กกต.อุบลฯ แจ้งความผู้ประสานงานปากมูล ผิด พ.ร.บ.ประชามติ ม. 61 วรรค 2 หลังโพสต์แถลงการณ์สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลไม่รับร่าง รธน. และรูป Vote No ตามด้วยทหารไปพบ ขณะอีก 1 รายเชิญชวน No Vote ถูกจับเข้าเรือนจำแล้ว

28 ก.ค.59 นายกฤษกร ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เปิดเผยว่า ได้รับทราบจาก พ.ต.อ.อดิเทพ พิชาดุลย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ว่า ขณะนี้ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดอุบลฯ (กกต.จ.อุบลฯ) เข้าแจ้งความกล่าวโทษว่า เขากระทำผิดฐานฝ่าฝืน พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 (พ.ร.บ.ประชามติฯ)

กฤษกร ให้ข้อมูลว่า ต้นเหตุที่ กกต.จ.อุบลฯ เข้าแจ้งความ เข้าใจว่ามาจากการที่เขาโพสต์รูปใน เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.59 ซึ่งวันต่อมา ได้มีทหารโทรศัพท์มาหา บอกว่าโพสต์ดังกล่าวเข้าข่ายปลุกระดม ขัดคำสั่ง คสช. และขัด พ.ร.บ.ประชามติฯ ให้ลบออกโดยเร็ว หากไม่ลบ คงจะต้องควบคุมตัวไว้สักระยะ แต่เขาก็ไม่ได้ลบออก อีกทั้งเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เขาได้โพสต์ ‘แถลงการณ์สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ปกป้องสิทธิ เสรีภาพของคนจน โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ (VOTE NO)’ ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกัน โดยแถลงการณ์ดังกล่าว ได้แสดงความเห็นของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลต่อร่างรัฐธรรมนูญ 2559 และจุดยืนที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาประกาศใช้


Voto No

ภาพจากเฟซบุ๊ก กฤษกร ศิลารักษ์

แถลงการณ์สมัชชาคนจน กรณเขื่อนปากมูน_590727

ภาพจากเฟซบุ๊ก กฤษกร ศิลารักษ์

ทั้งนี้ กกต.จ.อุบลฯ มีความเห็นว่า โพสต์ของเขามีลักษณะปลุกระดม โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 61 วรรค 2 “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” จึงเข้าแจ้งความที่ สภ.วารินฯ

ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวอีกว่า วันนี้ (28 ก.ค.59) ยังไม่มีหมายเรียกมาถึงเขา แต่คงมาถึงในอีกไม่กี่วัน ซึ่งเขาเองก็อยากเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาและดูว่าข้อความที่ กกต.จ.อุบลฯ ใช้แจ้งความคือข้อความไหนกันแน่ หากเป็นรูปและข้อความตามที่เขาคาด เขาเองคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว และส่วนองค์กรที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ปลุกระดมให้ใครไม่รับด้วย กรณีเช่นนี้ กกต.สมชัย ศรีสุทธิยากร ก็มีความเห็นแล้วว่า ทำได้ไม่ผิด แต่ไม่รู้ว่า กกต.จ.อุบลฯ ใช้ดุลพินิจอย่างไร จึงเข้าแจ้งความ

นอกจากนี้ กฤษกรยังให้ข้อมูลอีกว่า ในเวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวม 8 นาย ได้เข้าไปที่สำนักงานสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร แต่ไม่พบใคร สาเหตุก็คงมาจากเรื่องเดียวกับที่ กกต.จ.อุบลฯ เข้าแจ้งความ แต่เขาไม่เข้าใจว่า เมื่อมีการแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่จะยกกำลังไปหาเขากันอีกทำไม

ป้าย3

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ประชามติฯ กำหนดให้การกระทำความผิดตาม มาตรา 61 วรรค 2 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

อย่างไรก็ตาม สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สาระและประเด็นสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องการออกเสียงประชามติกับกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 26 ก.ค.59 ที่ผ่านมาว่า การใส่เสื้อ Yes -No หรือการขึ้นโซเชียลมีเดียว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทำได้ไม่ผิด เช่นเดียวกับการรณรงค์ช่วงโค้งสุดท้ายให้กาขวาหมด ที่แสดงว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หรือ กาซ้ายหมด ที่แสดงว่ารับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ ที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย (อ่านรายละเอียด)

นอกจากกรณีของกฤษกรดังกล่าวแล้ว ที่จังหวัดอุบลฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีการจับกุมนายวิชาญ ภูวิหาร ในตลาดสดเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 ก.ค.59 พร้อมเอกสาร จำนวน 2 ชุด ตำรวจได้นำตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรพิบูลมังสาหาร ว่า ก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการเผยแพร่ข้อความด้วยการพูดชักชวน ปลุกระดมประชาชน โดยมุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 เช่นกัน  โดยนายวิชาญรับว่า มาตะโกนชักชวนคนไม่ให้ไปลงประชามติจริง แต่ไม่ได้ทำอะไรผิด จากนั้น ตำรวจได้คุมตัวเข้าห้องขัง ต่อมา เช้าวันที่ 27 ก.ค.59 พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวนายวิชาญไปขออำนาจศาลจังหวัดอุบลฯ เพื่อฝากขัง และนำไปขังที่เรือนจำจังหวัดอุบลฯ โดยไม่มีญาติหรือทนายความมายื่นประกันตัว เนื่องจากนายวิชาญมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ (อ่านข่าวเพิ่มเติม)

อีกกรณีเป็นการควบคุมตัวนายอติเทพ อิ่มวุฒิ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร และยึดเสื้อยืดสีดำที่สกรีนคำว่า “VOTE NO รธน.” ขณะนายอติเทพใส่เสื้อตัวดังกล่าวขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 แต่ทหารได้ปล่อยตัวนายอติเทพหลังสอบถามที่อยู่ ต่อมา วันที่ 26 ก.ค. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลฯ ได้ติดต่อนายอติเทพมาให้ปากคำ และนำตัวนายอติเทพเข้าค้นที่บ้านในอำเภอเมืองอุบลฯ เพื่อหาหลักฐาน โดยกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วม 10 นาย และนายอติเทพได้เซ็นยินยอมให้เข้าค้นโดยไม่มีหมายค้น  หลังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวนายอติเทพมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลฯ เป็นเวลาประมาณ 5 ชม. จึงได้ลงบันทึกประจำวันและปล่อยตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา (อ่านข่าวเพิ่มเติม)