11 ก.พ. 2563 พ.ต.ท.คำดี เฮียงบุญ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม นัดหมายนายพิศาล บุพศิริ อดีตผู้สมัคร ส.ส. จ.นครพนม พรรคอนาคตใหม่ เข้ารายงานตัว เพื่อส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดนครพนม หลังคณะพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนและมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายพิศาลในข้อหา จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเริ่มการชุมนุม ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จากกรณีที่นายพิศาลโพสต์เฟซบุ๊กว่า “วิ่งไล่ลุง 12 ม.ค. 2020 นครพนมกะแล่นนำเดียว เวลา 06.00 น. ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช #มาพ้อกันเด้อ” และเข้าร่วมวิ่งในวันดังกล่าวพร้อมกับจังหวัดอื่นๆ ที่มีการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ด้วยวัตถุประสงค์ในการออกกำลังเพื่อสุขภาพ และ “ต่อต้านตัวถ่วงความเจริญของประเทศ”

ในวันนี้หลังพนักงานอัยการได้รับสำนวนการสอบสวน ได้นัดหมายนายพิศาลให้มาฟังผลการพิจารณาของอัยการว่าจะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 14 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนมในวันเดียวกันนั้นเลย 

“ผมมองว่า ตำรวจในพื้นที่ไม่อยากจะสั่งฟ้อง แต่ก็มีความลำบากใจ หากอัยการจะสั่งฟ้องอีก ผมก็ไม่แปลกใจ เพราะตามความเห็นของผม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นเครื่องมือของเผด็จการ ที่จะทำให้ประชาชนหวาดกลัว จำยอม ไม่กล้าลุกมาแสดงความเห็นหรือแสดงออก ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การที่มีคนหลายคนถูกดำเนินคดีทั้งที่แค่ออกมาวิ่งและแสดงความอึดอัดใจต่อรัฐบาล ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี อนาคตทุกฝ่ายต้องผลักดันกฏหมายที่รับรองสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วยกันอย่างเท่าเทียม” นายพิศาลให้ความเห็นหลังออกจากสำนักงานอัยการ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 63 นายพิศาลได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยเบื้องต้นพิศาลให้การปฏิเสธ และเข้ายื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นเอกสารในวันที่ 3 ก.พ. 63 โดยในคำให้การดังกล่าวพิศาลยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดการชุมนุมตามที่ถูกกล่าวหา โพสต์ดังกล่าวในเฟซบุ๊กเป็นการบอกว่า ตนจะไปวิ่งออกกำลังกาย ไม่ใช่การเชิญชวนให้มาชุมนุมทางการเมือง และเมื่อถึงวันที่ 12 ม.ค. 63 ตนก็ออกไปวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะที่มีประชาชนทั่วไปมาออกกำลังกายกันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้กีดขวางการจราจร และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กิจกรรมวิ่งไล่ลุงเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสุจริต ตามที่พันธกรณีระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญให้การรับรอง จึงไม่เป็นความผิดตามที่ถูกกล่าวหา การแจ้งความดำเนินคดีในคดีนี้จึงเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการขจัดหรือยับยั้งฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นหรือตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

วันเดียวกันนี้ พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้นัดหมายนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ผู้ต้องหาคดีไม่แจ้งการชุมนุม จากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่อุทยานมกุฎรมยสราญ จ.นนทบุรี เข้ารายงานตัวเพื่อส่งตัวให้อัยการเช่นเดียวกัน หลังปัญญารัตน์เข้ารับทราบข้อกล่าวหา และให้การปฏิเสธ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่ปัญญารัตน์ขอเลื่อนไปรายงานตัวในวันที่ 14 ก.พ. 63

ภาพกิจกรรมที่อุทยานมกุฎรมยสราญ จ.นนทบุรี

นายพิศาลจึงเป็นผู้ต้องหาคนแรกที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งตัวให้อัยการ ในจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ไม่แจ้งการชุมนุม” จากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” 6 ราย ใน 6 จังหวัด ที่ให้การปฏิเสธ ยืนยันต่อสู้คดี ในส่วนรายอื่นๆ มีข้อมูลว่า พนักงานสอบสวน สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ นัด น.ส.อิสรีย์ อภิสิริรุจิภาส เพื่อส่งตัวให้อัยการในวันที่ 18 ก.พ. ส่วน ‘บอล’ ธนวัฒน์ วงค์ไชย ตำรวจนัดหมายเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่เลื่อนนัดออกไป ขณะที่ผู้ถูกดำเนินคดีที่นครสวรรค์ และพังงา ยังไม่มีการนัดหมายจากพนักงานสอบสวน 

ภาพกิจกรรมที่ จ.นครพนม จากเฟซบุ๊ก Phisan Buphasiri

ทั้งนี้ ผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันนี้ จากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” อีก 5 ราย ใน 5 จังหวัด คือ พิษณุโลก ลำพูน สุรินทร์ ยโสธร และตรัง ให้การรับสารภาพ โดยถูกเปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ 4 ราย และศาลมีคำพิพากษาให้ปรับ 1 ราย ขณะที่มีผู้ถูกออกหมายเรียกที่จังหวัดเชียงรายและกาฬสินธุ์อีก 6 ราย ที่ยังไม่ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหากรวมแล้วจะมีผู้ถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุม รวม 17 ราย ใน 13 จังหวัด

อย่างไรก็ตาม ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุม หากถูกตำรวจและอัยการสั่งฟ้อง และถูกศาลตัดสินว่า กิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นการชุมนุมสาธารณะที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยที่จำเลยเป็นผู้จัดการชุมนุมตามที่ถูกกล่าวหาจริง มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ไม่มีอัตราโทษจำคุกแต่อย่างใด และในคดีที่ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนเคยให้ความช่วยเหลือทางคดี ศาลเคยสั่งปรับในอัตรา 1,000 – 3,000 บาท