จดหมายฉบับสุดท้าย

l อนุสรณ์ ติปยานนท์ l

เขาตื่นแต่เช้าตรู่ ปฏิทินข้างหัวนอนของเขาวงรอบวันที่วันนี้ด้วยปากกาสีแดง เขาทำเช่นนี้กับวันนี้ทุกปี นับเวลาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน ห้าสิบปีไม่ใช่เวลาสั้นเหมือนดังเมื่อวานนี้ แต่ไม่ใช่เวลาเนิ่นนานราวหนึ่งร้อยปีจนคนยุคปัจจุบันจดจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่ได้

เขารู้ดีว่ามีใครหลายคนยังจำเขาได้ในฐานะผู้ติดตามชายผู้ถือได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศ ชายผู้ถือกฏหมายไว้ในมือ “ผมคือกฏหมาย” ผู้ยิ่งใหญ่ของเขาเคยกล่าวเช่นนั้นในคืนหนึ่ง “และเมื่อผมคือกฏหมาย ผมจึงคือความถูกต้อง ขอให้คุณระลึกสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลา” เขาระลึกเช่นนั้นเสมอ ระลึกเช่นนั้นจนถึงวันจากไปของท่าน

“ท่าน” เขาเรียกชายผู้นั้นว่า “ท่าน” ตลอดเวลาแห่งการรับใช้ เขาประจักษ์หลายสิ่งที่ “ท่าน” กระทำ และหลายสิ่งที่ “ท่าน” กระทำนั้น เขาได้ยินเสียงตำหนิติเตียนจนถึงขั้นก่นด่าประณามตามหลัง แต่ท่านไม่เคยใส่ใจ และด้วยเหตุนั้นเขาจึงไม่ใส่ใจด้วยเช่นกัน สำหรับท่านแล้ว ท่านอ้างว่าท่านทำเพื่อประเทศ และสำหรับเขาแล้ว เขาอ้างว่าเขาทำทุกสิ่งเพื่อ “ท่าน”

เขาทำทุกสิ่งเพื่อ “ท่าน” เพราะเขาเชื่อตาม “ท่าน” ว่าประเทศที่เขาอาศัยอยู่ต้องการบุรุษผู้เด็ดขาด บุรุษผู้ทรงอำนาจสามารถชี้เป็นชี้ตาย ส่วนคนเหล่านั้นที่บังอาจติเตียน “ท่าน” ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพวกไร้การศึกษา โง่เขลา ขี้อิจฉา และลุ่มหลงในถ้อยคำไร้สาระอย่าง “ประชาธิปไตย” อะไรนั่นเอง ดังนั้นแม้ว่า “ท่าน” จะจากเขาไปกว่าห้าสิบปี แม้ว่า “ท่าน” จะถูกคนรุ่นหลังใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นคนบ้าอำนาจ ลุ่มหลงในกามารมณ์ อุดมภรรยานานา เขากลับคิดว่า “ท่าน” มีเหตุผลเสมอมา

ประเทศกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยพิบัติเพราะพวก “คนป่า” พวกที่บอกว่าคนไม่ควรมีชนชั้น จะทำเช่นใดได้กับการคุกคามเช่นนั้นนอกจากใช้ยาแรงเพื่อกำราบพวกมัน เขาจำไม่ได้หรอกว่ากี่ครั้งกันที่เขายืนหลบอยู่ข้างหลัง “ท่าน” ในขณะที่ “ท่าน” ออกคำสั่งให้ใช้กระสุนปืนประหารชีวิตทุรชนเหล่านั้น พวกคิดแบ่งแยกประเทศ พวกก่อคดีวางเพลิงเผาเรือน พวกก่อคดีปล้นฆ่าข่มขืน สำหรับคนป่า การขึ้นศาล ได้รับการสอบสวนพยาน มีอัยการ มีทนายความแก้ต่าง กระบวนการเหล่านั้นมีประโยชน์อันใดเล่านอกจากทำให้ทุกสิ่งล่าช้าและเปลืองเปล่า และในเมื่อ “ท่าน” คือกฏหมายเสียแล้ว

