คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ต้องขัง ฐานความผิด และจำนวนผู้คุมภายในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี มทบ.11 หลังจากที่ศูนย์ทนายความฯ ได้ทำหนังสือขอทราบสถิติถึงผบ.เรือนจำแต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุเป็นข้อมูลส่วนตัวและจะกระทบความมั่นคงของรัฐ

เมื่อวันที่ 29ก.ค.2559 ในเว็บไซต์ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเผยแพร่คำวินิจฉัยเรื่อง “อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับจำนวนผู้ถูกคุมขังและจำนวนผู้คุมขัง” ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย(หนังสือหมายเลข สข 194/2559 ที่นี่) ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยื่นอุทธรณ์คำสั่งของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร

คณะกรรมการวินิจฉัยฯ มีคำวินิจฉัยว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพเปิดเผยข้อมูลสถิติผู้ที่ถูกคุมขัง หรือเคยถูกคุมขัง พร้อมฐานความผิด และจำนวนผู้คุมที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมดในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่ 11(พัน.ร.มทบ.11) ถนนพระราม 5 ตามที่ศูนย์ทนายความฯ ขอให้มีการเปิดเผย

คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้ให้เหตุผลว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และไม่น่าจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศตามมาตรา 15(1) การที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯปฏิเสธเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นคณะกรรมการฯ ไม่เห็นพ้องด้วย

ก่อนหน้าที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะมีคำวินิจฉัยออกมาในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 8มี.ค.2559ทางศูนย์ทนายความฯได้เคยยื่นหนังสือถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเรือนจำชั่วคราว มทบ.11 เพื่อขอทราบจำนวนผู้ต้องขังและเคยถูกคุมขังทั้งหมดและฐานความผิด โดยแยกจำนวนพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงผู้คุมทั้งหมดและทหารที่เป็น “ผู้คุมพิเศษ” ที่อยู่ภายในเรือนจำชั่วคราว มทบ.11 แต่ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าข้อมูลที่ศูนย์ทนายความฯ ขอให้เปิดเผยนั้นมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและยังเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูล จึงไม่สามารถจัดส่งข้อมูลดังกล่าวให้ได้

ศูนย์ทนายความฯ จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2559 โดยยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมและชี้แจงด้วยวาจาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยฯ สรุปได้ว่าข้อมูลที่ขอให้มีการเปิดเผยนั้นเป็นเพียงสถิติเท่านั้น ไม่ได้ขอทราบรายชื่อผู้ที่ถูกคุมขังหรือชื่อของเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำชั่วคราวมทบ.11จึงไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล และเรือนจำชั่วคราว มทบ.11 ยังขาดความโปร่งใสการปฏิเสธให้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลทั่วไปที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ปกติจะยิ่งทำให้สังคมเกิดความหวาดกลัว การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นการทำให้สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐได้และประกันสวัสดิภาพของผู้ต้องขังว่าจะไม่ถูกคุมขังเป็นการลับ การเปิดเผยข้อมูลย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมและหน่วยงานรัฐมากกว่าเหตุผลด้านความมั่นคงหรือข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่อาจรับฟังได้

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

หนังสือขอสถิติถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

หนังสือตอบจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

หนังสืออุทธรณ์คำสั่งของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ

คำชี้แจงเพิ่มเติมของศูนย์ทนายความฯ ถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร