กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ยื่นร้องเรียนกฎเรื่องทรงผม ก่อนเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง

10 ก.ค. 63 เวลา 15.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ ตัวแทนนักเรียนจากกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท 8 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ยกเลิกกฎระเบียบของกระทรวงที่จำกัดเรื่องทรงผมนักเรียน ต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อมร่วมลงลายมือชื่อในหนังสือร้องเรียน 58 คนจากทั่วประเทศ

(ภาพการยื่นหนังสือ จาก กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท)

ทางตัวแทนกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์ ก่อนยื่นหนังสือร้องเรียนโดยมีใจความว่า

“กฎทรงผม ไม่เพียงแต่ลิดรอน สิทธิบนร่างกายของเราเท่านั้น หากยังแต่อำนวยความสะดวกให้บุคคลากรทางการศึกษาบางคนได้ใช้กฎนี้เป็นข้ออ้าง เพื่อละเมิดสิทธิอื่นของเราอีกด้วย กฎทรงผมไม่เคยการันตี ความสำเร็จทางการศึกษา ไม่มีใครเคยบอกว่านักเรียนตัดผมสั้นแล้วจะเรียนดี ไม่มีใครบอกได้ว่านักเรียนไว้ผมยาวแล้วจะเป็นคนชั่ว และนี่ไม่ใช่การได้คืบจะเอาศอก เรารู้ดีว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้ไว้ผมยาวได้แล้ว แต่กฎกระทรวงนั้นยังคงกำกวมในความหมาย โรงเรียนยังมีอำนาจและสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ หากมีกรณีที่ว่าโรงเรียนจะออกกฎใหม่ให้ไว้ผมสั้นอย่างเดียวแล้วอ้างว่าเป็นการตีความที่ไม่ขัดกับกฎกระทรวงก็ย่อมได้”

(ภาพการยื่นหนังสือ จาก กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท)

ในวันนี้ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและคณะ ได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนของทางกลุ่ม หลังยื่นหนังสือเสร็จสิ้น น.ส.พิมพ์มาดา แก้วกสิ ประธานกลุ่มการศึกษาเพื่อความเปนไท ผู้เป็นตัวแทนยื่นหนังสือ กล่าวกับสื่อมวลชน ว่า

“การยื่นหนังสือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกระบวนการแสดงตัวเป็นผู้เสียหายจากกฎกระทรวงที่เกิดขึ้น อาจจะมีคนถูกตัดผม กร้อนผม หรือถูกละเมิดสิทธิ์ใดๆก็ตาม จากกฎที่เกิดขึ้นนี้ และเราเป็นผู้เสียหาย หากกฎกระทรวงยังไม่เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก เราจะนำรายชื่อผู้เสียหายตรงนี้ ไปฟ้องต่อศาลปกครองต่อไปในปลายเดือนนี้” 

สำหรับความเคลื่อนไหวภายหลังจากนี้ ตัวแทนนักเรียนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนกฎกระทรวงศึกษาธิการเรื่องทรงผมนักเรียนต่อไป โดยมีกำหนดการยื่นฟ้องในช่วงวันที่ 30 ก.ค. 63 นี้

———————————————

เนื้อหาหนังสือที่กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทยื่นร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการนั้น ระบุว่าตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎสองฉบับ ได้แก่

  1. กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 6 มกราคม 2518 กำหนดและควบคุมการแต่งกายที่เหมาะสมของนักเรียน โดยห้ามมิให้นักเรียนชายตัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้างและด้านหลังยาวเลยตีนผมหรือไว้หนวด ไว้เครา ห้ามนักเรียนหญิงตัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ แต่หากโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ยาวเกินกว่านั้นก็ให้รวบให้เรียบร้อย และห้ามนักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวย
  2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมนักเรียน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563 เพื่อกำหนดการไว้ทรงผมของนักเรียนทั้งชายและหญิง โดยใช้ความเหมาะสมและความเรียบร้อย เป็นบรรทัดฐานให้แต่ละโรงเรียนออกกฎเฉพาะเจาะจงเป็นของตนเอง

ปรากฏว่าการออกกฎทั้งสองฉบับดังกล่าวได้เป็นฐานทางอำนาจให้กับอาจารย์และผู้บริหารของโรงเรียนต่าง ๆ ดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้เกิดการใช้อำนาจเข้ามาควบคุมและจำกัดการไว้ทรงผม ซึ่งเส้นผมเป็นอวัยวะชนิดหนึ่งในร่างกายของข้าพเจ้าที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในร่างกายอย่างสัมบูรณ์ที่จะตัดสินใจเลือกหรือกำหนดว่าจะไว้ทรงผมเช่นไร เพื่อให้สอดคล้องกับบุคลิกภาพและเพศสภาพ

กฎทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีเนื้อหาซึ่งละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะได้ทำลายอิสระในการเลือกและควบคุมร่างกายตัวเองลง แล้วให้ผู้อื่นเข้ามาแทรกแซงกำหนดและควบคุมร่างกายของข้าพเจ้าแทน จึงเป็นกฎที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 26 และมาตรา 28

นักเรียนซึ่งได้รับผลกระทบจากกฎทั้งสองฉบับ จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำรงอยู่ของกฎทั้งสองฉบับดังกล่าวในระบบกฎหมาย และดำเนินการยกเลิกกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมนักเรียน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

 


อ่านคำอภิปรายของนักเรียนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท
เปิดคำอภิปรายนอกสภา กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท “หัวเกรียนเป็นผลพวงรัฐประหาร”