ดนัย อุศมา ศิลปินร่วมสมัย ถูกจับกุมดำเนินคดีในฐานะผู้ต้องหาคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ระบบคัดกรองโควิด-19 ของสนามบินสุวรรณภูมิ และความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากนั้น

(ผลงานที่สตูดิโอของดนัย จาก Mr.Zen Art Studio)

ใครคือ ‘ดนัย’ ทำไมต้อง #save

24 มี.ค. 63 ผู้คนติดแฮชแท็ก #saveดนัย หลายหมื่นข้อความจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ หลังมีข่าวช่วงเย็นวันที่ 23 มี.ค. 63 ว่ามีการจับกุมศิลปินผู้เดินทางกลับจากสเปนซึ่งโพสต์เฟซบุ๊กว่าไม่พบเจ้าหน้าที่คัดกรองไวรัสโควิด-19 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจนำตัวเขาจากภูเก็ตมาแจ้งข้อกล่าวหาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เตรียมส่งศาลเพื่อขอฝากขัง  และในวันต่อมาเขาถูกขังอยู่ห้องขังใต้ถุนศาลอาญา ถ.รัชดา ตั้งแต่ช่วงเที่ยงจนถึงบ่ายสามโมง

หลังดนัยได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 100,000 บาท สี่โมงเย็นวันเดียวกันเพื่อนๆ พากันเดินทางไปช่วยกันจัดโต๊ะล้อมวงรอที่ออฟฟิศย่านคลองเตยของเพื่อนดนัยคนหนึ่ง เพื่อรอแสดงความยินดีกับเขาล่วงหน้า แต่กว่าดนัยจะเดินทางมาสมทบเวลาได้ล่วงเลยมาถึงสองทุ่ม

“พี่เซนไปไหนมาเนี่ย” เจ้าของสถานที่เอ่ยถามสาเหตุ

“ไปสูดบรรยากาศแห่งเสรีภาพมาน่ะสิ” ดนัยหรือ ‘เซน’ ตอบพร้อมหัวเราะ

“ผมว่ารถผมก็ราคาเป็นล้านอยู่นะ แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่ามอเตอร์ไซค์คันที่ซ้อนมานี้ มันนั่งสบายเหลือเกิน มันโล่งโปร่งใจมากจริงๆ สงสัยต้องซื้อสักคัน” เขาเดินทางกลับจากศาลด้วยรถจักรยานยนต์ที่มีเพื่อนรุ่นน้องเป็นผู้ขับ

‘ดนัย’ ไม่ใช่ชื่อที่เพื่อนๆ คุ้นเคย ตอนเขารู้ถึงกระแส #saveดนัย เขาหัวเราะออกมาในทันที

“รู้มั้ยผมไม่เคยบอกใครว่าผมชื่อดนัยเลยนะ ไม่น่าจะมีใครสักกี่คนรู้ว่าผมชื่อดนัย”

เพื่อนรุ่นน้องเสริมอย่างติดตลก “แฮชแท็กนี้เหมือนชื่อครูใหญ่สมัยก่อนเลย”  หลายคนในวงเล่าว่า ทุกคนเรียกเขาว่า ‘พี่เซน’ จนติดปาก ส่วนชื่อที่ใช้แสดงงานศิลปะของดนัย คือ Mr.Zen

หลังกระแส #saveดนัย ผู้คนเริ่มให้ความสนใจว่าดนัยคือใคร มาจากไหน มีผู้ใช้เฟซบุ๊กและสำนักข่าวโพสต์เรื่องราวของเขามากขึ้น โดยระบุว่าเขานับถือศาสนาอิสลาม และชื่อเล่น ‘เซ็น’ มาจากภาษาอาหรับว่า ‘ฮูเซ็น’ ดนัยเลื่อนอ่านข้อความดังกล่าวอย่างสนใจ พร้อมกล่าวต่อ “ผมไม่ได้ชื่อ ฮูเซ็น ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แล้วก็ไม่ใช่มุสลิมนะ แต่คนคงเข้าใจแบบนั้นเพราะนามสกุล ผมเป็นลูกครึ่งสงขลา-สตูล”

