จาก “ราชดำเนินเป็นของเราแล้ว” ถึงนาทียุติการชุมนุม “เพื่อความปลอดภัย” ของเยาวชนปลดแอก

18 ก.ค. 63 กลุ่มนักศึกษาและประชาชน ซึ่งรวมตัวประท้วงขับไล่รัฐบาลที่ถนนราชดำเนิน ในนาม “เยาวชนปลดแอก” เป็นกลุ่มที่หลายฝ่ายประเมินว่ารัฐน่าจะเข้าสลายการชุมนุมได้โดยง่ายตั้งแต่ต้น ทว่ากลับขยายกลายเป็นการประกาศการชุมนุมปักหลักค้างคืน ตลอดทั้งวันมีเหตุการณ์สกัดกั้นทั้งด้วยกำลังและกฎหมายจากเจ้าหน้าที่และการโต้กลับของมวลชนเกิดขึ้นเปลี่ยนดุลของการชุมนุมเป็นระยะ ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมสถานการณ์เหล่านี้ไว้ นับตั้งแต่ก่อนการประกาศว่า “ราชดำเนินเป็นของเราแล้ว” จนถึงนาทีที่กลุ่มนักศึกษาประกาศยุติการชุมนุม “เพื่อความปลอดภัย” ดังนี้

 

“ขอพื้นที่จัดดอกไม้” และการกีดกั้นตั้งแต่เริ่มต้น

ก่อนวันที่ 18 ก.ค. 63 กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free YOUTH) และสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ได้ประกาศรวมตัวจัดกิจกรรม “เราไม่ทนอีกต่อไป” เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อต่อรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นคือ 1.ประกาศยุบสภา 2.หยุดคุกคามประชาชน 3.เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยกำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในช่วงเย็นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นเช้าวันที่ 18 ก.ค. แฮชแท็ก #เยาวชนปลดแอก ขึ้นครองเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ พร้อมกระแสความสนใจจากสังคม 14.15 น.  บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สถานที่จัดกิจกรรม ได้ปรากฎรั้วเหล็กล้อมรอบอนุสาวรีย์ และ จนท.กทม. ได้นำต้นไม้มาตกแต่งฐานอนุสาวรีย์จนเต็มพื้นที่ จากนั้น จนท.ได้ขยายขอบเขตของรั้วเหล็กออกไปเรื่อยๆ เพื่อปิดกั้นไม่ให้ผู้ประชาชนเข้าใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ จนรั้วเหล็กขยายไปถึงบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาและสี่แยกคอกวัว อีกทั้งปรากฎการนำรถเครื่องขยายเสียงเข้ามาประชิดกับกลุ่มผู้ชุมนุม และเปิดเครื่องเสียงแทรกตลอดกิจกรรม ทว่าประชาชนได้ผลักดัน จนท.ออกไปได้สำเร็จ แต่ จนท. ยังพยายามห้ามประชาชนไม่ให้นำเครื่องเสียงเข้ามาเพิ่ม 17.40 น. จนท.เจรจากับ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล โฆษก สนท. เพื่อขอคืนพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมา “จัดดอกไม้” ทว่าปนัสยาไม่ยินยอม

 

เกณฑ์ จนท. สกัดการชุมนุมเต็มอัตรา

นอกจาก จนท.กทม. ที่มา “จัดต้นไม้” ในช่วงบ่าย และปรากฎตัวอีกครั้งช่วง 20.00 น. เพื่อนำเครื่องวัดระดับเสียงมาวัดที่ด้านหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ตั้งแต่ 15.35 น.​ เป็นต้นมาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้คลาคล่ำด้วย จนท.ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบซึ่งทยอยเสริมกำลังเข้าสู่พื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยปรากฎต้นสังกัดจากหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจจาก สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจสืบสวนนครบาล กลุ่มชายผมเกรียนสวมเสื้อโปโลสีเหลืองมีข้อความ “COMMANDO” และในช่วง 18.20 น. พบการเคลื่อนไหวของ จนท.ตำรวจควบคุมฝูงชนและปราบจลาจล ซึ่งสัมพันธ์กับเวลา 18.50 น. ซึ่งปรากฎรถฉีดน้ำควบคุมฝูงชนจอดใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.จราจรฯ พ.ร.บ.การรักษาความสะอาดฯ ม.116 สารพัดกฎหมายถูกหยิบยกมาปิดกั้นการชุมนุม

นอกจากการตรึงกำลัง กฎหมายหลายฉบับยังได้รับการกล่าวอ้างเพื่อยับยั้งการชุมนุมในครั้งนี้ ในช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีความเป็นห่วงเป็นใยกลุ่มบุคคลและเยาวชนที่จะออกมาแสดงความเคลื่อนไหวในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่อยู่ภายใต้การประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งสิ่งที่นักศึกษาทำอาจถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้ 16.40 น. หลังผู้ชุมนุมนำโต๊ะลงมาตั้งบริเวณถนนเพื่อทำกิจกรรม พ.ต.อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผกก.สน. สำราญราษฎร์ ได้อ่านข้อกฎหมายผ่านเครื่องขยายเสียง แจ้งถึงสถานการณ์โควิดที่กำลังแพร่ระบาด ขอให้เว้นระยะห่างทางกายภาพ ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท รวมถึงอ่านข้อกฎหมายอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.การจราจรฯ และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ 16.32 น. พริษฐ์ ชีวารักษ์ ปราศรัยว่ามีเจ้าหน้าที่พูดว่าการจัดงานในวันนี้อาจทำให้ต้องคดีตามกฎหมายอาญา ม. 116  หรือคดียุยงปลุกปั่น  17.00 น. ตำรวจ​ประกาศเตือนผู้ชุมนุม​ว่าระวังว่าการกระทำในวันนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา

 

การยืนหยัดและผลักดันจากประชาชนที่แข็งแรง

แม้จะมีการวางกำลังหนาแน่นจาก จนท. และการสกัดกั้นหลายวิธีการ แต่ด้วยปริมาณประชาชนที่เข้าสู่พื้นที่จำนวนมาก (อ้างอิงข้อมูลจากการปราศรัยของแกนนำนักศึกษาคนหนึ่ง กล่าวเมื่อช่วงเย็นว่า จากการคำนวณของแอปพลิเคชัน คาดมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 2,367 คน ขณะ จนท.ตำรวจประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุม 500 คน) จำนวนผู้คนนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตั้งเวทีปราศรัยและการชุมนุมดำเนินต่อไปได้ โดยตั้งแต่ช่วง 16.20 น. เป็นต้นมา เริ่มเกิดการผลักดันระหว่างประชาชนกับ จนท.ตำรวจอย่างเข้มข้น 17.00 น. เป็นต้นมาประชาชนช่วยกันผลักดัน จนท. และรั้วเหล็กหลายจุดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขยายพื้นที่การชุมนุมออกไปให้กว้างขึ้น 17.08 น.  ประชาชนเข้าล้อมรถกระจายเสียงตำรวจเพื่อเรียกร้องให้ปิดเครื่องเสียง จนตำรวจต้องปิดเครื่องเสียงลง  โดยประชาชนต่างส่งเสียงตะโกนโห่ร้อง “ออกไปๆ” ตลอดเวลา บางส่วนยืนชู 3 นิ้ว หน้าแถวของเจ้าหน้าที่ และเข้าไปต่อว่า จนท. โดยตรง 18.20 น. บริเวณแยกคอกวัว กลุ่ม สนท. นำมามวลชนมาขยายพื้นที่ชุมนุมถึงสี่แยกคอกวัว พร้อมขอให้ประชาชนนำรถมาจอดเป็นแนวป้องกันและยืนตั้งแถว

สามข้อเรียกร้องหลักกับเส้นตาย 2 สัปดาห์

17.30 น. ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการกลุ่มเยาวชน ปลดแอก (Free Youth) ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที ย้ำเตือน 3 ข้อเรียกร้อง นั่นคือ  1. ประกาศยุบสภา 2. หยุดคุกคามประชาชน 3. เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการชุมนุมในครั้งนี้  และในเวลา 20.50 น. กลุ่มเยาวชนปลดแอกได้ย้ำเตือนข้อเรียกร้องทั้งสามอีกครั้ง แล้วประกาศว่าจะให้เวลารัฐบาล 2 สัปดาห์เพื่อดำเนินการตามข้อเรียกร้องนี้ หากไม่มีความคืบหน้าจะ “ยกระดับ” การเคลื่อนไหวต่อไป

 

เราหมดศรัทธาในการอุ้มหายและสารพัดเสียงสะท้อนในการชุมนุม

นอกจากสามข้อเรียกร้องข้างต้น ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังรวมจุดยืน เสียงสะท้อน และความคับข้องใจหลายด้านของประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสะท้อนผ่าน “ป้าย” ที่ผู้ชุมนุมสร้างสรรค์ขึ้นเองจำนวนมาก เช่น  “การ์ดตกเพราะ V.I.P”  “#Free Tiwakorn เสรีภาพความคิด ปล่อยตัวทิวากร” “เราหมดศรัทธา” “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”  “คณะราษฎรยังไม่ตาย” ฯลฯ และในเวลา 19.33 น. ภาพของเหล่าบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายถูกนำมาจัดวางบนพื้นถนนเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากทางรัฐบาล

 

ผู้ร่วมปราศรัยที่ถูกติดตาม

16.38 น. เป็นช่วงเริ่มต้นเปิดเวทีให้ผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมชุมนุมสามารถขึ้นปราศรัยได้ จากนั้นเริ่มมีผู้ทยอยขึ้นปราศรัยไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินวง Rap Against Dictatorship, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ และ พริษฐ์ ชีวารักษ์ จาก สนท., ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี จากกลุ่มเยาวชนปลดแอก, ภานุพงศ์ จาดนอก แกนนำกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย, อานนท์ นำภา ทนายความ, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) และตัวแทนนักศึกษาจากหลายสถาบัน ตัวแทนจากภาคประชาสังคมที่ทยอยขึ้นปราศรัยไม่ขาดสาย นอกจากเวทีหลักบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยังมีเวทีย่อยบริเวณสี่แยกคอกวัวซึ่งมีผู้ผัดเปลี่ยนปราศรัยเช่นกัน ก่อนเวทีนี้จะยุติไปในช่วงดึก โดยขณะในช่วงผู้ปราศรัยบางรายแยกตัวออกมาให้สัมภาษณ์สื่อปรากฎ มี จนท. ติดตามประชิดตัว

