอำนาจจากพลเอกอภิรัชต์ให้มาแจ้งความ ขณะเดียวกันแม้ว่าพลเอกอภิรัชต์จะเป็นผู้เสียหาย แต่พันเอกบุรินทร์ก็ไม่ได้ขอให้มีการสอบสวนพลเอกอภิรัชต์เพิ่มเติม อีกทั้งขณะมาแจ้งความ พันเอกบุรินทร์ไม่เคยดูคลิปที่พลเอกอภิรัชต์ให้สัมภาษณ์มาก่อน แต่เชื่อถือตามเอกสารที่ฝ่ายข่าวถอดความมา ซึ่งเมื่อทนายจำเลยให้พันเอกบุรินทร์ดูคลิปที่พลเอกอภิรัชต์ให้สัมภาษณ์สื่อ พันเอกบุรินทร์ บอกว่าคลิปที่ได้ดู มีข้อความไม่ตรงกับที่ถอดเป็นตัวอักษรมาในเอกสารโจทก์ที่อ้างส่งศาล จึงไม่สามารถยืนยันว่าการให้สัมภาษณ์ในคลิปนั้นเป็นครั้งเดียวกันกับการให้สัมภาษณ์ในเอกสารที่ได้ถอดมาหรือไม่ ทนายจำเลยจึงกล่าวว่า ฝ่ายข่าวอาจใช้การถอดความแบบสรุปความ ไม่ได้ถอดมาทุกตัวอักษรตามที่พันเอกบุรินทร์เข้าใจ

นอกจากนี้พันเอกบุรินทร์ยังยอมรับว่า การแจ้งความของนายเอกชัยได้แจ้งไปแจ้งความตามข้อความที่ปรากฏในคลิปบางส่วน ทั้งนี้เอกสารแจ้งความซึ่งมีข้อความที่ระบุคำพูดที่ว่า “ซึ่งถ้ามันไม่เกิด…ก็ไม่มีอะไร” เป็นคำพูดในลักษณะขู่เข็ญ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดว่าอย่างไรคือการขู่เข็ญ พันเอกบุรินทร์จึงได้ยอมรับว่าคนเราสามารถเห็นต่างกันในความหมายของคำได้และคำคำนั้นจะเป็นการขู่เข็ญหรือไม่เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตัดสิน

ช่วงทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน ทนายจำเลยที่ 2 ได้ให้พันเอกบุรินทร์ดูข้อความในเฟสบุ๊คของเอกชัยซึ่งเป็นหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งศาล โดยพันเอกบุรินทร์บอกว่า ไม่ทราบว่าเอกชัยหมายถึงใครบ้าง แต่เป็นการโจมตีทหารทั้งหมด
ทนายจำเลยจึงถามว่า การแสดงออกของจำเลยทั้งสองมักเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ใช่หรือไม่ พันเอกบุรินทร์ตอบว่า ไม่ใช่เพราะการชุมนุมเป็นการก่อความวุ่นวาย ทั้งนี้พันเอกบุรินทร์เห็นว่าการรัฐประหารหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นเพราะเกิดความวุ่นวายและความรุนแรงขึ้นในสังคม

เนื่องจากในช่วงอัยการซักพยาน ได้มีการกล่าวถึงลักษณะการเป็นคนจงรักภักดิ์ดีของพลเอกอภิรัชต์ ทนายความจำเลยที่ 2 จึงถามว่าการเป็นคนจงรักภักดีไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ทำรัฐประหารใช่หรือไม่ ถึงตรงนี้พยานพูดขึ้นมาว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวและขอไม่ตอบคำถามนี้

