เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ศาลจังหวัดฝางนัดหมายตรวจพยานหลักฐานในคดีระหว่างพนักงานอัยการกับนายสุริยา เกิดโอฬาร และนายอาจหาญ จตุพรไพร ชาวบ้านชาติพันธุ์ลาหู่ 2 รายจากบ้านขอบด้ง ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากทั้งสองรายถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวน สร้างสิ่งก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคดีนี้เป็นผลกระทบมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่าและการใช้คำสั่งคสช.ที่ 64/2557  เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

unnamed

ชาวบ้านทั้งสองรายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ประกอบอาชีพเกษตรกร โดยปลูกกะหล่ำ สตรอว์เบอร์รี่ และผลผลิตตามฤดูกาล พร้อมส่งผลผลิตให้กับโครงการหลวง ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติและฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังกว่า 30 นาย บุกเข้าสอบถามที่บ้านของนายสุริยาและบ้านของนายอาจหาญ โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าหมู่บ้านขอบด้งได้มีการทำรีสอร์ตแบบโฮมสเตย์อยู่ในพื้นที่ จึงได้มีการสนธิกำลังเข้าตรวจสอบในวันดังกล่าว ก่อนสอบถามนายสุริยาว่าการทำโฮมสเตย์มีใบอนุญาตและเอกสารจากทางราชการหรือไม่ โดยนายสุริยาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่มี

เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงได้แจ้งให้นายสุริยาและนายอาจหาญ เดินทางไปยัง สภ.ฝาง เพื่อให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาและเตรียมการประกันตัวในชั้นสอบสวน เมื่อไปถึงสภ.ฝาง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาสามข้อหา ได้แก่ ข้อหาบุกรุกป่าสงวน, ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะทำการสอบสวนทั้งสองคนถึงการครอบครองที่ดินดังกล่าว โดยนายอาจหาญให้การว่าที่ดินเป็นที่ทำกินมาหลายสิบปีแล้วและได้อยู่อาศัยมาโดยตลอด การสร้างโฮมสเตย์ก็อยู่บนที่ดินเดิมดังกล่าว และไม่ทราบว่าการสร้างโฮมสเตย์จะเป็นความผิดตามกฎหมาย ก่อนผู้ต้องหาได้ยื่นขอประกันตัวในระหว่างสอบสวนด้วยหลักทรัพย์รายละ 100,000 บาท และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

หลังจากนั้น นายสุริยาและนายอาจหาญจำเป็นต้องเดินทางไปที่สภ.ฝางอยู่หลายครั้ง เพื่อรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพาพยานบุคคลมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวน จนเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีทั้ง 2 คน ต่อศาลจังหวัดฝาง ก่อนจำเลยจะยื่นประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีด้วยหลักทรัพย์รายละ 150,000 บาท และให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์

วันที่ 15 สิงหาคม 59 ศาลจึงได้นัดหมายตรวจพยานหลักฐานทั้งของฝ่ายโจทก์และจำเลย ที่จะใช้ต่อสู้ในชั้นศาล โดยอัยการและทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นได้ยื่นเอกสารและพยานบุคคลให้ศาลพิจารณา ก่อนศาลและคู่ความจะนัดหมายการสืบพยานโจทก์และจำเลยในระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน 2560

สำหรับชาวบ้านบ้านขอบด้ง ประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ปะหล่องและลาหู่ ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรปลูกไม้ผลและผลไม้ฤดูหนาว ส่งให้แก่โครงการหลวงดอยอ่างขาง โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวงให้หันมาปลูกพืชผลทางการเกษตรและผลไม้เมืองหนาว จำเลยในคดีนี้ระบุว่าก่อนหน้าที่จะถูกดำเนินคดี ได้มีโครงการของรัฐเองที่เข้ามาส่งเสริมให้มีการทำกิจการโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ตั้งแต่ราวช่วงปี 2550  อีกทั้งโครงการหลวงยังเคยเป็นผู้พาชาวบ้านไปอบรมเกี่ยวกับการทำกิจการโฮมสเตย์อีกด้วย และก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงถูกดำเนินคดีความเช่นนี้ได้

นายอาจหาญ กล่าวว่า ตนตกใจมาก ที่อยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่ก็บุกเข้ามาเป็นจำนวนมาก และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะที่ดินดังกล่าวได้ทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้วตกทอดกันมา ทำให้รู้สึกว่าสิทธิของเราไม่มีแม้จะเป็นบนผืนดินของตนเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณา 2 คดี กรณีชาวบ้านบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่