ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากกรณีที่สื่อของประเทศออสเตรเลียออกมาตีพิมพ์เรื่องราวที่กล่าวถึง ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งได้ถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ในข้อกล่าวหาเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับปฏิบัติการผลิต หรือนำเข้าและค้าเฮโรอีนในประเทศออสเตรเลีย โดยร.อ.ธรรมนัสได้ออกมาโต้แย้งสื่อของประเทศออสเตรเลียว่า ข้อมูลที่อยู่ในรายงานข่าวนั้นเป็นเพียง pre-sentence หรือบันทึกปากคำ ก่อนมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ด้านสื่อประเทศออสเตรเลียได้ออกมายืนยันว่ามีเอกสารของศาลที่ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2536 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2540 (อ้างอิงจากรายงานของสำนักข่าวบีบีซีไทย)

(ภาพ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จากสำนักข่าวบีบีซีไทย)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าเหตุการณ์ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ มีเรื่องราวที่ไม่ได้รับการเปิดเผยมาก่อน ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ทำการบันทึกข้อมูลไว้ อันเป็นสถานการณ์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 กล่าวคือในช่วงต้นเดือน มี.ค. 62 ได้มีประชาชนหลายรายในพื้นที่จังหวัดพะเยาถูกผู้รับมอบอำนาจ จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ และลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในเขต 1 จังหวัดพะเยา เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองพะเยา จากการที่มีโพสต์เฟซบุ๊กและแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐในเพจสาธารณะ

หนึ่งในผู้ถูกแจ้งความ ซึ่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา (ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนาม) เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 62 เขาได้ถูกผู้กำกับสภ.เมืองพะเยาติดต่อนัดหมายให้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุเพียงเรื่องการที่เขาไปแสดงความคิดเห็นในเพจเฟซบุ๊กทางการเมือง และได้มีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 62 นิสิตรายดังกล่าวได้เดินทางเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองพะเยา เพื่อสอบถามว่าตนถูกเรียกพบด้วยเหตุใด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าก่อนหน้านี้ได้มีทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ จากกรณีที่นิสิตรายดังกล่าวได้มีการแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเพจ “จีรเดช ศรีวิราช พะเยา เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ” จากหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับ เป็นการโพสต์ภาพซึ่งบันทึกหน้าจอของกลุ่มไลน์กลุ่มหนึ่ง ที่มีการพูดคุยระบุเรื่องการซื้อเสียงของพรรคพลังประชารัฐในพื้นที่จังหวัดพะเยา และนิสิตรายนี้ได้แสดงความคิดเห็นโดยตั้งคำถามต่อภาพบันทึกหน้าจอดังกล่าวว่า “จริงหรอครับผมไม่อยากเชื่อ”

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าจะสอบปากคำนิสิตรายนี้ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นเอาไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการกล่าวถึงความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 เรื่องการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อนิสิตสอบถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าการสอบถามที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นการสอบถามในฐานะอะไร และจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้น ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา และเจ้าหน้าที่ได้จัดทำเป็นเอกสารระบุว่าผู้ถูกแจ้งความเป็นผู้มาให้ถ้อยคำ โดยมีประเด็นคำถาม 6 ข้อ ที่เจ้าหน้าที่สอบ ได้แก่

  1. ผู้ถูกแจ้งความได้คอมเม้นต์ดังกล่าวจริงหรือไม่
  2. ระหว่างวันที่โพสต์ผู้ถูกแจ้งความอยู่ที่ใด
  3. ผู้ถูกแจ้งความได้มีการแชร์โพสต์จากเพจที่ระบุว่ามีกลุ่มไลน์หลุด เรื่องการซื้อเสียงของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่
  4. ผู้ถูกแจ้งความได้นำเนื้อหาดังกล่าวมาเผยแพร่หรือไม่
  5. ผู้ถูกแจ้งความใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นอะไร ได้มีการให้รหัสผ่านกับผู้อื่นหรือไม่ หรือมีการทำหล่นหายหรือไม่
  6. ผู้ถูกแจ้งความรู้จัก ร.อ.ธรรมนัส เป็นการส่วนตัวหรือไม่ และผู้ถูกแจ้งความได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับ ร.อ.ธรรมนัส หรือไม่

เมื่อตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พิมพ์ข้อความระหว่างการถามตอบ เพื่อให้นิสิตรายนี้เซ็นรับทราบในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ โดยนิสิตได้ลงลายมือชื่อตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกไว้

หลังจากให้ถ้อยคำแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอให้ผู้ถูกแจ้งความรออยู่ เพื่อพบกับผู้กำกับสภ.เมืองพะเยาก่อนด้วย ต่อมาทางผู้กำกับฯ ได้พูดคุยให้นิสิตรายนี้หยุดการโพสต์ลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทั้งระบุว่าหากผู้ถูกแจ้งความหยุดโพสต์ ทางผู้แจ้งความจะทำการถอนการแจ้งความร้องทุกข์ แต่หากยังโพสต์วิจารณ์พรรคพลังประชารัฐ ก็จะมีการดำเนินคดีกับผู้ถูกแจ้งความต่อไป อีกทั้งยังระบุว่าหลังจากนี้ให้นิสิตรายนี้เก็บความคิดของตนเองไว้ในใจ และในวันที่ 24 มี.ค. 62 ก็ให้นิสิตออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้ในช่วงดังกล่าวนิสิตรายนี้ได้หยุดการโพสต์วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐไปจนถึงช่วงที่มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว

นิสิตมหาวิทยาลัยพะเยารายนี้ยังเปิดเผยอีกว่านอกจากตนเองแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจยังระบุว่ามีประชาชนที่ถูกผู้รับมอบอำนาจจาก ร.อ.ธรรมนัส เข้าแจ้งความต่อ สภ.เมืองพะเยาในลักษณะเดียวกันอีกราว 3-4 ราย แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าทั้งหมดเป็นใครบ้าง ทราบเพียงว่าการแจ้งความเกิดจากการกระทำลักษณะเดียวกัน คือมีการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคพลังประชารัฐในขณะหาเสียงเลือกตั้ง

สำหรับกรณีนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยานั้น จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมหลังจากได้เข้าให้ปากคำแล้ว

(ภาพที่ทำการตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ประจำจังหวัดพะเยา จากสำนักข่าวคมชัดลึก)

ทั้งนี้ หากพิจารณาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ไม่ได้มีการระบุความผิดเรื่องการทำให้ผู้รับสมัครเลือกตั้งเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด แต่มีการระบุเรื่องการห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามมาตรา 73 (5)

สำหรับ ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 ในพื้นที่เขตที่ 1 ของจังหวัดพะเยานั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 โดยเอาชนะ น.ส.อรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส. เดิมในเขตนี้จากพรรคเพื่อไทยได้

ทั้งการหาเสียงในพื้นที่จังหวัดพะเยายังมีการต่อสู้กันอย่างหนัก มีปรากฏการณ์อาทิเช่น การมี “มือมืด” ลอบโปรยใบปลิวโจมตีผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย ว่าได้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, กรณี อบจ.พะเยาสั่งยกเลิกไม่ให้พรรคเพื่อไทยใช้สนามกีฬาจัดเวทีปราศรัย โดยระบุเรื่องการไม่เหมาะสมที่จะให้ใช้สถานที่ราชการจัดกิจกรรมทางการเมือง หรือกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจอ้างอำนาจตามมาตรา 44 บุกเข้าตรวจค้นบ้านคนของผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ในช่วงก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน เป็นต้น