ในช่วงสุดท้ายของการสืบพยานปากนี้ ทนายจำเลยที่ 2 นำคำตัดสินของศาลฎีกาเรื่องการแจ้งความเท็จมาให้พยานดู พร้อมถามว่า พยานเคยเห็นเอกสารฎีกาเรื่องการแจ้งความเท็จนี้มาก่อนหรือไม่ พันเอกบุรินทร์แสดงอารมณ์หงุดหงิดก่อนตอบว่า ผมเรียนมามากกว่าคุณ ศาลขอให้พยานและทนายใจเย็นๆและให้ตอบคำถามอีกครั้ง พันเอกบุรินทร์จึงตอบว่าไม่แน่ใจว่าเคยเห็นฎีกานี้หรือไม่

คลิปเสียงของพลเอกอภิรัชต์และข้อความที่นายเอกชัยนำมาแจ้งความมีเนื้อหาตรงกัน 

ต่อมาเวลา 13.48 อัยการนำสืบพยานโจทก์ปากที่ 2 พันตำรวจโทสุรพงษ์ สาขากร ในฐานะสารวัตรสืบสวน หน้าที่สืบสวนจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและป้องกันเหตุบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซงในพื้นที่ลาดพร้าว โดยพันตำรวจโทสุรพงษ์เป็นผู้ถอดความคลิปเสียงของเอกชัยในเฟสบุ๊ค

ช่วงทนายถามค้านพันตำรวจโทสุรพงษ์ยอมรับว่าคลิปเสียงของพลเอกอภิรัชต์และข้อความที่นายเอกชัยนำมาแจ้งความนั้นตรงกัน และทราบว่าการจะฟ้องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 รัฐต้องเป็นผู้เสียหาย หากประชาชนทั่วไปไม่สามารถฟ้องศาลได้เอง ประชาชนต้องมาแจ้งความกับตำรวจแล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อ

พันตำรวจโทสุรพงษ์กล่าวในช่วงอัยการถามติง ถ้อยคำของพลเอกอภิรัชต์ฟังแล้วไม่ได้เป็นการขู่เข็ญและคำพูดนั้นเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เคยขึ้น แต่ก็ยอมรับต่อทนายความจำเลยว่า คำว่า “ขู่เข็ญ” แปลว่าถ้าไม่ทำตามก็อาจเกิดเรื่องบางอย่างในอนาคตได้ เช่นสมมุติทนายบอกพยานว่าถ้าไม่ส่งเงินมาให้จะถูกทำร้าย ก็ถือเป็นเรื่องการขู่เข็ญได้และเป็นเรื่องในอนาคตเช่นกัน

พนักงานสอบสวนรับสำนวนคดีกบฏถูกเร่งรัดให้จบ

วันที่ 2  พ.ค. 62 เวลา 9.00 น. สืบพยานโจทก์ ร้อยตำรวจเอก ธนากร ยอดแก้ว ในฐานะเจ้าพนักงานผู้รับแจ้งความ ให้การว่าเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 61 เวลาประมาณ 12.00 น. เอกชัยและโชคชัยจำเลยทั้งสองมาแจ้งความร้องทุกข์พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในความผิดฐานกบฏ และในวันดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้นำภาพในเฟสบุ๊คของนางวาสนา นาน่วม มาเป็นหลักฐานด้วย ในช่วงเย็นของวันดังกล่าวตนจึงเรียกนายวิชัยกับนายศักดิ์ชัย ประชาชนทั่วไปให้มาเป็นพยานว่าคำพูดในเอกสารบทสัมภาษณ์ของ ผบ. ทบ. โดยไม่ได้ให้ดูคลิปวิดีโอ โดยทั้งสองให้ความเห็นว่าคำพูดของผบ.ทบ.ไม่ได้ให้ความรู้สึกขู่เข็ญ เป็นเพียงการตอบคำถามสื่อ ตนจึงทำการบันทึกคำให้การไว้
ทั้งนี้ ตนไม่ได้สอบถามนายศักดิ์ชัยว่ามีความรู้ด้านกฎหมายมากน้อยเพียงใดและไม่เคยสอบถามประวัติ ภูมิหลังทางการเมือง ความรู้ ทางประวัติศาสตร์ของพยานประชาชนทั้ง 2 คน ทั้งไม่ได้เรียกสอบผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ หรือนักการเมือง มาสอบถามเพิ่มเติม

