แนวโน้มการคุกคามของรัฐ มิ.ย.-ก.ค.63 พบใช้ กม.เกินกว่าเหตุจำเป็นและใช้มาตรการนอก กม.เพิ่มขึ้น

การคุกคามผู้แสดงความคิดเห็นต่างจากรัฐบาลเกิดถี่ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ในช่วง 1-2 เดือน ที่ผ่านมานี้ และยังเป็นไปอย่างเข้มข้น สังเกตได้จากจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เข้าสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมมากขึ้น การใช้กลวิธีติดตามหลากหลายรูปแบบขึ้น

เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มีกิจกรรมเรียกร้องความยุติธรรมจำนวนมากและกระจายตัวทั่วประเทศ เช่น กิจกรรมเรียกร้องความยุติธรรมให้ ‘วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์’ และผู้ถูกอุ้มหายรายอื่นที่หน้าสถานทูตกัมพูชา กิจกรรมผูกโบว์ขาวทวงความยุติธรรม กิจกรรม ‘ลบไม่ได้ ลืมไม่ลง’ เพื่อรำลึกการอภิวัฒน์สยามหรือการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยปี พ.ศ. 2475 การมีวาระสำคัญเช่นนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการเชิงรุก เร่งติดตาม สืบสวน และสอบสวนผู้จัดกิจกรรมและประชาชนรายรอบอย่างใกล้ชิด โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ประมวลภาพรวมการคุกคามที่มีแนวโน้มจะใช้มาตรการนอกกฎหมายหรือมาตรการที่เกินกว่าเหตุจำเป็นมากขึ้น ดังนี้

การใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุจำเป็น ต้าน #Saveวันเฉลิม และ #24มิถุนายน

ภาพกลุ่ม People Go เรียกร้องให้ยกเลิกการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 63

เมื่อพูดถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยเห็นได้จากหลายกรณี เช่น เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้วันเฉลิมที่หน้าสถานทูตกัมพูชาโดยแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 1) ข้อที่ 5 “ร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” ร่วมกับ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

>>ตร.ออกหมายเรียก สมาชิกสนท.จากกิจกรรม “ทวงความเป็นธรรมให้วันเฉลิม” อ้างผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 

>> อีก 4 ผู้ต้องหาพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หน้าสถานทูตกัมพูชาเข้ารับทราบข้อหา พร้อมขบวนร้องยกเลิกพ.ร.ก.

>>“โชติศักดิ์และสมยศ” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร้องขอความเป็นธรรมให้วันเฉลิมหน้าสถานทูตกัมพูชา

อีกกรณีหนึ่งคือการดำเนินข้อหากับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (Democracy Restoration Group : DRG) ผู้จัดกิจกรรม ‘ลบยังไงก็ไม่ลืม’ เวลาเช้ามืดของวันที่ 24 มิ.ย. หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และผู้จัดกิจกรรม ‘อ่านประกาศคณะราษฎรอีกครั้ง ให้รู้กันไปเลยว่าใครเป็นเจ้าของประเทศ’ ช่วงเย็นที่สกายวอล์ค แยกปทุมวัน  โดยกลุ่มแรกถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ  พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 35  ส่วนกลุ่มที่สองได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ในวันที่ 17 ก.ค.

>> 88 ปี 24 มิ.ย.: ‘วันประวัติศาสตร์ชาติ’ที่ถูกห้ามรำลึกถึง กิจกรรม 21 จุดถูกปิดกั้นคุกคามทั่วไทย

ปัจจุบันการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เปิดช่องให้ตีความกฎหมายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อ 5 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” ทำให้มีการดำเนินคดีกับผู้ทำกิจกรรม ที่ไม่จำกัดแค่กิจกรรมทางการเมือง ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ อีกทั้งภาคประชาชน แสดงความไม่เห็นด้วย และยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อยุติการต่ออายุ พ.ร.กก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งต้องรอฟังคำพิพากษา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นี้

>>เปิดคำสั่ง ไม่คุ้มครองการชุมนุม “บำนาญถ้วนหน้า” ชี้จำเป็นน้อยกว่าการป้องกันโควิด

เจ้าหน้าที่ควานหาแท็กซี่ที่รับ ‘โตโต้’ หลังกิจกรรม 24 มิ.ย.