ใช่ ตั้งแต่ท่านจากไป ประเทศนี้เปลืองเปล่าไปมากกับการผลัดเปลี่ยนผู้นำ โดยเฉพาะผู้นำที่เชิดชูประชาธิปไตย ผู้นำเหล่านั้นทำให้ผู้คนหลงเขลากับความเชื่อว่าระบบการเมืองแบบรัฐสภาจะพาชาติไปข้างหน้าได้ สำหรับเขาแล้วผู้นำที่แท้จริงมีเพียงผู้นำที่กล่าวถ้อยคำอมตะว่า “เชื่อผู้นำแล้วชาติจะพ้นภัย” และในวันนี้เขาจะเปิดจดหมายที่ผู้นำคนนั้นฝากฝังไว้ขึ้นอ่าน เขาจะอ่านจดหมายฉบับนั้นต่อหน้าอนุสาวรีย์ของ “ท่าน” เขาทนมีชีวิตมาเนิ่นนาน ทนความเจ็บปวดของร่างกายที่กระทำการไม่สมบูรณ์ได้หลายสิบปีเพื่อวันนี้เอง

ก่อนการจากไป “ท่าน” เรียกเขาเข้าไปหาข้างเตียง ยื่นจดหมายปิดผนึกฉบับหนึ่งให้ “ผมคงไม่รอดเสียแล้ว หมอเทวดาคนใดก็คงช่วยไม่ได้ ผมฝากฝังคุณสักเรื่อง ข้อความในจดหมายฉบับนี้จะช่วยอธิบายทุกสิ่งที่ผมกระทำ ทำไมผมต้องโหดร้าย ทำไมผมต้องถือเอาเงินทองของประเทศเป็นของตน ทำไมผมต้องมีอนุภรรยามากขนาดนั้น ข้างในจดหมายซองนี้มีคำอธิบายทั้งหมดที่คุณต้องแก้ต่างให้ผม คนที่ผมสั่งยิงเป้านั่นสมควรตายทั้งสิ้น หาดีไม่ได้เลย ในจดหมายฉบับนี้ผมจะแจกแจงอย่างละเอียดว่าพวกเขาทำอะไรบ้าง คุณช่วยเปิดมันขึ้นอ่านในวันครบรอบการจากไปของผมในอีกห้าสิบปีข้างหน้า ตอนนั้นผู้คนคงหลงลืมคุณงามความดีของผมไปหมดแล้ว ดังนั้นช่วยประกาศรวบรวมผู้คนไปที่อนุสาวรีย์ของผมและช่วยเปิดจดหมายฉบับนี้ขึ้นอ่าน คุณจงอ่านทุกถ้อยความอย่างชัดเจน ข้อความเหล่านั้นจะทำให้ทุกคนกลับมาเห็นคุณค่าของผม ผู้นำคนเดียวที่ทำให้ชาติของเราพ้นภัย”

เขารับคำ เก็บจดหมายนั้นจากมือ “ท่าน” ใส่ตู้นิรภัยที่บ้าน ร่วมงานส่งอำลาอาลัย “ท่าน” ถอยห่างจากชีวิตการเมือง รักษาและดูแลตนเองเป็นเวลาห้าสิบปี เขาเคารพรัก “ท่าน” มากเหลือเกิน มากเกินกว่าจะยอมตายโดยไม่ทำตามสิ่งสั่งเสียสุดท้ายของท่านให้สำเร็จ

หลายวันก่อน เขาลงประกาศแจ้งความตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าจะมีการเผยแพร่จดหมายฉบับสุดท้ายของท่านต่อหน้าอนุสาวรีย์ของท่าน ณ จังหวัดอันเป็นที่รักของท่าน แน่นอนข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ ก่อให้เกิดข่าวลือสารพัด ทุกห้องพักในทุกโรงแรมได้รับการจับจองล่วงหน้า เขาเดินทางมาถึงที่นี่หนึ่งวันก่อนทำภารกิจและเข้าพักในโรงแรมห้องหนึ่งเช่นกัน เขาเข้านอนแต่หัวค่ำให้ร่างกายสดชื่นและบัดนี้เขาพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่นั้น

เขาอาบน้ำ ชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดข้าราชการชุดเดิม ประดับยศที่เขาได้รับการปูนบำเหน็จจากท่าน หยิบจดหมายฉบับนั้นสอดใส่กระเป๋าเสื้อ สั่งพนักงานโรงแรมเรียกรถ เมื่อรถรับจ้างจอดสนิทบริเวณอนุสาวรีย์ เขาแลเห็นผู้คนมากมายเหลือคณานับ หากท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านคงอดปลาบปลื้มใจไม่ได้ที่มีคนคิดถึงท่านมากมายเช่นนี้ อีกไม่กี่อึดใจ พวกเขาจะซาบซึ้งใจมากยิ่งขึ้นไปอีกหลังล่วงรู้ความจริงว่าท่านทำอะไรมามากมายเหลือเกินเพื่อพวกเขาเหล่านั้น

เขาลงจากรถ เดินตัวตรงไปที่อนุสาวรีย์ เขาบังคับร่างกายให้องอาจ หันหน้าไปค้อมศรีษะให้เกียรติทุกคนที่มาร่วมงานสดุดีท่าน ก่อนเคาะไมโครโฟนที่วางอยู่เบื้องหน้าส่งสัญญาณถึงความพร้อม เสียงไมค์ดังกังวาน และแล้วเขาฉีกซองจดหมายปิดผนึกแน่นหนาฉบับนั้นออก คลี่กระดาษภายในนั้น ตั้งใจจะอ่านข้อความอันยืดยาว

แต่น่าฉงนเหลือเกิน ข้อความประกาศเกียรติคุณของท่านปรากฏต่อสายตาของเขาเพียงชั่วครู่เดียว เมื่อต้องแสงแดดยามเช้า ข้อความเหล่านั้นพลันพร่าเลือนไป ราวถูกทำลายด้วยอำนาจแห่งแสงสว่าง จนหายสูญทีละบรรทัด ทีละข้อความ เหลือเพียงข้อความสุดท้ายที่ตัวอักษรชัดเจนขึ้นทุกขณะ เขาตัวสั่นงันงก มือไม้ไม่มั่นคง ผู้คนรอบๆ จ้องมองเขาด้วยสายตาแรงกล้า ไหนล่ะจดหมายฉบับสุดท้ายกล่าวว่าเช่นไร เขาไม่มีทางหลีกเลี่ยงนอกจากอ่านข้อความที่เหลือนั้นด้วยเสียงสั่นเครือและสิ้นหวัง มันเป็นข้อความที่ชัดเจนและจะแจ้งจนเขายอมสูญสิ้นจำนน

“เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”

เขาอ่านทวนข้อความนั้นรอบแล้วรอบเล่าขณะฝูงชนบริเวณนั้นตะโกนโห่ร้องด้วยความร่าเริงยินดี

#เขียนบรรทัดจบให้เผด็จการ

____________________________________

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: ในบรรดาหลายบรรทัดของชีวิตเผด็จการ ผู้ก่ออาชญากรรมแห่งรัฐ และผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอาจเบียดเสียดด้วยเรื่องราวที่พวกเขาเป็นผู้กระทำ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือบรรทัดสุดท้ายที่เรื่องราวอาจพลิกผัน

‘จดหมายฉบับสุดท้าย’ โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ คือเรื่องสั้นหนึ่งในแคมเปญ #เขียนบรรทัดจบให้เผด็จการ ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนนักเขียนและผู้คนในสังคมร่วมจินตนาการถึงวันหนึ่งในอนาคต ที่ประเทศไทยเกิดการชำระประวัติศาสตร์โดยประชาชนและเกิดการขจัดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด/อภิสิทธิ์ปลอดความผิด (impunity) สำเร็จ และจะมีวันหนึ่งที่การนำผู้กระทำผิดมาเข้ารับการตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมอย่างซื่อตรงจะมาถึง สิ่งเหล่านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย หากแต่อาจเกิดขึ้นผ่านการทดลองจินตนาการในครั้งนี้ เพื่อที่ระหว่างรอคอยประวัติศาสตร์ทำงาน เราจะใช้จินตนาการหรือบางคนเรียกว่า ‘ความฝัน’ ล่วงหน้าเบิกทางให้เห็นภาพเป้าหมายนั้นร่วมกันไปพลางก่อน