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการสอบปากคำพยาน พนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนโดยมีความเห็นเบื้องต้นทางคดีว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดทางอาญา เพราะเป็นการตอบคำถามสื่อ จึงทำความเห็นให้ยุติการสอบสวนเป็นลำดับชั้นไปถึงผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล โดยต่อมามีผู้รับมอบอำนาจจากคสช. มาแจ้งความดำเนินคดีกับนายเอกชัยและนายโชคชัย ในข้อหาแจ้งความเท็จและข้อหาอื่นๆที่ตนจำไม่ได้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาของตนได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่มีตนรวมอยู่ด้วย และจากการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนชุดนี้ก็มีความเห็นให้สั่งฟ้องจำเลยทั้งสอง

ร้อยตำรวจเอกธนากรยอมรับในช่วงการตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้าน ว่าตนไม่ได้เรียกพลเอกอภิรัชต์ ผบ.ทบ. ผู้เสียหายโดยตรงและนางวาสนา นาน่วม มาให้การเพิ่มเติมก่อนที่จะสรุปสำนวนการสอบสวนเสนอต่อผู้บังคับบัญชา และการสอบสวนประชาชนทั่วไปเรื่องถ้อยคำของ ผบ. ทบ. นี้ไม่รวมถึงว่าถ้อยคำที่จำเลยทั้งสองนำมาแจ้งความกับถ้อยคำที่ ผบ. ทบ. ให้สัมภาษณ์นั้นตรงกันดีแล้ว

พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งความไม่ทราบว่าการยุติภายใน 12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติหรือไม่

ในช่วงการตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน ร้อยตำรวจเอกธนากรกล่าวว่าตั้งแต่รับราชการมาไม่เคยทำคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และคดีแจ้งความเท็จ ทั้งยังไม่ทราบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคดีที่มีโทษทางอาญา ใช้เวลาสอบสวนกี่วันแต่ในการตรวจประวัติอาชญากร หากเร่งด่วนก็สามารถทำได้ภายใน 1 วัน โดยคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 เป็นคดีที่สื่อให้ความสนใจ ประชาชนก็ให้ความสนใจ จึงมีการเร่งรัดให้ดำเนินการ ทนายจำเลยจึงได้ถามถึงวันที่จำเลยมาแจ้งความว่ามีทหารและสื่อเข้าร่วมฟังหรือไม่ ร้อยตำรวจเอกธนากรตอบว่าไม่ทราบ ทนายจำเลยจึงถามถึงความสัมพันของนายศักดิ์ชัย พยานของในคดีของสน.ลาดพร้าว ว่าพยานมีญาติและเพื่อนอยู่ที่สน.ลาดพร้าวและมักเอาหลานไปเล่นที่โรงพักประจำหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบเช่นกัน

ทั้งนี้ร้อยตำรวจเอกธนากรไม่ได้สอบถามนายศักดิ์ชัยว่ามีความรู้ด้านกฎหมายมากน้อยเพียงใดและไม่เคยสอบถามประวัติ ปูมหลังทางการเมือง ความรู้ ทางประวัติศาสตร์ของพยานประชาชนทั้ง 2 คน รวมถึงไม่ได้เรียกสอบผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ หรือนักการเมือง โดยร้อยตำรวจเอกธนากรยอมรับว่าคดีนี้นับตั้งแต่มีการแจ้งความ สามารถทำและปิดคดีในวันเดียว เป็นเวลาราว 12 ชั่วโมง โดยสอบสวนและสั่งปิดคดีภายใน 12 ชั่วโมง จะเป็นเรื่องปกติหรือไม่ ตนไม่ทราบ