(ภาพการแสดงงานที่เมืองบาเซโลนา จาก Mr.Zen Art Studio)

เขานิยามว่าตัวเองเป็นศิลปิน และเล่าถึงสิ่งที่ทำเพื่อเลี้ยงชีพว่างานของเขาส่วนใหญ่เป็นแนว
กราฟิตี้ที่จัดแสดงและส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศอยู่เสมอ ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-15 มี.ค. 63 เป็นช่วงที่ดนัยเดินทางไปแสดงงานศิลปะที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยใช้ชื่องานว่า ‘l’m OK’  ภายใต้คอนเซ็ปต์ Acceptance (การยอมรับ) ดนัยอธิบายคอนเซ็ปต์งานดังกล่าวว่า “งานของผมชิ้นนี้เป็นเรื่องการยอมรับ ผมคิดว่าสิ่งที่คู่ควรกับเรา ควรเป็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี หลายคนมักคาดหวังว่าสิ่งที่ดีเท่านั้นจึงจะเป็นสิ่งที่คู่ควรกับเรา แต่ผมอยากชวนมองว่า สิ่งที่ไม่ดีก็คู่ควรเช่นกัน”

เขาพูดถึงแนวคิดที่ต้องการนำเสนอต่อว่า การที่ชีวิตมีเสถียรภาพในด้านความรู้สึกคือความสุข  “ผมคิดว่า ‘การยอมรับ’ คือความสุข รับได้ทั้งความผิดหวังและสมหวัง เช่นถ้าเรารับได้ทั้งการถูกชมหรือด่ามันคงดี ทั้งชีวิตผมทำงานกับตัวเองในเรื่องนี้เยอะมาก การฝึกที่จะรับได้กับทุกเรื่องทั้งดีและร้ายจะทำให้ชีวิตเข้าถึงความสงบ”

การเดินทางในช่วงที่สเปนกำลังมีการระบาดของโควิด-19 มีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากพอควร แต่ดนัยตั้งใจทำงานชุดนี้อย่างยิ่งโดยเตรียมงานมานับปี เขานิยามว่าเป็นงานที่หมดจดและตั้งใจให้เป็นงานทิ้งทวนกับแกลเลอรีในสเปนแห่งนี้  “ได้จัดแสดงที่เอสพรอนสิดา (Espronceda Institute of Art & Culture) มา 2 ครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และน่าจะเป็นการส่งท้าย ไม่กลับมาแสดงงานที่นี่อีก”

แม้แกลเลอรีเชิญผู้เข้าร่วมชมงานแสดงศิลปะไว้ราว 200 คน แต่ผู้เข้าชมงานอาจมีไม่ถึง เนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส สองวันก่อนถึงกำหนดกลับประเทศไทยของดนัย สเปนเริ่มประกาศให้คนอยู่ในบ้านเท่านั้นและเริ่มจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศ ค่าใช้จ่ายที่เสียจากการเดินทางไปแสดงงานกับผลตอบรับ ดูจะไม่คุ้มค่านัก การมาของโควิดจึงมีผลกับดนัยโดยตรง อย่างน้อยก็ต่อการแสดงงานศิลปะของเขา

.

จากความกังวลต่อ COVID-19 สู่การถูกดำเนินคดี

เมื่อดนัยเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 16 มี.ค. 63 เวลา 6.20 น. ดนัยพบว่าการตรวจคัดกรองตัวเขาผู้มาจากประเทศเสี่ยงอย่างสเปน ไม่ได้เข้มข้นอย่างที่เขาคิดและได้พบเจอมาในสนามบินประเทศอื่น เขาไม่พบเจ้าหน้าที่มาตรวจร่างกายเลย ทั้งที่ก่อนเดินทางเขาทราบจากประกาศของสถานทูตไทย ณ กรุงมาดริดว่า ที่ท่าอากาศยานไทยจะมีมาตรการคัดกรองผู้เดินทาง และเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะถูกกักตัว

