ให้มันเป็นไฟที่ย้อนกลับ

l อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ l

 

ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์เขาสั้นๆ ก่อนสัญญาณเริ่มขาดหายอีกครั้ง เขาบอกว่าอยากให้ข้อมูลกับใครสักคน ก่อนความอันตรธานจะบังเกิดกับตน ก่อนถูกเพลิงลึกลับเผาลับตา และไร้พยาน

“ไม่มีใครเจออย่างผมไม่รู้หรอกว่าน่ากลัวแค่ไหน เหมือนโดนไอ้โรคจิตในหนังฮอลลีวูดต้นทุนต่ำถือมีดวิ่งไล่ตามนั่นล่ะ”

ฑัม เขาเหมือนผม คุณ และคนทั่วไปนี่ล่ะ ตื่นมาทำกิจวัตรของวัน กินกาแฟ เดินทางไปทำงาน หิว ง่วง บ่น ไถฟีดอ่านข่าวหรือความเคลื่อนไหวของสังคม สบถการเมืองเป็นครั้งคราว ดื่มกับเพื่อน โพสต์เฟสบุ๊ก หย่อนคำลงในทวิตเตอร์ และคิดถึงใครสักคน แต่แล้ววันหนึ่งเขาพบว่ามีพลังงานบางอย่างล้อมตัวบ้าน ปรากฏคลื่นเสียงหวี่แต่มีแทรกเสียงจี่ของกลไก ความเป็นแมชชีน คล้ายแมลงวันไซเบอร์ที่บินห้อทั้งวันคืน แรกๆ เขาคิดว่าไฟฟ้าลัดวงจร แต่เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติจึงดำเนินชีวิตต่ออย่างอิสระ ออกจากบ้าน พบปะผู้คน กระทั่งพลังงานนั้นเริ่มแปรเป็นลูกไฟ จากวงเล็กแล้วชัดขึ้น ก่อนก่อตัวเป็นกองเพลิงล้อมบ้าน ไม่มีใครเห็นเหมือนเขา คนต่างบอกว่าเขาบ้า ถ้าไม่เป็นเพราะโดนเพลิงลวกจนเป็นแผลพุพองอย่างหาสาเหตุไม่ได้ระหว่างก้าวออกจากบ้าน ฑัมคงสงสัยในตัวเอง เขาส่งรูปให้ผมดูทางกล่องข้อความ

“ใครทำอย่างงี้”

“คนที่เราทำอะไรเขาไม่ได้น่ะพี่ พูดความจริงไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้”

แรกๆ กองเพลิงนั้นยังมีช่องว่างให้พอลอดตัวออกไปได้ สัญญาณการเชื่อมต่อกับโลกยังไม่ถูกตัดหาย มีการพูดคุยเรื่องนี้อยู่บ้างในกลุ่มลับเฉพาะซึ่งไม่ได้รับความสนใจ เพราะประเด็นนี้ดูไร้สาระและเบาหวิวเต็มที สิ่งที่เชื่อมโยงคนกลุ่มนี้คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง มากบ้างน้อยบ้าง แรกๆ เรื่องนี้ได้รับความสนใจ แต่สุดท้ายเงียบหายเพราะไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้ มีข้อสังเกตว่าวงล้อมเพลิงของแต่ละบ้าน แต่ละคน มีขนาดไม่เท่ากัน ถามว่าพวกเขาหนีได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ อาศัยที่ไหน สิ่งนั้นจะตามไป ซ้ำร้ายมีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เห็น เรื่องของชายคนหนึ่งผู้พบว่าไฟได้เริ่มลุกลามเข้ามาในบ้าน ก่อนโหมท่วมตามโต๊ะ ตู้ ไหลบ่าเข้ามาในห้องนอนก่อนทุกอย่างลับหายและไม่มีใครติดต่อได้อีกช่างน่าขนลุก ฑัมเล่าให้ผมฟังเสียงสั่น เขากลัวว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดกับตัวเอง

“เราอยู่ในประเทศแบบไหนวะพี่ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ยอมพูดถึง ทำเป็นไม่รู้เรื่อง หรือว่าแม่งไม่รู้เรื่องจริงๆ วันก่อนมีสำนักข่าวทำสำรวจประเทศที่ไม่รู้เรื่องราวมากที่สุดในโลก ไทยเราติดด้วยว่ะพี่ แม่งไม่อายบ้างรึไงวะ เขากำลังด่ามึงว่าโง่น่ะ”

“หลายคนคงรู้สึกแหละวะ แต่พูดไปก็เท่านั้น สุดท้ายทำอะไรไม่ได้เพราะกลัวตาย หาย ถูกอุ้ม ที่น่ากลัวคือไอ้คนทำมันไม่คิดว่าสิ่งนั้นผิด แต่เป็นแค่การจัดการบางอย่างในแบบที่คุ้นเคยเพราะเป็นระบบสืบต่อกันมา”

