27 ม.ค. 2563  ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา มีนัดพร้อมเพื่อถามคำให้การในคดีแกนนำคนอยากเลือกตั้งหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 หรือ คดี “UN62” จำนวน 8 คน และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 ก.พ. 2563 ขณะเดียวกันที่ศาลแขวงดุสิต มีนัดตรวจพยานหลักฐานและถามคำให้การเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล จำเลยคดี UN62 ผู้ชุมนุม ซึ่งเพิ่งถูกฟ้องเข้ามาเป็นคนล่าสุด ในวันนี้อัยการได้นำข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 กลับมาในฟ้องของคดี UN62 ผู้ชุมนุมอีกครั้ง แม้คำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดย จำเลยทั้ง 38 คน จะยังถูกฟ้องในข้อหาดังกล่าว ยกเว้นเนติวิทย์ซึ่งถูกฟ้องเข้ามาภายหลัง โดยคดี UN ผู้ชุมนุมจะนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งวันที่ 22 เม.ย. 2563 


คดีแกนนำ UN62 นัด
รวมคดีและตรวจพยานหลักฐาน 24 ก.พ. 63

ในวันนี้ ศาลอาญา ถนนรัชดา มีนัดพร้อมเพื่อถามคำให้การในคดีแกนนำคนอยากเลือกตั้งหน้า โดยมีแกนนำ 8 คนเดินทางมายังห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้แก่ นายปิยรัฐ จงเทพ, นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว, นายนิกร วิทยาพันธ์, นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฎ์, นายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, นายคีรี ขันทอง, นายภัทรพล จันทรโคตร และนายประสงค์ วางวัน 

คดีนี้ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้ยื่นฟ้องแกนนำทั้งแปดเป็นจำเลยในความผิดฐานต่างๆ ได้แก่

  • ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 
    มาตรา 8 ร่วมกันชุมนุมกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการหน่วยงานของรัฐและสถานศึกษา
    มาตรา 15 ไม่ดูแลรับผิดชอบการชุมนุมไม่ให้เกิดการกีดขวางเกินสมควร
    มาตรา 16 ไม่ดูแลผู้ชุมนุมให้ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชุมนุม
    มาตรา 18 ไม่เลิกชุมนุมตามระยะเวลาที่กำหนด
    มาตรา 19 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ
  • ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา
    มาตรา 116 ร่วมกันยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน
    มาตรา 215 เป็นหัวหน้า หรือมีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
    มาตรา 216 ไม่เลิกมั่วสุม เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก
    มาตรา 335 ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ จำเลยที่ 4 นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฎ์ คนขับรถเครื่องเสียง ยังถูกฟ้องเพิ่มในข้อหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 อีกด้วย 

ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟัง โดยจำเลยทั้ง 8 คน ให้การปฏิเสธ ทั้งนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรวมการพิจารณาคดีเข้ากับคดี UN62 แกนนำ 10 คน ซึ่งมีนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 โดยศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 และจะพิจารณาสั่งรวมคดีอีกครั้งในวันดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ในคดี UN62 แกนนำ มีจำเลย 10 คน ถูกฟ้องไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย นางสาวศรีไพร นนทรี, นายวันเฉลิม กุนเสน, นายธนวัฒน์ พรหมจักร, นายประจิณ ฐานังกรณ์, นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายอานนท์ นำภา, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ จนถึงปัจจุบัน คดี UN62 ในส่วนของแกนนำ อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วรวม 18 คน



อัยการแขวงดุสิตกลับลำไม่ถอนฟ้องข้อหา 3/2558 แม้กฎหมายยกเลิกไปแล้ว 

ในส่วนความคืบหน้าของคดี UN62 ผู้ชุมนุม ที่ศาลแขวงดุสิต ในวันนี้เป็นนัดถามคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในคดีที่พนักงานอัยการศาลแขวงดุสิต เป็นโจทก์ฟ้องนายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล เพิ่มอีก 1 ราย หลังจากฟ้องผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ไปก่อนหน้าแล้ว 38 ราย โดยนายเนติวิทย์ เดินทางมาศาล หลังศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้ฟัง นายเนติวิทย์ให้การปฏิเสธ และตามที่อัยการได้ยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีเลขดำที่ อ.1756/2561 ของศาลนี้ (คดีของผู้ชุมนุม 38 ราย) เนื่องจากมูลเหตุเดียวกันนั้น เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน รวมทั้งอนุญาตให้พิจารณาคดีและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ ตามที่จำเลยได้ยื่นคำร้อง เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และจำเลยมีทนายความแล้วต้องตามหลักเกณฑ์ 

และในวันเดียวกันนี้ ศาลได้นัดผู้ชุมนุมอีก 38 คน  เพื่อนัดพร้อมประชุมคดี และตรวจพยานหลักฐาน โจทก์แถลงว่า ตามที่โจทก์จะขอให้อัยการสูงสุดถอนฟ้องข้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 38 คน ในข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกแล้ว แต่ในวันนี้ โจทก์ไม่ประสงค์จะขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสามสิบแปดในข้อหาดังกล่าว และยืนยันขอฟ้องจำเลยทั้งสามสิบแปดในข้อหาเดิมตามที่ระบุในคำฟ้องทุกประการ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของโจทก์

