วันที่ 21 พ.ย. 62 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก นายการุณย์ ชาญเดช พนักงานดูแลรถของลูกค้าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนสภ.เมืองพิษณุโลก หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2)  โดยมี ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ “ผู้กองปูเค็ม” เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ หลังจากพบเห็นการโพสต์และแชร์ข่าวการปรับแก้ระยะเวลาการเกณฑ์ทหารจาก 2 ปี เป็น 4 ปี โดยไม่มีการผลัดเปลี่ยนและไม่ให้เดินทางกลับบ้าน

นายการุณย์ และทนายความ

การรับทราบข้อกล่าวหาเริ่มด้วยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก สอบถามผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของนายการุณย์กับผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ ที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์พร้อมกันอีก 16 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้แชร์ข่าวดังกล่าว ว่ามีความรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ซึ่งนายการุณย์ระบุว่าไม่ได้รู้จักกับผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ เลย

จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงให้นายการุณย์ดูเอกสารที่ผู้กล่าวหานำมามอบไว้กับพนักงานสอบสวน และสอบถามเกี่ยวกับพฤติการณ์ในคดีที่มีการโพสต์ข่าวการปรับแก้ระยะเวลาการเกณฑ์ทหารจาก 2 ปี เป็น 4 ปี โดยไม่มีการผลัดเปลี่ยนและไม่ให้เดินทางกลับบ้าน ซึ่งมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์กว่า 1,000 คอมเมนต์ และมีผู้แชร์ออกไปกว่า 400 แชร์

แต่เมื่อทนายความสอบถามว่าขั้นตอนการสอบถามนี้เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ พนักงานสอบสวนระบุว่าในวันนี้เป็นการเรียกมาเพื่อให้ถ้อยคำและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเท่านั้น จะยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายการุณย์ ทำให้สถานะของนายการุณย์เป็นเพียง “ผู้ถูกกล่าวหา” เท่านั้น ยังไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” อีกทั้งในเอกสารการให้ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา พนักงานสอบสวนยังระบุด้านหน้าด้วยว่าคดีนี้ยังไม่ปรากฎหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

ต่อมาเมื่อตรวจสอบเอกสารและข้อกล่าวหาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาและทนายความจึงได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน ว่าจากโพสต์ที่พนักงานสอบสวนนำมาให้ดูนั้น ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฎิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเข้าโพสต์หรือเผยแพร่โพสต์ดังกล่าวทั้งหมด ก่อนจะลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการให้ถ้อยคำไว้ ด้านพนักงานสอบสวนระบุว่าหลังจากนี้ยังคงต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหาอีก 16 คน เข้ามาให้ถ้อยคำในคดีก่อนจะพิจารณาดำเนินการต่อไป

สำหรับนายการุณย์ ชาญเดช ปัจจุบันอายุ 41 ปี ทำงานเป็นพนักงานดูแลรถของลูกค้าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน วันละ 480 บาท เขาระบุว่าตนเองมีภาระต้องส่งเงินเลี้ยงดูให้กับแม่ซึ่งอายุ 73 ปี ที่อาศัยอยู่บ้านในจังหวัดตาก การถูกแจ้งความดำเนินคดีในจังหวัดพิษณุโลกครั้งนี้ ทำให้นายการุณย์ต้องหยุดงานเพื่อเดินทางมาให้ปากคำ และทำให้ขาดรายได้ไปอย่างน้อย 2 วัน ต่อการนัดหมาย 1 ครั้ง เนื่องจากต้องเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางและพักอาศัยในจังหวัดพิษณุโลก ทำให้จะได้รับผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาและต้องต่อสู้คดีในกระบวนการชั้นต่างๆ ต่อไป

 

กรณีแชร์ข่าวขยายเวลาทหารเกณฑ์ เคยมีผู้ถูกดำเนินคดีแล้ว 11 ราย 

สำหรับกรณีการแชร์ข่าวการขยายระยะเวลาการเกณฑ์ทหารเป็น 4 ปีดังกล่าว ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 62 ว่าพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของคสช. (ในขณะนั้น) ได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลนี้ ต่อเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

ต่อมาวันที่ 24 ก.พ. 62 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. (ในขณะนั้น) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอท. ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว จำนวน 11 ราย โดยแยกเป็นผู้นำเข้าข้อมูล 2 ราย และผู้แชร์ข่าว 9 ราย ปัจจุบันยังไม่ทราบความคืบหน้าของการดำเนินคดีดังกล่าว และพบว่า ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ “ผู้กองปูเค็ม” ได้เข้าแจ้งความต่อกรณีการแชร์ข่าวนี้ไว้ที่จังหวัดพิษณุโลกอีกด้วย โดยขณะนี้พนักงานสอบสวนเริ่มมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบ

ภาพขณะ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาแชร์ข่าวทหารเกณฑ์ 4 ปี เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 62 (ภาพจากผู้จัดการออนไลน์)

ข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (2) ระบุว่า “ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”

ดูปัญหาเรื่องการนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาใช้ดำเนินคดีต่อผู้แชร์ข่าวที่ถูกมองว่าเป็นข่าวปลอม >> จับทนายสิทธิคุยเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รู้ทันเทรนด์ใหม่ที่ใช้ปิดกั้นการแสดงความเห็น