ภาพหนึ่งในชายลึกลับโบกมือไล่แท็กซี่ จากเพจ โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep

รุ่งสางของวันที่ 24 มิ.ย. 63 หลังจบกิจกรรม ‘ลบยังไงก็ไม่ลืม’ รำลึกวันครบรอบ 88 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่อนุสาวรีย์ชัยประชาธิปไตย ‘ปิยรัฐ จงเทพ’ (โตโต้)  นักกิจกรรมและอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าล้อมระยะประชิด และอ้างว่า “นายอยากคุยด้วย” แต่สื่อมวลชนและประชาชนได้กันตำรวจออกไป จนปิยรัฐเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ภายหลังปิยรัฐได้รับหมายจับ ซึ่งระบุข้อกล่าวหาว่า “เป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะ โดยไม่แจ้งให้ผู้รับแจ้งทราบก่อนเริ่มการชุมนุม” ตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่จ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 1 ม.ค. หรือตั้งแต่ช่วงต้นปี

เบื้องหน้าอาจเห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งพยายามเข้าล้อมปิยรัฐและเป็นจังหวะที่ดีที่สื่อมวลชนกับประชาชนเข้าไปช่วยล้อมไม่ให้ตำรวจจับกุมได้ ทว่าสถานการณ์เบื้องหลังจากคำบอกเล่าของนักกิจกรรมรายหนึ่งที่ร่วมจัดกิจกรมและอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ระบุว่าภายหลังกิจกรรมเสร็จสิ้นมีเจ้าหน้าที่ตามถ่ายรูปรถแท็กซี่ ที่รับผู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาหาคนขับแท็กซี่คันที่ตนนั่งอยู่ ทั้งๆ ที่คนขับเองไม่เคยมีเบอร์ของเจ้าหน้าที่มาก่อน และไม่เคยติดต่อกัน จากนั้นจึงสอบถามคนขับว่า ได้รับผู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือไม่และกำลังขับไปที่ไหน และแจ้งว่าต้องสอบถามเนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตามหาผู้ชายคนหนึ่ง พร้อมบอกรูปพรรณสันฐานของปิยรัฐ

>> ตร.ปล่อย “โตโต้” ไม่ต้องประกัน นัดส่งอัยการ 2 ก.ค. ยังข้องใจใครคือ “กลุ่มคนนิรนาม”

เจ้าหน้าที่ตามติดนักศึกษาหลังอ่านประกาศคณะราษฎร 24 มิ.ย.

ภาพเจ้าหน้าที่ในงาน “อ่านประกาศคณะราษฎรอีกครั้ง ให้รู้กันไปเลยว่าใครเป็นเจ้าของประเทศ”

ช่วงเย็นของวันที่ 24 มิ.ย. สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และเครือข่ายได้จัดกิจกรรมการอ่านประกาศคณะราษฎรฯ บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบที่เฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด ‘พริษฐ์ ชิวารักษ์’  และ ‘ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล’ จาก สนท. เล่าว่าถูกติดตามทั้งก่อนและหลังทำกิจกรรมวันที่ 24 มิ.ย.

พริษฐ์กล่าวว่าช่วงก่อนทำกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้านบ่อยครั้ง และยิ่งโดนจับตามองมากขึ้นหลังจัดกิจกรรมเรียกร้องความยุติธรรมให้วันเฉลิม 22 มิ.ย. พริษฐ์ได้รับเชิญจากเจ้าหน้าที่ไม่ทราบยศและชื่อให้ไปรับประทานอาหารร่วมกัน และมีบุคคลไม่ทราบชื่อนำเบอร์โทรศัพท์มือถือของตนไปโพสต์และมีคนโทรเข้ามาข่มขู่ อีกทั้ง 1 วันก่อนวันจัดกิจกรรมอ่านประกาศคณะราษฎรฯ มีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้านอีกครั้งแต่ตนเองไม่อยู่ ทั้งนี้ ตนยังได้รับแจ้งว่ามีคนพยายามติดสินบนพนักงานรักษาความปลอดภัยให้คอยช่วยสอดส่องและจับตาดูความเคลื่อนไหวตนอีกด้วย ด้านปนัสยาโพสต์ว่าเช้าวันที่ 21 มิ.ย. มีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบสังกัดขับรถสีดำมาเยี่ยมที่บ้านพร้อมถามแม่ของปนัสยาว่า “บ้านเลขที่นี้ใช่ไหม” “ใครเป็นเจ้าของบ้าน” และ “เดี๋ยวนายผมจะโทรมานะ” ซึ่งปนัสยาเห็นว่าเป็นการคุกคามครอบครัว เพื่อหวังให้หยุดดำเนินกิจกรรม