ทั้งนี้ พนักงานอัยการฟ้องผู้ชุมนุม UN62 38 ราย ในข้อหาดังนี้

  • ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
  • ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา
    มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
    มาตรา 216 ไม่เลิกมั่วสุม เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก
  • ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ได้แก่ 
    มาตรา 8 ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกสถานที่ราชการและสถานศึกษา
    มาตรา 11 ชุมนุมระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม
    มาตรา 16 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ชุมนุม
    มาตรา 19 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ
  • ข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 
    มาตรา 108 เดินขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร
    มาตรา 114 กระทำการด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

ขณะที่อัยการฟ้องนายเนติวิทย์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 8 และ 11 เนื่องจากยื่นฟ้องหลังยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 ไปแล้ว  

อัยการแถลงเพิ่มเติมว่า วันนี้นำพยานวัตถุมาให้ฝ่ายจำเลยตรวจดู ซึ่งตามบัญชีระบุพยานเป็นดีวีดี 9 แผ่น แต่โจทก์ส่งสำเนาให้ฝ่ายจำเลยเพียง 7 แผ่น เนื่องจากอีก 2 แผ่นไฟล์เสีย ไม่สามารถสำเนาให้ฝ่ายจำเลยตรวจดูได้ และยังมีพยานเอกสารอีก 9 ชิ้น ที่ยังไม่ได้สำเนามาให้ฝ่ายจำเลยตรวจดู รวมทั้งมีพยานเอกสารบางส่วนที่ไม่ได้นำมาให้ฝ่ายจำเลยตรวจดู เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกคำให้การของพยาน ทำให้ทนายจำเลยแถลงคัดค้านว่า พยานเอกสารโจทก์ที่ไม่ได้นำมาให้ฝ่ายจำเลยดูนั้น ไม่ใช่บันทึกคำให้การ และโจทก์มีหน้าที่ต้องอ้างส่งพยานเอกสารดังกล่าวให้ฝ่ายจำเลยตรวจดู ต่อมาโจทก์แถลงว่า จะนำเรื่องที่ไม่ได้นำพยานเอกสารมาให้ฝ่ายจำเลยตรวจดูเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และจะแถลงต่อศาลให้ทราบในนัดหน้า 

นอกจากนี้ โจทก์ได้แถลงเพิ่มเติมอีกว่า คดีนี้มีพยานโจทก์รวม 85 ปาก ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และพยานหลายปากเบิกความในข้อเท็จจริงเดียวกัน ดังนั้น โจทก์ขอใช้เวลาไปตรวจสอบว่า จะนำสืบพยานบุคคลปากใดบ้าง เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดีให้รวดเร็วและต่อเนื่อง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับฝ่ายจำเลยไม่แถลงค้าน จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี ตรวจพยานหลักฐาน เพื่อกำหนดแนวทาง ในการพิจารณาคดี และกำหนดสืบพยานโจทก์-จำเลย ในวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลา 09.00 น. โดยศาลกำชับว่าจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีด้วยเหตุเช่นเดียวกันนี้อีก

ทั้งนี้ คดีนี้โจทก์นำส่งพยานหลักฐานมาให้ฝ่ายจำเลยดูไม่ครบ และขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานด้วยเหตุเดียวกันนี้รวม 3 ครั้ง เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว   

กรณีที่อัยการคดีผู้ชุมนุม UN62 38 ราย กลับลำไม่ถอนฟ้องข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 แม้กฎหมายยกเลิกไปแล้วนั้น มีข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2562 พนักงานอัยการศาลแขวงดุสิตเช่นเดียวกันนี้เองได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีผู้ชุมนุม RDN50 รวม 41 ราย เนื่องจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 ซึ่งเป็นข้อหาเดียวที่โจทก์ยื่นฟ้อง ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไป สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 39(5) โดยอธิบดีอัยการ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นพ้องกันให้ถอนฟ้อง ศาลแขวงดุสิตจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบศาล ขณะที่ศาลทหารก็มีการจำหน่ายคดีหรือข้อหานี้ไปแล้วหลายคดี

คดี UN62 ทั้งในส่วนของแกนนำและผู้ชุมนุมมีเหตุมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 61 ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ซึ่งผู้ชุมนุมพยายามเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ โดยการชุมนุมทั้งสองวัน ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นโดยตลอด และจบลงที่การจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุม 10 ราย ที่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ และแกนนำที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 5 ราย เข้ามอบตัว นอกจากนี้ ภายหลังเหตุการณ์ ตำรวจยังออกหมายเรียกผู้ชุมนุมอีก 47 ราย โดย 6 ราย ถูกแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับกลุ่มแกนนำ (ย้อนดูเหตุการณ์ ที่นี่)