29 ก.ค. 63 เวลา 8:30 น. ‘หมู่อาร์ม’ สิบเอกณรงค์ชัย อินทรกวี อดีตทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธ กองทัพบก มารายงานตัวที่ศาลทหารกรุงเทพฯ ตามที่ได้เลื่อนนัดรายงานตัวเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา อัยการศาลทหารสั่งฟ้องหมู่อาร์มในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการ ศาลให้ประกันตัวในวงเงิน 50,000 บาท วันนี้มีสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ

ลำดับการสั่งฟ้องอดีตทหารชั้นผู้น้อย

หลังจากสิบเอกณรงค์ชัยรับทราบข้อกล่าวหาและได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63 วันที่ 3 ก.ค. หลังครบกำหนดฝากขังผลัดแรก พันตรีนิติพันธ์ เมธีวิมูลวุฒิ อัยการผู้ช่วยศาลทหารได้ทำเรื่องฝากขังครั้งที่ 2 โดยยังไม่ยื่นฟ้อง และระบุให้ผู้ต้องหายื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 10 ก.ค. มิฉะนั้นจะถือว่าผู้ต้องหาไม่ประสงค์ยื่นคำให้การเป็นเอกสาร ซึ่งเดิมมีกำหนดจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในวันที่ 22 ก.ค. ทนายจึงได้ยื่นโต้แย้งอัยการศาลทหารไว้

ต่อมาวันที่ 15 ก.ค. 63 อัยการศาลทหารยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 3 และศาลทหารได้อนุญาตให้ฝากขังครั้งที่ 3 ถึงวันที่ 27 ก.ค. 63  ซึ่งรัฐประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ  เป็นเหตุให้นายประกันต้องนำผู้ต้องหาไปรายงานตัวภายในวันที่ 24 ก.ค. 63 เพื่อฟังคำสั่งว่าอัยการจะขอฝากขังครั้งที่ 4 หรือจะมีคำสั่งฟ้องคดี

วันที่ 24 ก.ค. 63 สิบเอกณรงค์ชัยและนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในฐานะนายประกัน ทำหนังสือขอเลื่อนวันนัดส่งตัวผู้ต้องหา เป็นวันที่ 29 ก.ค. 63 เนื่องจากนายวีระ สมความคิด ติดภารกิจต้องไปศาลในคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง MBK39 ซึ่งมีนัดไว้ก่อนแล้ว โดยในวันดังกล่าว อัยการศาลทหารได้ยื่นฟ้องสิบเอกณรงค์ชัยเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว 

นอกจากนี้ในดังกล่าว สิบเอกณรงค์ชัยได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการทหารเรียกพยานเอกสารสำคัญ คือคำสั่งภายในเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน รายงานและผลการสอบสวนกรณีกล่าวหาสิบเอกณรงค์ชัยขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการ เข้ามาสู่สำนวนคดีเพื่อให้ผู้ต้องหาได้เข้าตรวจสอบเอกสารดังกล่าวและนำมาเขียนคำให้การเพิ่มเติมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน

วันที่ 29 ก.ค. 63 เวลา 8:30 สิบเอกณรงค์ชัยและนายวีระ สมความคิดจึงมารายงานตัวตามที่ขอเลื่อนนัดไว้ สิบเอกณรงค์ชัยจึงรับทราบสำเนาคำฟ้อง ในคดีหมายเลขดำ 142/2563 ในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการ และได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นพิจารณาโดยใช้หลักประกันเดิม ศาลทหารอนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 50,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไข

โดยสิบเอกณรงค์ชัย ต้องถูกควบคุมตัวขึ้นรถผู้ต้องขังไปที่เรือนจำ มทบ.11 ที่ จ.นครปฐม เพื่อไปปล่อยตัวที่เรือนจำ เช่นเดียวกับเมื่อวันที่สิบเอกณรงค์ชัยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ทั้งนี้ ศาลทหารจะแจ้งวันนัดสอบคำให้การในภายหลัง 

 

คำฟ้องอัยการศาลทหาร

อัยการศาลทหารได้ยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลทหาร กรุงเทพ ดังนี้

  1. ขณะกระทำผิดจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัด ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก กองทัพบก มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้สั่งหรือออกไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องประพฤติปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ
    1. จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งได้สั่งหรือออกไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 และพลตรี อภิชาติ สันเที๊ย ผู้บัญชาการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก กองทัพบก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยมีคำสั่งลงวันที่ 17 มี.ค. 63 ให้ลงทัณฑ์จำขังจำเลย มีกำหนด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 63 ถึง 24 มี.ค. 63 ณ กองเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 ตำบลทุ่งน้อย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ฐานกระทำความผิดวินัยทหาร ตามมาตรา 5(2) ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย มาตรา 5(3) ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร และมาตรา 5(7) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 จำเลยได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 63 เวลากลางวัน อันเป็นเวลาที่คำสั่งให้จำเลยต้องมารับทัณฑ์วินัยทหารตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มีผลให้จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น จำเลยได้บังอาจขัดขืนละเลยมิกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาดังกล่าว โดยจำเลยไม่มารายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อรับทัณฑ์วินัยทหารตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาดังกล่าว อันเป็นการขัดขืนละเลยมิกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา 
    2. เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 63 เวลากลางวัน จำเลยบังอาจหนีราชการไปจนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 63 กรมสรรพาวุธทหารบกจึงมีคำสั่ง กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ 379/2563 เรื่องปลดนายทหารประทวนออกจากราชการ ลงวันที่ 8 มิ.ย. 63 ปลดจำเลยออกจากราชการ รวมวันหนีราชการไปครั้งนี่ 2 เดือน 22 วัน เป็นการหนีราชการครั้งที่ 1

2. อัยการขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาและหนีราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาทหารมาตรา 30, 45, 46 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ 6

 

ร้องเรียนทุจริตในกองทัพสู่การเป็นจำเลยในศาลทหาร

มูลเหตุของคดีนี้มาจากการร้องเรียนของสิบเอกณรงค์ชัยกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา และเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 63 มีคำสั่งลงโทษจำขังสิบเอกณรงค์ชัยเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. ถึง 22 มี.ค. 63 

โดยก่อนหน้ามีการประสานงานให้สิบเอกณรงค์ชัยไปขอขมาผู้บังคับบัญชาและยุติดำเนินการร้องเรียน ระหว่างพิธีจึงได้ยินคำขู่ว่าโทษจำขังครั้งนี้อาจถึงแก่ชีวิต ประกอบกับเมื่อผู้บังคับบัญชาทราบว่าตนได้ร้องเรียนสายตรงกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงจึงไม่พอใจและตัดสินใจลงโทษจำขังตามเดิม แต่เลื่อนเป็นวันที่ 18-24 มี.ค. แทน

เมื่อสิบเอกณรงค์ชัยเห็นว่าคำสั่งลงโทษนั้นอาจอันตรายถึงชีวิต จึงตัดสินใจดำเนินเรื่องขอคุ้มครองพยานในวันที่ 17 มี.ค. 63 ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต ตามระเบียบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2554 และตัดสินใจไม่กลับไปทำงานที่หน่วยซ่อมสร้างฯ ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ถึง 8 มิ.ย. 63 เพื่อความปลอดภัยและรอการดำเนินการคุ้มครองพยาน และจึงเป็นสาเหตุให้ถูกแจ้งข้อหาหนีราชการ และมีคำสั่งปลดสิบเอกณรงค์ชัยออกจากข้าราชการ เป็นนายสิบกองหนุน ไม่มีเบี้ยหวัดบำเหน็บบำนาญ สังกัด บก.มทบ.11 

 

อ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง : 

“หมู่อาร์ม” ปฏิเสธข้อหาหนีทหาร ศาลทหารให้ประกันไม่กำหนดเงื่อนไข