เมื่อกิจกรรมวันที่ 24 มิ.ย.เสร็จสิ้นลง กลุ่มของพริษฐ์และปนัสยาถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมากกว่า 5 นายเดินตามและขับรถติดตามประกบ โดยมีทั้งรถมอเตอร์ไซค์ขนาบข้างทั้งสองข้าง และรถยนต์ไม่ทราบเลขทะเบียนตามหลังอีกหนึ่งคัน ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการสั่งอุ้มนักกิจกรรม 4 คน รวมทั้งพริษฐ์

ส่วนด้าน ‘ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี’ จากกลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free YOUTH) ได้มาร่วมอ่านประกาศคณะราษฎรฯ ด้วย ได้แจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบตามกลุ่มผู้จัดกิจกรรมมายังจุดนัดหมายของตนเอง โดยถ่ายรูปเก็บข้อมูลตลอดเวลา และเมื่อออกจากพื้นที่มีรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ขับตามมาอีกหนึ่งคันจนกระทั่งเอาของเข้าไปเก็บในอาคารแห่งหนึ่งจึงเลิกตาม

เจ้าหน้าที่เร่งเครื่องตามติดกลุ่มเยาวชนปลดแอกหลังกิจกรรม ‘ฉายไฟไล่ความมืดมิด’

ภาพรถยนต์ที่ติดตามกลุ่มเยาวชนปลดแอก จากเพจเยาวชนปลดแอก – Free Youth

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 ก.ค. สมาชิกกลุ่มเยาวชนปลดแอก 6 คนได้จัดกิจกรรม ‘ฉายไฟไล่ความมืดมิด’ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ระหว่างทำกิจกรรม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2-3 นาย เข้ามาสอบถามรายละเอียดการทำกิจกรรม ถามว่ามาทำอะไรและถามย้ำว่ามาฉายรูปอะไรหรือไม่ เมื่อจบกิจกรรมมีตำรวจนอกเครื่องแบบตามถ่ายรูประหว่างสมาชิกกลุ่มฯ รอรถแท็กซี่ เมื่อโบกแท็กซี่ได้แล้ว มีสารวัตรตำรวจขับมอเตอร์ไซค์ปาดหน้าพร้อมตะโกนว่า “เดี๋ยวก่อน”​ และ “ภัยมั่นคง” เจ้าหน้าที่ พยายามขัดขวางไม่ให้นักศึกษาขึ้นรถแท็กซี่ได้ จากนั้นจึงมี เจ้าหน้าที่ ตำรวจในเครื่องแบบประมาณ 20 นายจาก สน.สำราญราษฎร์ และ สน.ชนะสงคราม เข้ามาล้อมเพิ่มไม่ให้นักศึกษาไปไหนและซักถามประวัติ พร้อมขอดูบัตรประชาชนและจดข้อมูลของสมาชิกกลุ่มฯ ไป จากคำบอกเล่าของทัตเทพ เจ้าหน้าที่มีท่าทีคล้ายจะจับกุมพวกตน แต่จากประวัติของสมาชิกกลุ่มฯ ไม่มีใครเคยได้รับหมายจับมาก่อน เขาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่คลายท่าทีลง

