12 พ.ค. 63 พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด” มารดาของ น.ส. กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าในช่วงคืนวันที่ 11 พ.ค. 63 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลโทรศัพท์มาถามข้อมูล ในขณะที่เธอหลับไปแล้ว 

จากการสอบถามเพิ่มเติมของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พะเยาว์เปิดเผยเพิ่มเติมว่าเมื่อคืนนี้ตั้งแต่ 21.00 น. เธอรู้สึกไม่สบาย จึงกินยานอนหลับไปแล้ว แต่ประมาณ 22.00 น. เศษ มีบุคคลโทรศัพท์เข้ามาหาทางแอพพลิเคชั่นไลน์และทางเบอร์มือถือหลายครั้ง พะเยาว์ไม่ได้รับในทันที เมื่อมีการพยายามโทรเข้าหลายครั้ง ไม่ยอมหยุด ทำให้เธอจำต้องรับโทรศัพท์สายนั้น 

บุคคลดังกล่าวแนะนำตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สันติบาล และแนะนำชื่อเล่นกับเธอ พะเยาว์จำได้ว่าเป็นชื่อเดียวกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเคยมาเยี่ยมเยือนเธอเมื่อเดือนที่แล้ว และได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอไป จนเจ้าหน้าที่รายนี้ได้พยายามขอเป็นเพื่อนทางแอพพลิเคชั่นไลน์

พะเยาว์ได้แจ้งเจ้าหน้าที่สันติบาลว่าตนได้เข้านอนแล้ว โทรมามีเรื่องอะไร เมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่าเธออยู่ที่บ้าน จึงสอบถามเพียงว่า “คุณแม่จะจัดงานอะไรหรือไม่” ซึ่งหมายถึงกิจกรรมในโอกาสครบรอบ 10 ปี การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง และการจากไปของน้องกมนเกด ลูกสาวของเธอ เจ้าหน้าที่ยังพยายามถามว่า “คุณแม่จะไปทำบุญที่วัดหรือไม่” แต่เธอไม่ได้ตอบคำถามเหล่านั้น เพียงแค่บอกว่า หากจะจัดงานอะไรก็คงเห็นเอง 

เมื่อสันติบาลไม่ได้คำตอบ จึงวางสายไป พร้อมกับบอกเธอด้วยว่า “เป็นห่วงนะ”  

พะเยาว์ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่สันติบาลเพียงแค่ต้องการตรวจสอบว่าเธออยู่ที่ไหนในคืนดังกล่าวเท่านั้น เพราะเมื่อบอกว่าเข้านอนแล้ว ก็เท่ากับว่าเธออยู่ที่บ้าน ไม่ได้เดินทางไปไหนหรือแอบทำกิจกรรมอะไรอยู่ 

 

ปรากฏการณ์ #ตามหาความจริง เหตุสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ 10 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 63 มีผู้โพสต์เฟซบุ๊กและแชร์ภาพ ‘Projection Bombing’ ที่ชื่อว่า Photo Series #ตามหาความจริง ตามจุดสำคัญ เช่น วัดปทุมวนาราม กระทรวงกลาโหม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรางรถไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและทหาร เมื่อปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 10 ปี ที่ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้  

รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงกลาโหมได้สั่งการให้สืบหาผู้กระทำและวัตถุประสงค์ตั้งแต่ทราบเรื่องของคืนวันที่ 10 ก.พ. ล่าสุดวันนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการให้ศูนย์สืบสวน บช.น. เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังอ้างว่าพอมีข้อมูลแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ออกหมายเรียกบุคคลใดมาสอบปากคำ    

 

แม่ผู้ยืนหยัด #ตามหาความจริง

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา พะเยาว์ได้ร่วมทำกิจกรรมหลายอย่าง อาทิ เช่น วันที่ 24 เม.ย. 63 เธอร่วมกับพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของ “เฌอ” สมาพันธ์ ศรีเทพ เด็กหนุ่มผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 เช่นกัน ได้ไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บัญชาการทหารบก เรื่อง​ ให้ยุติการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วงวิกฤติโรคระบาด (ไวรัสโควิด-19)  เพื่อที่รัฐจะได้นำเงินดังกล่าวมาบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และแก้ไขสถานการณ์อันเป็นวิกฤตขณะนี้ให้เบาบางไป ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพก็ให้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงความจำเป็นนั้น 

วันที่ 8 พ.ค. 63 เธอเดินทางไปยื่นหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขอทราบความคืบหน้า คดีการเสียชีวิตของกมนเกด ลูกสาวของเธอ ที่วัดปทุมวนาราม จากเหตุสลายการชุมนุม เมื่อปี 2553 าง DSI แจ้งว่าเรื่องดังกล่าว ทาง DSI ได้รับไว้สืบสวนสอบสวนเป็นคดีพิเศษ และการสอบสวนเสร็จสิ้น โดยส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการศาลทหาร กรุงเทพแล้ว เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร เธอจึงให้ทาง DSI แจ้งผลกลับเป็นหนังสือให้เธอทราบภายใน 7 วัน      

เจ้าหน้าที่ DSI ยังแจ้งว่าหากต้องการให้ทางหน่วยงานตนทำอะไรเพิ่มเติม ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมมานำเสนอใหม่ เธอได้กล่าวต่อ DSI ว่าหลังจากวันที่กมนเกดเสียชีวิตแล้วหนึ่งวัน มีคนมาทุบพื้นวัดทิ้งและจัดการเอาเสาวัดที่มีรอยกระสุนออกหมดแล้ว จะให้ไปหาหลักฐานที่ไหนอีก 

เจ้าหน้าที่ DSI ยังชี้แจงเพิ่มว่า คดีที่เธอฟ้องเดิมเป็นส่วนที่ฟ้องอภิสิทธิ์กับพวก ที่เป็นพลเรือน ในศาลพลเรือน ส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารนั้นฟ้องเพิ่มเข้าไป หลังจากมีคำสั่งเรื่องสาเหตุการตายจากศาลอาญากรุงเทพใต้โดยสรุปว่า เรื่องสาเหตุการเสียชีวิตกมนเกดเนื่องมาจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม. ซึ่งวิถีกระสุนปืน ยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และบริเวณถนนพระรามที่ 1 

 

พะเยาว์นับเป็นผู้ที่ยังคงเคลื่อนไหวติดตามทวงถามความจริงในการถูกยิงเสียชีวิตของลูกสาวจากเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ในช่วง คสช. เธอเคยร่วมทำกิจกรรมแสดงละครใบ้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 61 แต่งกายด้วยเอี้ยมอาสาสมัครพยาบาล และแต่งหน้าผี เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้ลูกสาว ทำให้พะเยาว์ถูกจับกุมดำเนินคดีเรื่องการไม่แจ้งการชุมนุม ตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะมาแล้ว โดยคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับ 1,000 บาท