เขารู้สึกผิดหวังและกังวลกับเรื่องดังกล่าวเพราะไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่เดินทางเข้ามา แต่มีอีกหลายเที่ยวบิน การมาถึงของพวกเขาอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับคนอื่นในประเทศ หากการตรวจคัดกรองไม่เข้มงวดเช่นนี้ เขาจึงโพสต์ข้อความเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พบเจอและความกังวลลงทางเฟซบุ๊ก หลังจากนั้น มีการแชร์ออกไปจำนวนมากจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาแถลงข่าวในเวลาต่อมา

มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อความที่เขาโพสต์ คนจำนวนหนึ่งสนับสนุนเขา อีกหลายคนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และเข้าไปคอมเมนต์โจมตีอย่างหยาบคายทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ของภรรยา และในเพจของแกลเลอรีที่แสดงงาน ทำให้ดนัยต้องเปลี่ยนชื่อเฟซบุ๊กและปิดเพจแกลเลอรีชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกก่อกวน

หลังจากในช่วงวันที่ 19 มี.ค. 63 มีการแถลงข่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการคัดกรองที่สนามบิน ดนัยถูกจับกุมตัวที่แกลเลอรีส่วนตัวของเขาในจังหวัดภูเก็ต โดยไม่มีการออกหมายเรียก เขาเล่าติดตลกว่า ชุดจับกุมมาในชุดพนักงาน Grab Bike พร้อมแสดงหมายจับ ก่อนที่ตำรวจนอกเครื่องแบบราว 6-7 คน จะเข้ามาจับกุมตัวเขา

ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนั้น ลูกสาววัย 10 ขวบของเขาตกใจและเสียขวัญ แต่ตัวเขายังมีสติดี แม้วูบหนึ่งจะโกรธอยู่ไม่น้อย เขายืนยันว่าการโพสต์ของเขาเป็นไปด้วยเจตนาที่ดี  “ผมรู้สึกว่ามันเกินไปมาก รู้สึกแย่ ถ้าผมทำผิดร้ายแรงผมจะไม่เสียใจเลย ในยุโรปการพูดเรื่องแบบนี้เป็นสิทธิโคตรพื้นฐานด้วยซ้ำ”

หน้ากากอนามัยชิ้นที่ดนัยใส่อยู่ตอนเขาถูกจับ ต้องถูกใส่ซ้ำอยู่อย่างนั้นราว 2 วัน และขณะเขาถูกนำตัวไปขังที่ สน.ทุ่งสองห้องในคืนวันที่ 23 มี.ค. 63 เขาไม่ได้รับการวัดไข้แต่อย่างใด อีกทั้งในห้องขังที่ใต้ถุนศาลอาญา ถ.รัชดา ในวันที่ 24 มี.ค. 63 ดนัยถูกสั่งให้นั่งรวมกับผู้ต้องหาคนอื่นอยู่พักใหญ่ ก่อนถูกแยกไปห้องเดี่ยวและใส่กุญแจมือ

นอกจากต้องกังวลว่าตนจะนำเชื้อโควิดมาจากสเปนด้วยหรือไม่ ดนัยยังต้องกังวลว่าคนมากมายที่ใกล้ชิดเขาทั้งผู้โดยสารที่นั่งใกล้เขาในเครื่องบิน ตอนเขาถูกจับแล้วส่งตัวมากรุงเทพฯ ผู้ต้องขังในห้องขังที่ สน.ทุ่งสองห้อง และใต้ถุนศาลอาญา รวมทั้งตำรวจชุดจับกุมและชุดสอบปากคำจะได้รับเชื้อไวรัสไปด้วยหรือไม่ เนื่องจากเขาถูกจับขณะยังกักตัวไม่ครบ 14 วัน ตามมาตรการควบคุมโรคที่ควรจะเป็น

.

ความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ติดตรึงอยู่ในใจ และผลกระทบต่อครอบครัวที่เกินคาดคิด

ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ดนัยและครอบครัวประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ การเดินทางกลับไปเปิดแกลเลอรีเพื่อทำมาหากินภายหลังได้รับการประกันตัวไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากมาตรการปิดเกาะภูเก็ต ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ  ลำพังไม่มีนักท่องเที่ยวและเปิดแกลเลอรีไม่ได้ รายรับย่อมลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่การมีคดีความและถูกควบคุมตัวในห้องขังทำให้เรื่องราวเลวร้ายขึ้นหลายเท่า

“เมื่อก่อนได้ยินแต่เรื่องคนอื่น คุกกับผมนี่ไม่เคยเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกันมาก่อนเลย ไม่เคยนึกภาพตัวเองต้องนั่งอยู่แบบนั้นเลย เรื่องนี้มันกวนใจผมมาหลายวันมาก ผมเพิ่งจะมาหลับได้ 3-4 วันนี้เอง” เขาเล่าว่าไม่เคยนอนหลับได้อย่างสนิทแม้จะผ่านมาเกือบ 3 สัปดาห์หลังได้รับการประกันตัว

เขายังคงคิดวนเวียนถึงบรรยากาศตอนตนเองถูกขัง แม้ไม่นานหากเทียบกับคนอีกมากมายที่ต้องโทษในเรือนจำ แต่นานพอให้เขาสรุปได้ว่าหากย้อนเวลาได้ อาจไม่โพสต์เรื่องดังกล่าว “มันมีผลกระทบทางจิตวิทยามาก ทำให้เราหลอนและไม่อยากกลับเข้าไปในนั้น การถูกใส่กุญแจมือเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่กดเราไว้ และในห้องขังใต้ถุนศาลมีนาฬิกาตายแขวนอยู่ ทำให้ตอนถูกขังอยู่ในนั้นผมรู้สึกไม่มีความหวังเลย”

นอกจากสภาพจิตใจแล้ว ท่าทีต่อดนัยของเพื่อนบ้านและคนในละแวกที่อยู่อาศัยยังไม่สู้ดีนัก การมีคดีความเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐในพื้นที่ที่มีคนชื่นชอบรัฐบาลมาก ทำให้เขารู้สึกว่า ‘อยู่ยาก’  ยังไม่รวมเรื่องการต้องคอยตอบคำถามและข้อสงสัยของคนอยู่ร่ำไป ทั้งครอบครัวจึงปรึกษากันจนตัดสินใจได้ว่าจะย้ายที่อยู่

ดนัยยอมรับว่าหากไม่มีข่าวใหญ่โตจากการถูกจับ เขาคงไม่มีความคิดจะย้ายที่อยู่เช่นนี้ เขาเลือกอยู่ภูเก็ตและผูกพันกับแกลเลอรี อีกทั้งถนนเส้นนี้มานาน “ผมกับแฟนอยู่ภูเก็ตมา 12 ปี ลูกสาวผมเกิดและโตที่นี่ ผมเช่าแกลเลอรีอยู่บนถนนเส้นนี้มานาน ถึงจะเปลี่ยนล็อกเช่าไปเรื่อยๆ เพื่อขยับขยาย แต่ยังวนเวียนอยู่ตรงนี้ ล็อกที่เคยเช่าเดิมก็ไม่ไกลจากที่เช่าปัจจุบัน” แกลเลอรีที่ดนัยเช่าอยู่ปัจจุบันเป็นอาคาร 3 ชั้น ขนาดใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเช่ามา ซึ่งเช่ามาได้ 4 ปีแล้ว

การย้ายที่อยู่ครั้งนี้ยังทำให้ลูกสาวของเขาต้องลาออกจากโรงเรียนกะทันหันโดยไม่ได้ร่ำลาใคร อาศัยเพียงเทคโนโลยีสื่อสารเพื่อให้ยังติดต่อเพื่อนๆ ของเธอได้อยู่

