“ตอนนี้ข้างนอกคงเงียบเหงา ไม่ได้ออกไปไหนกันใช่มั้ย สถานการณ์โรคไข้หวัดระบาดมาก ข้างในนี้เค้ามีมาตรการป้องกันเข้มข้นมาก ทุกคนต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงนะ จะออกไปที่ไหนต้องใส่ผ้าปิดจมูกทุกครั้ง อย่าประมาทคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เราต้องป้องกันตัวเอง อย่าทำให้คนทางนี้เป็นห่วง เพราะเรามีกันแค่นี้ แม่ลูกกับอีก 2 ตัว ^^ ถ้าใครไม่สบายไป คนที่อยู่ในนี้ ก็ต้องทุกข์ใจ ก็ได้แต่ภาวนาขอให้มันผ่านพ้นไปเร็วๆ กับโรคร้ายนี้”

จดหมายจากทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เดินทางมาถึงครอบครัว เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 63

ครอบครัวของศศิพิมล ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่เผชิญผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในด้านรายได้ของครอบครัว การเรียนของเด็กๆ และ “ระยะห่าง” ที่ต้องเกิดขึ้นระหว่าง “คนข้างใน” กับ “คนข้างนอก”

เมื่อเรือนจำทั่วประเทศประกาศปิดไม่ให้เยี่ยมญาติมาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และยาวไปตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส แม้เรือนจำหลายแห่งเริ่มเปิดให้ใช้วิธีเยี่ยมญาติผ่านไลน์ แต่ขั้นตอนยังค่อนข้างยุ่ง และสำหรับครอบครัวที่ไม่สันทัดเทคโนโลยี นี่ดูไม่ใช่วิธีการเยี่ยมที่ทำได้สะดวกนัก ทั้งยังแตกต่างจากการได้พบหน้าค่าตากันอยู่มาก

ขณะเดียวกันปีนี้ การเยี่ยมญาติที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวเข้าไปสัมผัสพูดคุย รับประทานอาหารร่วมกับผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด ซึ่งเดิมทีทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่กำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนเมษายน ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่ได้พบหน้ากันใกล้ๆ เหมือนปีก่อน

‘สุชิน’ มารดาของศศิพิมล ผู้ดูแลหลานสาวสองคน ทำงานเป็นแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่งมาหลายปี แต่ด้วยธุรกิจท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก โรงแรมแทบไร้แขก ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. โรงแรมจึงให้พนักงานเข้าไปทำงานเพียงบางวัน เพื่อดูแลห้องพักที่มีแขกอยู่ไม่ถึงสิบห้อง การลดงานนำไปสู่การลดเงินเดือน โดยโรงแรมให้สุชินเซ็นต์ยอมรับเงินเดือนเพียงครึ่งเดียวของที่เคยได้รับ ส่วนเดือนเมษายนให้เข้าไปทำงานราว 2 วันต่อหนึ่งสัปดาห์ และลดเงินเดือนลงอีก การพักงานแบบไม่จ่ายเงินเดือนทำให้สุชินไม่เข้าข่ายได้รับการชดเชยจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งเธอเป็นผู้ประกันตนอยู่ โดยยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะทอดไปอีกหลายเดือนหรือไม่

สุชินเล่าว่าด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสตั้งแต่เดือนมีนาคม ทำให้ศศิพิมลเองไม่สามารถทำงานนวดได้เหมือนเดิม ก่อนหน้านี้ลูกสาวของเธอได้ฝึกนวดแผนไทยจากการฝึกอบรมอาชีพ และทำงานนวดอยู่ที่ร้านนวดของเรือนจำ ซึ่งแบ่งรายได้ให้กับผู้ต้องขังด้วย ทำให้ผู้ต้องขังมีเงินเก็บในบัญชีเรือนจำได้บ้างเล็กน้อยจากงานเหล่านี้ แต่ด้วยการระบาดของโควิด-19 ทำให้งานนวดต้องหยุดลงทั้งหมด และรายได้ส่วนนี้ต้องหายไปด้วย

