จากกรณีที่วานนี้ (21 เม.ย.) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่รายงานเรื่องราวของ “ตุ้ย” และ “ชาติ” สองคนไร้บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างเข็นผักในตลาดวโรรส และได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว ออกจาก “บ้าน” หลังเวลา 22.00 น. โดยระบุว่าเรื่องราวของตุ้ย เกิดขึ้นราวเมื่อวันที่ 12 เม.ย. และเรื่องราวของ ชาติ เกิดขึ้นราววันที่ 13 เม.ย. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จากคนไร้บ้านที่คาดหมายจากความทรงจำ

ต่อมาสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ได้ออกมาชี้แจงว่าจากการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่า วันที่ 12 เม.ย. เวลาประมาณ 22.30 น. หรือเวลาใกล้เคียง ไม่ได้มีการจับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวที่บริเวณตลาดวโรรส แต่อย่างใด และวันที่ 13 เม.ย. เวลา 22.00 น. ไม่มีการจับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวที่จุดตรวจใกล้ประตูท่าแพแต่อย่างใด แต่มีการจับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวที่จุดตรวจประตูท่าแพ จำนวน 1 ราย เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2563 เวลาประมาณ 00.30 น.

อีกทั้งยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามมายังเจ้าหน้าที่ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแล้ว พบว่าไม่ทราบชื่อและนามสกุลของคนไร้บ้านทั้งสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ได้

 

ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอชี้แจงว่าทางศูนย์ทนายฯ มีข้อมูลของบุคคลทั้งสอง เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้กับทางเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้ข้อมูลทั้งสองคน

ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในระบบสารสนเทศสำนวนคดีของศาลแขวงเชียงใหม่ ปรากฏข้อมูลของคนไร้บ้านทั้งสองถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลจริง เพียงแต่วันที่เกิดเหตุมีความคลาดเคลื่อนไปจากการกะประมาณของคนไร้บ้านทั้งสองที่ไม่ได้มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน อาศัยจากความทรงจำเพียงคร่าวๆ

จากฐานข้อมูลคดีของศาลแขวงเชียงใหม่ กรณีของตุ้ย ถูกฟ้องเป็นหมายเลขคดีดำที่ อ.2881/2563 และหมายเลขคดีแดงที่ อ.2817/2563 เกิดเหตุเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 63 เวลา 00.15 น. โดยข้อมูลคดีระบุว่า จำเลยออกจากเคหสถานไปยังบริเวณทางสาธารณะถนนสายวิชยานนท์ โดยไม่มีความจำเป็นและไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งข้อมูลวันที่คลาดเคลื่อนจากรายงานของศูนย์ทนายฯ ก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าเกิดขึ้นราววันที่ 12 เม.ย. ส่วนข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว

อีกทั้งปรากฏข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าในกรณีของตุ้ย ศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 15 วัน และปรับ 1,500 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี และห้ามจำเลยออกนอกเคหสถานของจำเลยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเวลา 7 วัน เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำอีกครั้ง

(สถานที่เกิดเหตุกรณีของตุ้ย)

ส่วนกรณีของชาติ ถูกฟ้องเป็นหมายเลขคดีดำที่ อ.2966/2563 และหมายเลขคดีแดงที่ อ.2906/2563  เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 63 เวลา 22.30 น. โดยข้อมูลคดีระบุว่าจำเลยออกจากเคหสถานไปยังบริเวณทางสาธารณะบริเวณถนนคชสารโดยไม่มีความจำเป็นและไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งข้อมูลวันที่คลาดเคลื่อนจากรายงานของศูนย์ทนายฯ ก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าเกิดขึ้นราววันที่ 13 เม.ย. ส่วนข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้รายงานไปก่อนหน้านี้

ในกรณีของชาติ ศาลแขวงเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 3,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี และห้ามจำเลยออกจากเคหสถานเป็นระยะเวลา 7 วัน เว้นแต่มีเหตุจำเป็น

 

นอกจากนี้ จากการสอบถามคนไร้บ้านที่ถูกดำเนินคดีทั้งสองราย และอาสาสมัครคนไร้บ้านซึ่งทำงานลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายอาหารในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 พบว่ามีรายงานการจับกุมดำเนินคดีกลุ่มคนไร้บ้านในลักษณะคล้ายกรณีของทั้งสองคนอีกในช่วงสองอาทิตย์กว่าหลังประกาศเคอร์ฟิว อย่างน้อยเท่าที่ได้รับการบอกเล่ากันมาราว 10 กรณี

กรณีตัวอย่างการดำเนินคดีต่อกลุ่มคนไร้บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ จึงยิ่งสะท้อนถึงการใช้มาตรการป้องกันโรคระบาดของรัฐ ไปทำให้กลุ่มประชากรในสังคมที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ได้รับผลกระทบซ้ำเติมความเปราะบางยิ่งขึ้นไปอีก