“นี่มันผีกระสือหรือเปล่าพี่ ถ้าอย่างนั้นคนไทยแม่งก็ไม่เป็นไทจริงเลยนี่หว่าพี่ โคตรย้อนแย้งเลย ประเทศอื่นเขาไปกันถึงไหนแล้ว เรายังเน่ากันอยู่ในระบอบเผด็จการอยู่เลย ถ้ารวมตัวกันนะ…”

ผมได้ยินเสียงจี่จากปลายสาย ตามด้วยคลื่นสัญญาณขาดหายเป็นห้วง เขาพยายามตะโกนอะไรบางอย่างกลางเสียงแทรกอู้อี้ ผมพยายามเรียกชื่อฑัมอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายทุกอย่างเงียบไป ก่อนติดต่อไม่ได้อีก เครื่องหมายแจ้งเตือนสถานะออนไลน์ยังทำงานปกติ แต่สองสามวันต่อมาก็ดับไป แน่นอน ผมสงสัย และพยายามตามหากลุ่มลับที่เขาเคยพูดถึงจนเจอ เฝ้าสังเกตเรื่องราวและพบว่าในกลุ่มนี้มีคนเข้าใหม่อยู่เรื่อย บางคนอยู่ดีๆ เงียบหายไปเอง ไม่มีใครตามเจอ

ผมสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเราหลายคนยินยอมให้เกิดเพลิงนั้นได้ เราควรระงับมันได้ตั้งแต่ยังเป็นเสียงหวี่อยู่ไม่ใช่หรือ การไม่เจอกับตัวเองคงไม่รู้ว่าน่ากลัวแค่ไหน เป็นคำพูดที่เราควรสำเหนียก ไม่ว่าอยู่ใต้แสงแดดแผดเผาหรือความสงบเหงาแห่งค่ำคืน ฑัมและใครอีกหลายคนต้องนั่งคู้ตัวอยู่ในความมืดของบ้าน กลางวงล้อของเพลิงที่ลามเลียคืบใกล้ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวก็เป็นอิสระแล้ว เพลิงคงมอดไม่ช้า แต่เมื่อไรล่ะ เราจะมีอิสระจริงๆ หรือ?

“สุดท้ายแล้วเราจะเหลืออะไรวะพี่ถ้าประเทศชาติมันยังเป็นอย่างงี้”

คำพูดหนึ่งของฑัมยังแว่วอยู่ วันนั้นผมไม่ได้ตอบไป แต่สงสัยเหมือนเขาว่าสุดท้ายเราจะยอมให้เป็นแบบนี้จริงๆ เหรอ แม้กระทั่งเราตายไปแล้ว ลูกหลานที่ยังอยู่ต้องเจอสภาพสังคมแบบนี้โดยที่เลือกไม่ได้ใช่ไหม ทำไม?

วันนี้ผมอาจยังไม่ได้ยินเสียงหวี่ของแมลงวันไซเบอร์ หรือบางทีพลังงานนั่นอาจเริ่มก่อคลื่นอ่อนๆ แล้ว ผมเชื่อว่าเราทุกคนควรทำให้มันเป็นไฟที่ไหม้ย้อนกลับไปยังผู้สร้างวงล้อเพลิง สุดท้ายแล้วเขาย่อมพลาดและทำไฟเผาเรือนตัวเอง

เพราะการมีเชื้อไฟที่มากเกินจำเป็นนี่ล่ะ

#เขียนบรรทัดจบให้เผด็จการ

____________________________________

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: ในบรรดาหลายบรรทัดของชีวิตเผด็จการ ผู้ก่ออาชญากรรมแห่งรัฐ และผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอาจเบียดเสียดด้วยเรื่องราวที่พวกเขาเป็นผู้กระทำ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือบรรทัดสุดท้ายที่เรื่องราวอาจพลิกผัน

‘ให้มันเป็นไฟที่ย้อนกลับ’ โดย อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ คือเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในแคมเปญ #เขียนบรรทัดจบให้เผด็จการ ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนนักเขียนและผู้คนในสังคมร่วมจินตนาการถึงวันหนึ่งในอนาคต ที่ประเทศไทยเกิดการชำระประวัติศาสตร์โดยประชาชนและเกิดการขจัดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด/อภิสิทธิ์ปลอดความผิด (impunity) สำเร็จ และจะมีวันหนึ่งที่การนำผู้กระทำผิดมาเข้ารับการตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมอย่างซื่อตรงจะมาถึง สิ่งเหล่านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย หากแต่อาจเกิดขึ้นผ่านการทดลองจินตนาการในครั้งนี้ เพื่อที่ระหว่างรอคอยประวัติศาสตร์ทำงาน เราจะใช้จินตนาการหรือบางคนเรียกว่า ‘ความฝัน’ ล่วงหน้าเบิกทางให้เห็นภาพเป้าหมายนั้นร่วมกันไปพลางก่อน