รายได้ของครอบครัวจึงจำกัดลงอย่างมากในช่วง 2-3 เดือนนี้ แต่รายจ่ายยังมีอยู่ โดยเฉพาะค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ที่เป็นรายจ่ายประจำ แต่ยังดีที่ยังไม่มีรายจ่ายของเด็กๆ ซึ่งช่วงนี้ปิดเทอมอยู่ และรายจ่ายด้านปากท้องพอประหยัดไปได้ เพราะมีญาตินำไข่และข้าวสารมาให้ พอให้ทำอาหารกินกันเองได้ด้วยเงินไม่มากนัก

ลูกสาวสองคนของศศิพิมล ในวัย 14 ปี และ 12 ปี ได้รับผลกระทบเล็กๆ เช่นกัน สุชินเล่าว่าเด็กๆ แทบไม่ได้ไปไหน อยู่กับบ้านเป็นหลัก อาจมีเบื่อๆ บ้าง เด็กๆ พยายามหากิจกรรมทำ เช่นฝึกวาดรูป ดูหนังหรือรายการบันเทิงจากทีวี หรือเล่นกันสองคน

อีกทั้งลูกสาวคนเล็กของศศิพิมลถึงวัยต้องขึ้นชั้น ม.1 แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การสมัครเรียนและการสอบเข้าต่างๆ ต้องเลื่อนออกไป และเด็กหญิงยังไม่ได้สถานที่เรียนแน่ชัด ล่าสุดการประกาศเลื่อนเปิดเทอมไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. 63 ทำให้เด็กๆ สองคนต้องอยู่บ้านยาวนานขึ้น

“รู้สึกแย่น่ะ เกิดมา 50 กว่าปี ไม่เคยเจอแบบนี้ เราขาดรายได้ จากที่ได้เงินเดือนเต็ม ตอนนี้ไม่ได้ แต่ก็ดีที่โรงเรียนยังไม่เปิด เลยลดค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง เด็กก็ไม่เรียกร้องเยอะ ถ้ามีอะไรกินได้หมด พออยู่ไปได้ ยังไม่รู้จะเป็นแบบนี้ไปอีกกี่เดือน แล้วเราก็กังวลด้วยว่าเราต้องออกไปทำงานที่โรงแรมอยู่บางวัน ถ้าติดเชื้อมาจะเป็นยังไง ไม่ได้กลัวตัวเองติด แต่กลัวจะเอามาติดเด็กๆ ด้วยไหม

“แล้วเราก็อยากรู้ว่าลูกสาวเป็นยังไงบ้าง มีความเสี่ยงเรื่องไวรัสไหม มีการป้องกันปลอดภัยไหม ยิ่งข่าวออกมาว่ามีนักโทษติด ก็ไม่สบายใจ เป็นห่วงลูก ยังมีคนใหม่เข้าไปอยู่ เราก็ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหนมาบ้าง จะไปติดกันข้างในไหม” สุชินเล่าถึงความรู้สึกต่อสถานการณ์ที่ครอบครัวเผชิญอยู่

ถึงปัจจุบัน ศศิพิมลถูกจองจำมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี กับอีก 2 เดือน  ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 เธอไม่ได้รับอนุญาตให้พักโทษ (การได้ปล่อยตัวก่อนกำหนดครบโทษ) โดยคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษอ้างเหตุว่าคดีของเธอเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง และเป็นความผิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ทำให้เธอจะเหลือโทษจำคุกอยู่จนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 หรืออีก 1 ปีเศษ นับจากปัจจุบัน

แต่เธอยังมีโอกาสได้ “ลดวันต้องโทษจำคุก” ซึ่งผู้ต้องขังจะได้รับการหักวันต้องโทษจำคุกไปบางส่วน จากจำนวนโทษที่ติดคุกมา ทำให้น่าจะได้รับการปล่อยตัวเร็วกว่าจำนวนโทษที่เหลืออยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มากนัก

ในท่ามกลางวิกฤติการระบาดของโควิค-19 ทั่วทั้งโลก ผู้คนต้องหยุดกิจกรรมอยู่กับบ้านมากขึ้น ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ยังดิ้นรนและยังรอคอยการ “กลับบ้าน” ของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่เช่นเดิม

ดูเรื่องราวในคดีของศศิพิมลได้ที่ https://www.tlhr2014.com/?p=4881 และดูข่าวการไม่ได้รับการพักโทษได้ที่ https://www.tlhr2014.com/?p=14827