เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 63 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองแพร่ สมาชิกเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่เดินทางเข้าจ่ายค่าปรับ 200 บาท หลังถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการทำกิจกรรมรวมตัวกันแสดงความไม่เห็นด้วยกับอดีต ส.ส. เขต 1 จังหวัดแพร่ สังกัดพรรคอนาคตใหม่ ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าทีมงานจะได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะและแจ้งการใช้เครื่องขยายเสียงก่อนเริ่มการชุมนุมแล้วก็ตาม

(ภาพว่าที่ร้อยตรีประเสริฐ หงวนสุวรรณ หลังเดินทางเข้าจ่ายค่าปรับเสร็จสิ้น)

เหตุการณ์นี้เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม 63 “เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่” ได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนชาวแพร่ ร่วมกันแสดงออกคัดค้านนายเอกการ ซื่อทรงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จังหวัดแพร่ อดีตสังกัดพรรคอนาคตใหม่ แต่ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยเห็นว่าการย้ายพรรคเป็นการปล้นคะแนนเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนให้กับ ส.ส. คนดังกล่าว ในนามพรรคอนาคตใหม่

(ภาพการเข้าแจ้งการชุมนุมสาธารณะของเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่)

วันที่ 6 มี.ค. 63 ตัวแทนเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ได้เดินทางไปแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองแพร่ โดยในแบบฟอร์มแจ้งการชุมนุม ตัวแทนเครือข่ายได้แจ้งรายละเอียดกิจกรรม พร้อมแจ้งไว้แล้วด้วยว่าจะมีการใช้เครื่องขยายเสียงในกิจกรรมด้วย

ต่อมาทางพ.ต.ท.เพียรชัย เทพอาจ รองผู้กำกับการสอบสวน รับราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองแพร่ ได้ทำหนังสือสรุปสาระสำคัญการชุมนุมตอบกลับไปยังผู้แจ้งการชุมนุม โดยสรุปรายละเอียดของการชุมนุมเบื้องต้น อีกทั้งระบุหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม และผู้เข้าร่วมการชุมนุม ตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 15 และ 16 ให้ผู้แจ้งการชุมนุมรับทราบด้วย ทั้งนี้ในหนังสือสรุปสาระสำคัญการชุมนุมดังกล่าว ไม่พบว่ามีการระบุรายละเอียดเป็นพิเศษเกี่ยวกับการใช้เครื่องขยายเสียงในการชุมนุม และไม่ได้ระบุให้มีการไปแจ้งขอใช้เครื่องขยายเสียงเพิ่มเติมแต่อย่างใด

(ภาพส่วนหนึ่งจากกิจกรรมของเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่)

จากนั้นในวันที่ 7 มี.ค. 63 เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ก็ได้เดินทางไปทำการจัดกิจกรรมบริเวณหน้าร้านค้าของส.ส.คนดังกล่าว โดยมีการนำรูปภาพ ป้ายข้อความ โพสต์อิทแสดงความคิดเห็น ถุงยางอนามัย ผ้าอนามัย ผ้าถุง พวงหรีด และโลงศพ เพื่อสื่อความหมายเป็นการประท้วงการเป็นส.ส.งูเห่า  ไปวางไว้หน้าบ้านของ ส.ส. พร้อมกับมีการปราศรัยแสดงความไม่เห็นด้วย โดยมีประชาชนแพร่เข้าร่วมราว 20 คน ใช้เวลาจัดกิจกรรมราว 1 ชั่วโมง

ปรากฏว่าหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองแพร่ เข้ามาพูดคุยกับว่าที่ร้อยตรีประเสริฐ หงวนสุวรรณ หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ และนักกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นที่จับตาของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้เป็นผู้แจ้งการชุมนุมสาธารณะในครั้งนี้  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุให้ว่าที่ร้อยตรีประเสริฐ เดินทางไปเสียค่าปรับเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงในกิจกรรมด้วย

ด้านว่าที่ร้อยตรีประเสริฐระบุว่าในการแจ้งชุมนุมสาธารณะนั้น มีการแจ้งเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงไว้แล้วเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการประสานงานเรื่องนี้ ทำไมยังต้องถูกปรับ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังยืนกรานว่าต้องมีการปรับจากการจัดกิจกรรมให้ได้  จนในที่สุด ว่าที่ร้อยตรีประเสริฐ จึงยินยอมเดินทางไปยังสภ.เมืองแพร่ เพื่อจ่ายค่าปรับข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเงินจำนวน 200 บาท

 

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่าในแบบฟอร์มแจ้งการชุมนุมสาธารณะ จะมีส่วนรายละเอียดการใช้เครื่องขยายเสียงให้ผู้แจ้งการชุมนุมกรอกไว้อยู่ด้วยแล้ว ซึ่งทำให้การประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ เรื่องการใช้งานเครื่องขยายเสียงนี้ ควรจะอยู่ในความรับผิดชอบเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ คือหัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ  ตามหมวด 4 เรื่องการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนและการดูแลการชุมนุมสาธารณะ มาตรา 19 ของพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

การที่ผู้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต้องไปขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงอีกครั้ง เป็นการสร้างภาระเกินความจำเป็นให้กับประชาชนผู้ที่จะใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ ทำให้การดำเนินการจัดการชุมนุมต้องไปแจ้งแก่หน่วยงานต่างๆ ทับซ้อนกันไปมา และทำให้เจ้าหน้าที่นำข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมในลักษณะนี้อีกด้วย