หลังจากสมาชิกกลุ่มฯ แยกย้ายกันที่หน้าวัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร เจ้าหน้าที่ ยังตามถ่ายรูปเป็นระยะ และขับมอเตอร์ไซค์ตาม ทัตเทพกล่าวว่าเมื่อขึ้นรถแท็กซี่แล้วตนยังถูกติดตามโดยรถยนต์ฮอนด้าหมายเลขทะเบียน 5กม 9004 ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดบวรฯ​ จนถึงบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะให้คนขับจะขับวนบริเวณ​จุฬาฯ หลายรอบ แต่รถยนต์คันนั้นเร่งเครื่องตามรถของตนตลอดเวลา จนกระทั่งตนให้คนขับเข้าไปจอดที่ห้างละแวกนั้น และวิ่งเข้าไปหลบในอาคารอยู่พักใหญ่ รถที่ติดตามจึงกลับไป

เจ้าหน้าที่บุกคอนโดฯ ศิลปิน Headache Stencil

           ภาพกล้องวงจรปิดเผยเจ้าหน้าที่ใต้คอนโดฯ ของ Headache Stencil จากเพจของศิลปิน

ช่วงตีหนึ่งของวันที่ 24 มิ.ย. ศิลปินกราฟิตี้ Headache Stencil ได้ฉายภาพปรีดี พนมยงค์ บนกำแพงวัดราชนัดดา แล้วถ่ายรูปลงแฟนเพจ  จากนั้น  26 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อเข้ามาทางแฟนเพจเพื่อสอบถามรายละเอียดของกิจกรรม แต่ศิลปินไม่ตอบและถามเจ้าหน้าที่กลับว่าตนทำอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งได้คำตอบว่า “ไม่ได้ทำอะไรผิด”

เมื่อเห็นว่าศิลปินไม่ให้ข้อมูล  เจ้าหน้าที่ไม่ลดละและมาเฝ้าที่หน้าคอนโดฯ โดยไม่แสดงบัตรประจำตัวต่อ รปภ. และไม่แสดงหมายเรียกหรือหมายจับ ศิลปินกล่าวว่าเมื่อตนเห็นท่าไม่ดีจึงขับรถออกมาจากคอนโดฯ  ภายหลังสอบถามกับนิติบุคคลของคอนโดฯ ได้ความว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จาก สน.พระโขนง เพราะนิติฯ ได้เคยติดต่อประสานงานกับตำรวจมาก่อน  ต่อมาศิลปินสืบทราบจากการโทรศัพท์สอบถามไปยังหมายเลขของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้ติดต่อกับนิติฯ จนได้ความว่า ผู้ที่นำกลุ่มบุคคลมาติดตามตนในคืนนั้นคือ พ.ต.ต.ชัยวิรัตน์ ชาติสันติกุล

วันที่ 12 ก.ค. ศิลปินทวีตแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ เข้ามาถ่ายรูปบริเวณหน้าคอนโดฯ ของตนอีกครั้ง และวันต่อมามีรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับติดตามรถของตนหลังตนให้สัมภาษณ์ข่าวย่านแจ้งวัฒนะเสร็จสิ้น

>>ศิลปินสตรีตอาร์ท ‘Headache Stencil’ ถูกเจ้าหน้าที่เยี่ยมกลางดึก จับตาเคลื่อนไหว 24 มิ.ย. 

ทั้งหมดคือการใช้อำนาจโดยชอบจริงหรือ?

นอกจากกรณีข้างต้น เจ้าหน้าที่ยังใช้วิธีสอบถามประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวางโดยปราศจากกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อตามหาผู้เกี่ยวข้องกับ ‘คณะปฏิรูปไทสยาม’ ที่แอบอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ โดยเจ้าหน้าที่ได้ติดตามประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปวัดพระแก้ว แม้ว่าไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อนและไม่เคยให้ข้อมูลส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่โดยตรง

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่เร่งเสริมมาตรการเชิงรุกโดยเฉพาะมาตรการนอกกฎหมายหรือมาตรการที่เกินกว่าเหตุจำเป็น เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ยิ่งเจ้าหน้าที่สรรหามาตรการมากมายเพียงใดเข้ามากดดัน ปิดปาก หรือทำให้ประชาชนหวาดกลัว ยิ่งเปิดเผยความเปราะบางของรัฐบาลต่อคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนมากขึ้นเท่านั้น