“เราย้ายเร็วเพราะถูกบีบด้วยระยะเวลา ภูเก็ตปิดการเดินทางทางบกตั้งแต่ 1 เม.ย. 63 และทางอากาศ 10 เม.ย. 63 เราซื้อตั๋วเครื่องบินอย่างกระชั้นชิด ก่อนสายการบินทั้งหมดจะหยุดบินเพียงวันเดียว ทำให้ค่าตั๋วสำหรับ 3 คนแพงพอสมควร เราไม่ได้เอาอะไรมาเลย มีแค่คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้าส่วนหนึ่ง อุปกรณ์ทำมาหากิน เช่นเฟรมวาดภาพ แม้แต่ตู้เย็นก็ยกให้เพื่อนๆ น้องๆ ไป รถยนต์เรายังจอดทิ้งไว้ที่บ้าน” ภรรยาของดนัยเล่าถึงสถานการณ์การย้ายที่อยู่อย่าง
ฉุกละหุก

“หากอยากประหยัดค่าใช้จ่ายเช่นค่าเช่าแกลเลอรี เราควรออกตอนสิ้นเดือนมีนาฯ” เธอกล่าวต่อ

ด้วยเหตุนั้นการย้ายของทุกอย่างออกจากอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จึงดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 3 วัน ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของเพื่อนๆ และน้องๆ ที่รู้จักมักคุ้นกัน แกลเลอรีได้รับการทำความสะอาด ทาสี และซ่อมแซมเสร็จสิ้นพร้อมคืนให้กับเจ้าของ การบอกคืนแกลเลอรี่ทำให้ครอบครัวได้รับเงินมัดจำคืน ซึ่งเป็นเงินก้อนสำคัญสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่

 (งานชุดใหม่ของดนัยภายหลังได้รับการประกันตัว ภายใต้คอนเซ็ป “Be free”)

การเริ่มต้นใหม่ไม่เคยง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดที่มีข้อห้ามในการดำรงชีวิตหลายอย่าง อาทิการไม่อนุญาตให้ผู้คนพบปะติดต่อกันเพื่อความปลอดภัย  อย่างไรก็ตามครอบครัวซึ่งเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครอบครัวนี้ต้องดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้

ภรรยาของดนัยต้องหางานอย่างอื่นทำระหว่างนี้ เนื่องจากการขายภาพเขียนไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ และเงินเก็บจำนวนหนึ่งต้องถูกใช้ไปกับการโยกย้าย ขณะเดียวกันพวกเขาต้องหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกสาวย้ายเข้าเรียนให้ทันก่อนเปิดเทอม ซึ่งอาจเริ่มการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงพฤษภาคม ทั้งยังต้องเตรียมเงินสำหรับค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน และค่าหนังสือ ในส่วนของดนัยต้องค้นหาทำเลที่จะเช่าแกลเลอรีแห่งใหม่ พร้อมต้องหาที่อยู่อาศัยซึ่งสะดวกกับการไปโรงเรียนของลูก

ดนัยหวังว่าพื้นที่ที่เขาย้ายมาอยู่จะทำให้ครอบครัวรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น  เขายังคงคาดหวังให้การตั้งคำถามไม่ใช่สิ่งแปลกแยกในสังคม “การตั้งคำถามไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งมันไม่ควรกลายเป็นความผิด” และภรรยาของดนัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เราคุยกันวันนี้อาจไม่มีผลไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่แค่อยากให้รู้สึก ‘เอ๊ะ?’ อยากให้คิดถึงกลไกการทำงานโดยรวม ไม่ต้องเชื่อสิ่งที่เราพูดก็ได้”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ให้ประกันแล้ว ศิลปินโพสต์ติงมาตรการคัดกรองโควิดที่สุวรรณภูมิ หลังถูกขัง 14 ชม.
จับศิลปินโพสต์ “สุวรรณภูมิไม่มี จนท.คัดกรองโควิด” ขณะกักตัว 14 วัน หลังกลับจากสเปน