9 พ.ค. 63  คะติมะ หลีจ๊ะ หญิงชนเผ่าลีซูในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าในช่วงเย็นวันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบเดินทางมาพบตนที่บ้าน เพื่อสอบถามข้อมูลส่วนตัว หลังก่อนหน้านี้คะติมะร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์ลีซู ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำร้ายร่างกายชาวบ้านลีซูจากความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกิน

ภาพคะติมะและกลุ่มชาวบ้านลีซูไปยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเชียงดาว เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 63 เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำร้ายร่างกายชาวบ้าน

 

คะติมะเปิดเผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบ 1 นาย แต่งกายในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น เดินทางมาที่บ้านของตน โดยทราบว่าเป็นทหารม้าที่สังกัดหน่วยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แต่ได้มาตั้งด่านในพื้นที่ชายแดนของอำเภอเชียงดาว เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีบอกถึงสาเหตุการมาพบที่ชัดเจน เพียงแต่บอกว่าหัวหน้าหน่วยให้มาพูดคุยสอบถามข้อมูล โดยก่อนหน้านี้หัวหน้าก็ได้พยายามติดต่อคะติมะทางโทรศัพท์มาแล้ว แต่ยังไม่ได้พูดคุยด้วย

เจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงสาเหตุที่คะติมะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร คะติมะได้เล่าเรื่องราวที่พ่อของตนถูกยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555 เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ทำให้ครอบครัวของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และเธอยังพบปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าของรัฐ ทั้งที่อยู่อาศัยทำกินมานานแล้ว จึงได้เข้าร่วมเรียกร้องการแก้ไขปัญหากับเครือข่ายประชาชนที่ทำงานด้านที่ดินและด้านชาติพันธุ์ โดยคะติมะระบุกับเจ้าหน้าที่ว่าตนก็เป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้ไปทำงานด้านนี้แล้วมีเงินเดือนแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงจิตอาสาและการไปร่วมในเครือข่ายเท่านั้น

ทหารยังได้สอบถามข้อมูลส่วนตัวหลายเรื่องของคะติมะ ทั้งวันเดือนปีเกิด สถานะการสมรส เบอร์โทรศัพท์ บุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้าน ชื่อพ่อแม่และพี่น้องทั้งหมด อาชีพของคนในครอบครัว เป็นต้น ซึ่งเธอก็ได้ตอบไปตามความจริง แต่สอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยว่าทำไมถามข้อมูลเยอะแบบนี้ เจ้าหน้าที่เพียงบอกว่าหัวหน้าอยากทราบ

คะติมะระบุว่าเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 30 นาที โดยไม่ได้มีการใช้คำพูดข่มขู่ หรือมีท่าทางในการคุกคาม แต่ตนก็มีความกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ทหารมาพบถึงบ้านแบบนี้มาก่อน และยังเคยมีพี่น้องชาติพันธุ์ที่ออกมาทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนเคยถูกอุ้มหายและได้รับผลกระทบต่างๆ เช่น กรณีของ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยง ทำให้ตนก็เกิดความกังวลและต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น

สำหรับสาเหตุที่เจ้าหน้าที่เดินทางมาพบ คะติมะระบุว่าทหารไม่ได้บอกเหตุผลชัดเจน แต่ได้ยินการพูดคุยระหว่างที่ทหารเดินเข้ามาบ้านกับพี่ชายของตน ระบุเรื่องเกี่ยวกับปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชาวบ้าน จึงคิดว่าน่าจะเป็นกรณีที่ตนได้ไปร่วมกับเครือข่ายลีซูเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่สายตรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว 8 คน ได้ทำร้ายร่างกายนายเลื่อน ยี่ปา ชาวบ้านลีซู วัย 55 ปี โดยมีการตีด้วยพานท้ายปืนจนศีรษะแตก ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะกำลังเก็บเศษไม้ในพื้นที่ทำกินของตนเอง เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องการใช้พื้นที่ป่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา

กรณีการทำร้ายร่างกายนายเลื่อนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระบุว่าชาวบ้านรายดังกล่าวได้ต่อสู้ขัดขืนการจับกุม จนเกิดเหตุชุลมุนขึ้น และมีเจ้าหน้าที่ถูกจอบฟาดกระดูกแตกอีกด้วย ส่วนฝ่ายชาวบ้านระบุว่าเจ้าหน้าที่พยายามเข้าจับกุมโดยไม่ได้มีการแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ต้น ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ มีการปิดบังใบหน้า และมีการใช้ด้ามพานท้ายปืนตีก่อน โดยชาวบ้านไม่ได้ตอบโต้ ทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นไร่หมุนเวียนที่ทำกินมานาน ไม่ได้เป็นการบุกรุก

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. คะติมะได้ไปร่วมอ่านแถลงการณ์ประณามกรณีทำร้ายร่างกายดังกล่าวในนามเครือข่ายลีซูแห่งประเทศไทย และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ยังได้ไปร่วมกับชาวบ้านยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อนายอำเภอเชียงดาว เรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ และขอให้มีการรังวัดที่ดินทำกินของชาวบ้านในหมู่บ้านที่เกิดเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เพื่อความชัดเจนในการใช้พื้นที่ทำกิน

สำหรับ คะติมะ หลีจ๊ะ เคยได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องในโอกาสในวันสตรีสากลเมื่อปี 2560 และยังมีบทบาทเป็นผู้ประสานงานของเครือข่ายลีซูแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน