25 มิ.ย. 63 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของนายธเนตร อนันตวงษ์ นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหา “ยุยงปลุกปุั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) จากการโพสต์และแชร์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ คสช. และกองทัพ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จำนวน 5 ข้อความ ตั้งแต่เมื่อปี 2558

คดีนี้เคยถูกพิจารณาในศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งกระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า สืบพยานไปได้เพียง 3 ปาก ทั้งจำเลยยังถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างการพิจารณา ก่อนคดีจะถูกโอนย้ายมาที่ศาลอาญาช่วงปลายปี 2562 และได้มีการนัดสืบพยานที่เหลืออยู่ต่อจนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 12-14 พ.ค. 63 จนศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้

ดูเนื้อหาของข้อความที่ธเนตรถูกกล่าวหา และประมวลการต่อสู้คดีนี้ใน

ฉันถูกขังตั้งแต่ยุคประยุทธ์1 และสู้คดีจนถึงยุคประยุทธ์2 : อ่านคำเบิกความพยานในคดีธเนตร ก่อนถึงวันพิพากษา

1,396 วันของการจองจำ: ทบทวนคดี “ธเนตร” โพสต์วิจารณ์กองทัพ-คสช. ก่อนถึงวันพิพากษา

(ภาพจาก BBC Thai)

เวลา 9.20 น. ธเนตรถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พาตัวมาถึงห้องพิจารณา โดยมีประชาชนมาให้กำลังใจประมาณ 8 คน เขาได้แสดงความขอบคุณทุกคนที่มาร่วมฟังคำพิพากษาในวันนี้

เวลา 9.28 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้เริ่มอ่านคำพิพากษา โดยพิเคราะห์ว่าพยานโจทก์ในคดีนี้ ได้แก่ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง และพล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ เบิกความว่าเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 58 พยานทำหน้าที่ติดตามหาข่าวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพบเฟซบุ๊กของจำเลย ซึ่งเป็นแนวร่วม นปช. มีการโพสต์ข้อความโจมตีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น โจมตีกองทัพเรื่องการเสียชีวิตของ “หมอหยอง” และการทุจริตในเรื่องอุทยานราชภักดิ์ ชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมลอยกระทงขับไล่เผด็จการ และชักชวนให้ใส่เสื้อสีแดงไปเที่ยวอุทยานราชภักดิ์ หากประชาชนได้เห็นข้อความดังกล่าว จะทำให้ไม่ชอบรัฐบาล นำไปสู่การขับไล่รัฐบาล และความไม่สงบขึ้น

โจทก์ยังมีพยานปาก เจษฎ์ โทณะวณิก ที่เบิกความเห็นว่าข้อความของจำเลยมีลักษณะเป็นการยุยงให้เกิดการต่อต้านอำนาจรัฐ ปลุกปั่นให้คนมารวมตัวขับไล่ คสช. ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งการชักชวนให้ใส่เสื้อสีแดงเป็นการยุยงให้ประชาชนต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสีของพระมหากษัตริย์คือสีเหลือง

ศาลพิเคราะห์ว่าจากเอกสารฝ่ายโจทก์ในชั้นสอบสวน พล.ต.วิจารณ์ จดแตง และพล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ เบิกความแต่เพียงว่าพยานได้พบข้อความที่จำเลยโพสต์ และผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้แจ้งความดำเนินคดี โดยพยานให้การถึงการที่จำเลยเดินทางไปในกิจกรรมตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยังกองพันทหารราบที่ 11 พยานได้ให้จำเลยดูเอกสารข้อความที่โพสต์ และจำเลยได้ยอมรับว่าโพสต์ข้อความดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้มีการยืนยันว่ามีประชาชนที่พบเห็นข้อความดังกล่าวของจำเลย ออกมาต่อต้าน ชุมนุม หรือทำให้เกิดลักษณะความไม่สงบขึ้นในรูปแบบใด

ส่วนพยานโจทก์ปาก เจษฎ์ โทณะวณิก ก็เบิกความเพียงแต่ให้ความเห็นต่อภาพที่จำเลยโพสต์ โดยมิได้ยืนยันว่าการกระทำของจำเลยถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร อีกทั้งความเห็นดังกล่าว วิญญูชนทั่วไปจะเห็นตามหรือไม่ก็ได้ ดังจะเห็นได้ว่าพยานโจทก์ปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลย ว่าพยานให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนไปตามภาพ แต่ความจริงจะเป็นเช่นใด พยานก็ไม่ทราบ และบุคคลอื่นก็สามารถเห็นต่างได้

ศาลวินิจฉัยว่าจากคำเบิกความของจำเลย จำเลยยังเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุม ไม่ใช่แกนนำ การโพสต์ข้อความดังกล่าวจึงมิน่าจะเป็นการชักชวนให้ประชาชนมาก่อความวุ่นวาย แต่น่าเชื่อว่ากระทำไปในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง

การที่จำเลยโพสต์เฟซบุ๊ก แม้จะมีความเห็นต่างกับฝ่ายผู้มีอำนาจในขณะนั้น แต่ก็ได้กระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ เชื่อได้ว่าความคิดเห็นของจำเลยมิได้มีเจตนาเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดเกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือทำให้เกิดการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริต พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบ ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง

หลังอ่านคำพิพากษา ธเนตรได้ก้มหน้าร้องไห้ออกมา ก่อนประชาชนที่เข้าฟังการพิจารณาจะเข้ามาร่วมแสดงความยินดี โดยเขายังต้องรอการนำตัวกลับเรือนจำ และจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพในช่วงเย็นวันนี้

ธเนตร อนันตวงษ์ หรือ “ตูน” อายุ 30 ปี เป็นคนจังหวัดอุทัยธานี เคยประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และเคยเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ช่วงนั้นเขายังถูกกล่าวหาดำเนินคดีในเรื่องการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้ธเนตรต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำราว 1 ปีเศษ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหารของ คสช. ต่อมา

ในส่วนคดีนี้นับตั้งแต่ธเนตรถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนถึงวันพิพากษานับเป็นเวลากว่า 4 ปี 6 เดือนเศษ ขณะที่เขาต้องถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วเกือบ 3 ปี 10 เดือน หรือรวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1,396 วันแล้ว โดยนับรวมคดีที่เขาถูกคุมขังจากการทำกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งธเนตรถูกศาลทหารพิพากษาจำคุก 4 เดือน การถูกคุมขังอย่างยาวนานยังทำให้ธเนตรสูญเสียพ่อไป โดยเขาไม่มีโอกาสได้ออกมาพบกับพ่อในช่วงสุดท้ายของชีวิต