วันที่ 10 พ.ค. 62 ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 จังหวัดเชียงราย นัดสืบพยานโจทก์ต่อในคดีของนายสราวุทธิ์ (สงวนนามสกุล) ช่างตัดแว่นตาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวจากมณฑลทหารบกที่ 37 แจ้งความกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีการโพสต์เฟซบุ๊กรูปภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2559

            วันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ปากที่ 7 ได้แก่ พ.ต.อ.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ที่มีตำแหน่งปัจจุบันเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และขณะเกิดเหตุในคดีนี้ มีตำแหน่งเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นคณะพนักงานสอบสวนในคดีด้วย โดยนับเป็นพนักงานสอบสวนคนที่ 4 ที่อัยการศาลทหารนำเข้ามาเบิกความในประเด็นเดียวกันกับพนักงานสอบสวนทุกคนก่อนหน้านี้

คำเบิกความโดยสรุปของ พ.ต.อ.ภูมิปัญญ์ญา เป็นการเบิกความยืนยันการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน และขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ได้มีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น ส่วนการตรวจสอบโพสต์เฟซบุ๊กและบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกนำมากล่าวหาจำเลย ที่คณะพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลการตรวจสอบ พยานเบิกความยืนยันตามที่ปรากฏเป็นเอกสารในคดี จนคณะพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนการสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในคดีนี้  เช่นเดียวกับความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนในการตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานได้ระบุว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยสอบสวนทหารหน่วยข่าวที่เป็นผู้พบเห็นการกระทำและทำการบันทึกภาพหน้าจอเอาไว้  อันเป็นเอกสารสำคัญในการกล่าวหาจำเลย เนื่องจากพ.ท.อิสระ เมาะราษี ผู้กล่าวหาในคดีนี้ ได้แจ้งว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นสายข่าวต้องปกปิดชื่อ และในผลการตรวจสอบจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ก็ระบุว่าไม่สามารถตรวจสอบที่อยู่ทางอินเตอร์เน็ต (IP Address) ของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกนำมากล่าวหาได้ เนื่องจากบริษัทเฟซบุ๊กอยู่ในประเทศอเมริกา สุดท้ายคือของกลางที่คณะพนักงานสอบสวนได้ส่งตรวจสอบ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และฮาร์ดดิสก์ ก็ไม่พบภาพและข้อความที่จำเลยถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ภูมิปัญญ์ญา นับเป็นคณะพนักงานสอบสวนคนที่ 4 ซึ่งได้เข้ามาเบิกความในเนื้อหาเช่นเดียวกันกับพนักงานสอบสวนคนอื่นๆ ที่ได้เบิกความไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งหากนับตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ที่เป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้คนแรกได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 61 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 1 ปี แล้วที่ได้ทำการสืบพยานที่เป็นคณะพนักงานสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยไม่มีการตัดพยานที่ประเด็นซ้ำซ้อนกันออก (ดูการสืบพยานพนักงานสอบสวน คนที่ 1 คนที่ 2 และ คนที่ 3)  และหากนับตั้งแต่อัยการทหารสั่งฟ้องคดีต่อศาลทหาร เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 59 นับเป็นเวลา 2 ปี 4 เดือนแล้ว ที่การสืบพยานในคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น  โดยยังเหลือพยานโจทก์อีก 3 ปาก ที่ทางฝ่ายโจทก์ประสงค์จะนำมาเบิกความ

หลังเสร็จสิ้นการสืบพยานปากนี้ คู่ความตกลงวันนัดสืบพยานปากต่อไปในวันที่ 12 กรกฎาคม 2562  เวลา 8.30 น.