ตำรวจยอมรับผู้เสียหายไม่เคยมาแจ้งความเอง

ด้านพยานโจทก์ ร้อยตำรวจเอก พรเทพ อินทรนวล ตำรวจสน.ลาดพร้าว ในฐานะพนักงานผู้ลงบันทึกประจำวันคดีกบฎและหนึ่งในคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีแจ้งความเท็จ ให้การเป็นพยานว่าจำเลยทั้งสองแจ้งความฐานกบฎต่อพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มิใช่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งผู้เสียหายโดยตรงคือ ผบ. ทบ. เองไม่เคยมาแจ้งความร้องทุกข์ว่าจำเลยทั้งสองแจ้งความเท็จแต่อย่างใด ส่วนบทสัมภาษณ์ของ ผบ. ทบ. เองก็ต้องดูบริบทว่าหมายความว่าอย่างไร แต่ตนก็ไม่ได้เรียก ผบ. ทบ. มาให้ปากคำในชั้นสอบสวน รวมถึงไม่ได้สอบถามความนี้ต่อ พันเอกบุรินทร์ ผู้มาแจ้งความคดีแจ้งความเท็จด้วย

พยานยอมรับหากอ่านเฉพาะข้อความ ไม่ได้ดูคลิปก็จะไม่เข้าใจบริบทในข้อความตามฟ้อง

ช่วงตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน ทนายจำเลยถามถึงความหมายตามความเข้าใจในบทสัมภาษณ์ของพลเอก
อภิรัชต์ ที่ว่า “ถ้าไม่เกิด..มันก็ไม่มีอะไร” พยานตอบว่าจะหมายถึงอะไร ต้องดูบริบท  ถึงแม้พยานบอกว่าต้องดูบริบท แต่ไม่เคยเรียกพลเอกอภิรัชต์ มาสอบถามให้แน่ใจ รวมถึงไม่เคยถามพันเอกบุรินทร์ในวันที่แจ้งความด้วย โดยร้อยตำรวจเอกพรเทพยอมรับว่าหากอ่านเฉพาะข้อความตามฟ้อง ไม่ฟังคลิปก็จะไม่ทราบว่าพลเอกอภิรัชต์กำลังพูดเรื่องอะไร อีกทั้งในคลิปไม่ได้พูดถึงการรับประกันว่าจะไม่มีรัฐประหาร แต่พยานเห็นว่า พลเอกอภิรัชต์คงจะพูดไม่เก่งเพราะเป็นทหาร ไม่ได้เป็นการพูดให้คนไปคิดเอาเองแต่อย่างใด โดยพยานก็ไม่คิดอะไรกับคำพูดดังกล่าวเช่นกัน

ทั้งนี้ร้อยตำรวจเอกพรเทพบอกว่าคดี 113 เป็นคดีสำคัญ จึงต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเป็นเดือนแต่ตนเคยทำสำนวนคดีเสร็จในวันเดียว โดยคดีอาญาทั่วไปจะทำเสร็จในวันเดียวได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและการรวบรวมพยานหลักฐาน

การปกป้องประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

เวลา 13.50 น. สืบพยานจำเลยที่ 1 นายเอกชัย หงส์กังวาน กล่าวว่ามีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะประเทศมีกลไกรัฐสภาในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว หากเกิดเหตุจราจลที่ไม่อาจแก้ปัญหาได้ก็ยังมีกลไกอื่นมารองรับ และในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกมักเป็นผู้ทำรัฐประหารเสียเอง ซึ่งการรัฐประหารถือเป็นการเข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาในวันที่ 17 ต.ค. 61 เมื่อมีข่าวพลเอกอภิรัชต์ ผบ.ทบ. ตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่า “จะมีการรัฐประหารในอนาคตหรือไม่” ผบ.ทบ. ตอบในลักษณะที่ว่า “ถ้ามันไม่เกิดเหตุอะไร ก็ไม่มีอะไร” ซึ่งตนเห็นข่าวนั้นจากในเฟซบุ๊คของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารและตนได้ติดตามข่าวในสื่ออื่นๆ อีกด้วย จึงถึงเช้าของอีกวันในรายการข่าวของช่อง 3 ก็รายงานข่าวนี้เช่นกัน ทั้งนี้ตนไม่ได้นำพาดหัวข่าวของวาสนาที่ว่าไม่รับประกันการรัฐประหารไปแจ้งความ แต่นำคลิปวีดีโอบทสัมภาษณ์และถ้อยคำตามบทสัมภาษณ์ไป

เอกชัยไปแจ้งความในวันที่ 19 ต.ค. 61 เพราะเห็นว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยมีผบ.ทบ.คนใดตอบคำถามเกี่ยวกับการรัฐประหารเช่นนี้ เท่าที่จำได้ก็จะตอบปฏิเสธทั้งสิ้น แม้แต่คนที่ทำรัฐประหารอย่างพลเอกสนธิหรือพลเอกประยุทธ์ก็ตอบปฏิเสธ ตนจึงรู้สึกคำพูดของผบ. ทบ. น่าจะเข้าข่ายขู่เข็ญจึงไปอ่านประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ประกอบด้วย อีกทั้งผบ.ทบ.เป็นผู้มีอำนาจ คุมกองกำลังทหารด้วยตำแหน่ง จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะกระทำตามที่พูด และตนก็ทราบอยู่แล้วว่าประชาชนจะฟ้องคดีนี้เองไม่ได้เพราะเป็นความผิดต่อรัฐ ศาลมักยกฟ้องเสมอ จึงต้องการให้อัยการเป็นผู้ฟ้องคดีให้

เอกชัยยืนยันว่าหากเรารู้ว่ามีคนขู่เข็ญว่าจะทำรัฐประหาร ในฐานะประชาชนควรปกป้องประชาธิปไตย ตามมาตรา 50 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ส่วนคดีแจ้งความเท็จนั้นตนได้ร้องให้พนักงานสอบสวนเรียกนางวาสนา พันเอกบุรินทร์ และพลเอกอภิรัชต์ ผบ.ทบ. มาให้ปากคำเพิ่มเติมด้วย แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ดำเนินการให้

ในส่วนจำเลยที่ 2  นายโชคชัย ไพบูลรัชตะ กล่าวว่า จากคำสัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ. ที่กล่าวตอบคำถามต่อผู้สื่อข่าวว่า “ถ้ามันไม่เกิดเหตุอะไร ก็ไม่มีอะไร” ทำให้พยานรู้สึกว่าเหตุในที่นี้ คือ “เหตุชุลมุน” ส่วนคำว่าอะไรก็คือ “การรัฐประหาร” ซึ่งในบริบทที่ผ่านมาผู้ทำรัฐประหารในประเทศไทยมักเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรือผู้บัญชาการทหารบก ตนจึงไปแจ้งความกับเอกชัยที่สน.ลาดพร้าว โดยนำเอาคลิปวิดิโอและข้อความในเฟสบุ๊คของวาสนา นาน่วมไปแจ้งความด้วย ต่อมาจึงทราบว่าตนถูกพันเอกบุรินทร์ ทองประไพ แจ้งความกลับข้อหาแจ้งความเท็จ โดยตนได้ให้การปฏิเสธทั้งชั้นตำรวจและชั้นศาล

15.00 น. การสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 10 มิ.ย. 62


อ่านที่มาของคดีนี้

โชคชัย-เอกชัย ให้การปฏิเสธคดีแจ้งความเท็จ ผบ.ทบ ฐานกบฏ ศาลนัดสืบพยานนัดแรก 1 พ.ค. 62

สั่งฟ้องเอกชัย-โชคชัย คดีแจ้งความเท็จ จากเหตุแจ้งความเอาผิดฐานกบฏกับ ผบ.ทบ.

ตำรวจส่งฟ้อง ‘เอกชัย-โชคชัย’ คดีแจ้งความเท็จ เหตุแจ้งความฐานกบฏ ผบ.ทบ.

‘เอกชัย-โชคชัย’ รับทราบข้อหาคดีแจ้งความเท็จ จากเหตุแจ้งเอาผิด ‘ผบ.ทบ.’ ข้อหากบฏ