เมื่อวันที่ 16 ส.ค.59 ศาลจังหวัดฝางได้นัดหมายสืบพยานโจทก์และจำเลย ในคดีที่ชาวบ้านชาติพันธุ์ลาหู่จำนวน 3 คน จากหมู่บ้านห้วยนกกก ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ถูกฟ้องดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก และข้อหาร่วมกันต่อสู้ ขัดขวาง หรือทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบ โดยศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.นี้

จากกรณีเมื่อวันที่ 14 ก.ย.58 ศาลได้นัดพร้อมเพื่อฟังคำให้การในคดีความที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีแก่ชาวบ้านห้วยนกกกที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่จำนวน 3 คน โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 17 ก.ค.57 จำเลยที่ 1 คือนายประแอ๋ คีรีรัศมี ปัจจุบันอายุ 58 ปี ได้ทำการบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 68 ตารางวา ขณะที่จำเลยที่ 1 ถึง 3 ถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันต่อสู้ ขัดขวาง และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้ต่อสู้โดยใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายรายหนึ่งให้ได้รับบาดเจ็บ เพื่อไม่ให้เข้าไปทำการจับกุมได้ ขณะที่จำเลยที่ 2 และ 3 มีการใช้มีดไม้ ทำการขู่เข็ญ และมีการกระโดดถีบผู้เสียหายให้ได้รับบาดเจ็บ และจำเลยทั้งสามได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา (อ่านรายละเอียด)

แต่ก่อนการเริ่มสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลได้สอบถามคำให้การของจำเลยทั้ง 3 อีกครั้งหนึ่ง ศาลอธิบายด้วยว่าหากเริ่มทำการสืบพยานไปแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขคำให้การ หรือมีเหตุให้ลดโทษหรือรอการลงโทษได้  อีกทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกยังได้แถลงต่อศาลด้วยว่าไม่ติดใจที่จะเอาความเรื่องการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของจำเลย เนื่องจากประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันและทำงานในพื้นที่อย่างสงบ ศาลยังกล่าวในลักษณะว่าพื้นที่บุกรุกตามฟ้อง ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่จำนวนมาก ส่วนการแถลงไม่ติดใจเอาความของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็จะเป็นผลดีกับฝ่ายจำเลยด้วย

ภายหลังการอธิบายและแถลงดังกล่าว ศาลได้ให้มีการพักการพิจารณาไว้ชั่วคราว เพื่อให้ทางฝ่ายจำเลยได้พูดคุยและปรึกษากับทนายความ ต่อมา ทางจำเลยที่ 1 นายประแอ๋ คีรีรัศมี และ จำเลยที่ 2 นายวิฑูรย์ คีรีรัศมี บุตรชายของนายประแอ จึงได้แถลงต่อศาล ขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามข้อกล่าวหาตามฟ้องของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 นายจะกุย จะปะโหล ยังยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ ในวันเกิดเหตุนั้น ตนได้เปิดร้านขายของชำอยู่ในหมู่บ้านและดูแลลูกซึ่งเป็นทารกเพิ่งคลอดอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่ในเหตุการณดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลจึงสั่งให้มีการสืบพยานในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไป ในวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา และเมื่อการสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย.59 เวลา 9.00 น.

img_6171

นายประแอ๋ คีรีรัศมี จำเลยที่ 1 ในคดีนี้

คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่งคสช.ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  โดยทางฝ่ายจำเลยได้ให้ข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุ นายประแอ๋ได้เข้าไปทำสวนลิ้นจี่ในพื้นที่ไร่ซึ่งทำกินมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ระหว่างทางที่ไปตรวจสอบน้ำประปาภูเขาบริเวณแหล่งต้นน้ำซึ่งไม่ไหลในวันนั้น ได้พบเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานพร้อมอาวุธปืน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้าจับกุม ทำให้เขาตกใจกลัว พยายามส่งเสียงแจ้งคนมาช่วย แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ใช้ไม้ตีเข้าที่ศีรษะ จนศีรษะแตกและสลบไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้มีการนำตัวไปไว้ที่กระท่อมใกล้ถนน มีการนำน้ำมาราดตัว และพูดข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพว่าได้บุกรุกป่าใหม่

ขณะนั้น นายวิฑูรย์ บุตรชาย ได้เดินทางมาติดตามบิดาในที่เกิดเหตุ พบนายประแอ๋สลบอยู่ จึงพยายามขอร้องให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอม นายวิฑูรย์จึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่ผู้นำชุมชนให้มาช่วยเจรจา จากนั้นได้มีชาวบ้านห้วยนกกกหลายสิบคนเดินทางมา เพื่อพยายามนำตัวนายประแอ๋ส่งโรงพยาบาล จนนำไปสู่เหตุชุลมุนและการปะทะกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่

คดีนี้มีทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และระหว่างการสืบพยานมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้อมูลของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมสังเกตการณ์ในการพิจารณาคดีอยู่ด้วย โดยศาลมีการสอบถามผู้สังเกตการณ์ด้วยว่าเป็นใครบ้าง

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

‘ชาวบ้านลาหู่ห้วยนกกก’ขึ้นศาลคดีรุกป่า-ทำร้ายจนท. ชี้ลุงวัย 57 ถูกป่าไม้ทำร้ายก่อน