 

ตำรวจคลาคล่ำในโรงเรียนสตรีวิทยา

17.55 น.  ขณะ อานนท์ นำภา กำลังปราศรัยอยู่ได้กล่าวแก่ผู้ชุมนุมว่า มีคนกระซิบเขาว่า มีตำรวจอยู่บนอาคารเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา ขอให้ตำรวจรายนั้นลงมา แกนนำการชุมนุมอีกคนหนึ่งประกาศอีกครั้งว่า ยังเห็นว่าตำรวจรายนั้นอยู่บนชั้นสามของอาคารเรียน หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้จับตาการเข้าออกโรงเรียนสตรีวิทยาไว้ตลอดเวลาและพบการเคลื่อนไหวดังนี้ 18.03 น. พบตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบเดินออกมาจากโรงเรียน 18.07 น. ตำรวจในเครื่องแบบไม่แน่ชัดว่าเป็นชุดเดียวกันหรือไม่เดินกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง 18.27 น. จนท. ตำรวจชุดปราบจราจลไม่น้อยกว่า 20 นายเดินเข้าไปในโรงเรียน 18.39 น. พบจนท. ตำรวจทั้งในเครื่องแบบและบุคคลที่คาดว่าเป็น จนท. นอกเครื่องแบบเข้าไปในโรงเรียน

 

รุกสี่แยกคอกวัว ประกาศ “ราชดำเนินเป็นของเราแล้ว” และการประกาศปักหลักค้างคืน

18.25 น. หลังนำมวลชนมาขยายพื้นที่การชุมนุมถึงบริเวณสี่แยกคอกวัวได้สำเร็จ พริษฐ์ ชีวารักษ์จาก (เพนกวิน) จาก สนท. ได้ประกาศว่า “ราชดำเนินเป็นของเราแล้ว” และเวลาประมาณ 21.30 น. กลุ่มเยาวชนปลดแอกประกาศจะชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนถึง 8.00 น. ของวันที่ 19 ก.ค.

 

ความ “ไม่น่าไว้วางใจ” ช่วงกลางคืนและการประกาศยุติการชุมนุม

ในช่วงค่ำ ประชาชนผลัดใหม่เริ่มเดินทางมาสมทบบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังน่าเคลือบแคลงเรื่องความปลอดภัย โดยมีรถเครื่องเสียงของผู้ชุมนุมคันหนึ่งถูก จนท. ยึดไป จากนั้นผู้ชุมนุมได้ขนเครื่องเสียงเข้ามาเพิ่มแต่ทำให้การปราศรัยขาดรถ 19.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการ ชู 3 นิ้วและฉายไฟใส่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 21.10 น. ปิยรัฐ จงเทพ (โตโต้) อาสาไปเอาเครื่องเสียงคืนจาก สน.ชนะสงคราม โดยมีอาสาสมัครกว่า 20 คน ร่วมเดินทางไปด้วย

21.24 น. เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น เมื่อ จนท. นอกเครื่องแบบพยายามเข้าควบคุมตัวเยาวชนผู้ชูแผ่นป้ายข้อความสุ่มเสี่ยง จากบริเวณใกล้ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ไปเต็นท์บัญชาการใกล้เวที แต่ผู้ชุมนุมโดยรอบเข้าป้องกันเยาวชนคนดังกล่าวออกมาได้สำเร็จ จนสถานการณ์ชุมนุมกลับมาสงบอีกครั้ง 22.00 น. กลุ่มของปิยรัฐ พบรถเครื่องเสียงที่ สน.ตลิ่งชัน โดยคนขับรถแจ้งว่า ตร.จะคืนรถให้โดยไม่แจ้งข้อหาใด แต่ ตร.อ้างห้ามนำรถกลับเข้าพื้นที่ชุมนุมเพราะผิดกฎหมาย

ราว 23.35 น. เริ่มพบรถตู้ตำรวจไม่ต่ำกว่า 20 คัน เข้าสู่พื้นที่และจอดอยู่รายรอบบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมการแพร่สะพัดของกระแสข่าวเรื่องการสลายการชุมนุมภายในคืนนี้ ตามมาด้วยการประกาศพักเวทีชั่วคราว จนกระทั่งราว 24.05 น. ตัวแทนกลุ่มเยาวชนปลดแอกและสนท. ประกาศยกเลิกการปักหลักค้างคืน โดยประกาศจบกิจกรรม “เพื่อความปลอดภัย” กล่าวขอบคุณและให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายกลับบ้าน แต่ได้ย้ำเตือนว่ายังคงให้เวลารัฐบาล 2 สัปดาห์ สำหรับปฏิบัติตาม 3 ข้อเรียกร้องนั่นคือ 1.ประกาศยุบสภา 2.หยุดคุกคามประชาชน 3.เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